สำรวจ ‘ดีลยักษ์’ ฟ็อกซ์ภายใต้ชายคาของดิสนีย์ อุตสาหกรรมหนังใหญ่ภายใต้ชายคาบ้านใหม่อันแสนสดใส (?)

Home / bioscope / สำรวจ ‘ดีลยักษ์’ ฟ็อกซ์ภายใต้ชายคาของดิสนีย์ อุตสาหกรรมหนังใหญ่ภายใต้ชายคาบ้านใหม่อันแสนสดใส (?)

สื่อขนานนามว่าการที่บริษัทวอลต์ ดิสนีย์ ตัดสินใจซื้อหุ้นของ 21st Century Fox ในราคา 52.4 พันล้านเหรียญฯ ถือเป็นจุดจบของยุค “The Big Six” หรือหกสตูดิโอยักษ์ผู้กุมบังเหียนของฮอลลีวูด อันได้แก่ ดิสนีย์, ฟ็อกซ์, ยูนิเวอร์ซัล, วอร์เนอร์ บราเธอร์ส และพาราเมาต์

การควบรวมครั้งนี้จึงทำให้ยักษ์ใหญ่ทั้งหมดลดลงเหลือแค่ 5 สตูดิโอ ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น เพราะการดีลครั้งนี้ยังหมายความถึงผลกระทบอื่นๆ ที่กำลังจะตามมาอีกในไม่ช้า จนการทำสัญญาครั้งนี้น่าจะเป็นหมุดหมายหลักของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดในศตวรรษนี้ เพราะไปๆ มาๆ ดิสนีย์คือบริษัทที่ถือครองทรัพย์สินและหุ้นในอุตสาหกรรมนี้มากจนนับเป็น 1 ใน 4 ของอุตสาหกรรมหนัง แถมหนังส่วนใหญ่ที่ผลิตในเครือก็ทำเงินถล่มทลายแทบทั้งนั้น ล่าสุดกับ Coco (2017, ลี อุนคริช) ที่ทำเงินไปแล้วโดยยังไม่ราโรงที่ 280 ล้านเหรียญฯ ขณะที่ Star Wars: The Last Jedi (2017, ไรอัน จอห์นสัน) ก็ถูกคาดการณ์ว่าน่าจะทำเงินได้ในระดับมหาศาลไม่แพ้กัน จนเชื่อขนมกินได้ว่า ปลายปีนี้ย่อมเป็นปีที่ดีของค่ายดิสนีย์และเครือข่ายแน่ๆ

ก่อนหน้านี้ ดิสนีย์เคยซื้อทั้ง
Pixar Animation Studios
Industrial Light & Magic (แห่งจักรวาล Star Wars)
Lucasfilm Animation 
Lucasfilm Story Group
Marvel Studios
Marvel Music
Marvel Film Productions LLC (Delaware) (ยิ่งใหญ่มั้ยล่ะ!)

Related image

แต่นี่ก็ไม่ใช่การดีลยักษ์ครั้งแรกระหว่างสองบริษัทนะจ๊ะ

ก่อนหน้านี้ถ้ายังจำกันได้ ดิสนีย์ยังเคยซื้อ มิราแม็กซ์ บริษัทโปรดักชั่นหนังของสองพี่น้องไวน์สตีน (ก่อนจะกลายร่างมาเป็นไวน์สตีนคอมปานีในทุกวันนี้) ด้วยเงิน 60 ล้านเหรียญฯ ในปี 1993 เพื่อเบิกทางในการเดินหน้าเข้าสู่โลกของภาพยนตร์อิสระที่ดิสนีย์ในตอนนั้นยังเข้าไปไม่ถึง หรือ New Line Cinema บริษัทโปรดักชั่นยักษ์ก็เคยถูกค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์สซื้อมาแล้วเมื่อปี 2008

และการควบรวมกันของบริษัทเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งสิ่งใหม่ๆ ในโลกภาพยนตร์เท่านั้น แต่มันยังหมายความถึงการควบรวมเอากิจการยิบย่อยต่างๆ ไปด้วย เช่นเดียวกับที่การซื้อขายกันระหว่างดิสนีย์และฟ็อกซ์ในครั้งนี้นั้น ดิสนีย์ยังได้เครือข่ายต่างๆ ของฟ็อกซ์อย่าง

  • Fox Searchlight ซึ่งเป็นส่วนที่จัดหา สร้างหนังอิสระมาแล้วมากต่อมาก ทั้ง Black Swan (2010, ดาร์เรน อาโรนอฟสกี), Slumdog Millionaire (2008, แดนนี บอยล์), Once (2007, จอห์น คาร์นีย์)
  • Fox 2000 ที่จัดหาหนังอย่าง Cast Away (2000, โรเบิร์ต เซเม็กคิส) และ The Beach (2000, บอยล์)
  • รายการและบริษัทในเครือฟ็อกซ์อย่าง FX Networks, เนชั่นแนล จีโอกราฟิก รวมถึงรายการโทรทัศน์อีกกว่า 300 ช่อง และรายการกีฬาท้องถิ่นอีกกว่า 22 รายการ

นี่ก็แทบจะเท่ากับว่า ดิสนีย์ “เหมา” เอากิจการทั้งหนัง, รายการโทรทัศน์, รายการกีฬามาไว้เป็นของตัวเองอย่างแข็งแรงสุดๆ

Related image

เรื่องดีๆ ที่จะตามมานั้น มันมีอะไรบ้างนะ

แน่นอนว่าสำหรับแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่ นี่จะเป็นโอกาสอันดีที่จักรวาลของ X-Men อาจได้เดินมาแท็กมือทักทายกันกับเหล่ายอดมนุษย์ในหนังฝั่งมาร์เวล ไม่แน่เราอาจได้เห็นคุณแม็กนีโต, โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ เที่ยวเดินคล้องแขนจับมือปราบเหล่าร้ายไปกับ ไอร์ออนแมนหรือธอร์ก็เป็นได้ แล้วสำหรับแฟนบอยของยอดมนุษย์เหล่านี้ จะมีอะไรน่าตื่นเต้นไปได้มากกว่านี้อีก!

รวมถึงขอบเขตการสร้างหนัง ที่แน่นอนว่าการรวมสองกิจการย่อมนำมาซึ่งเงินทุนที่หนามากกว่าเดิม เป็นไปได้ว่าเราอาจได้เห็นหนังแสนมหัศจรรย์พันลึกที่ทุ่มทุนสร้างทั้งในเชิงผู้กำกับ นักแสดงหรือในเชิงกระบวนการทำงานด้วยก็ได้ แถมการที่มันเต็มไปด้วยเงินทุนหนาที่พร้อมจะรองรับหนังหลากประเภท ไม่แน่ในอนาคต เราอาจได้เห็นหนังอิสระเข้ามามีพื้นที่ในสตูดิโอเหล่านี้มากขึ้นก็เป็นได้

บ็อบ ไอกอร์ ประธานซีอีโอฝั่งดิสนีย์ให้สัมภาษณ์ว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้-ซึ่งฟ็อกซ์เป็นผู้ถือหุ้นราว 25 เปอร์เซ็น-จะทำให้โลกภาพยนตร์เข้าถึงง่ายขึ้นและเต็มไปด้วยทางเลือกในการดูหนังต่างๆ มากมายขึ้นอย่างแน่นอน และเราต่างก็ตื่นเต้นกับการได้ทำแฟรนไชส์ที่เรารัก ทำหนังที่หลากหลายเพื่อผู้ชมที่หลากหลายยิ่งกว่าของเรา การดีลครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นช่องทางในการจะทำหนังที่เล่าเรื่องอันเต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายเพื่อผู้ชมทั่วทั้งโลก”

ขณะที่ รูเพิร์ต เมอร์ดอช ประธานจากฟ็อกซ์กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้ระหว่างดิสนีย์กับฟ็อกซ์นั้นจะสร้างความน่าตื่นเต้นและสร้างสิ่งใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน ผมมั่นใจว่าการรวมกิจการกันครั้งนี้-ภายใต้การนำของบ็อบ ไอกอร์-จะทำให้เรากลายเป็นบริษัทที่ดีที่สุดในโลกเลยทีเดียว”

Image result for alien

Image result for predator

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับดีลครั้งนี้นะ (อ้าว)

ถึงอย่างไร ดิสนีย์ก็นับเป็นหนึ่งในสตูดิโอที่แน่วแน่เรื่องทิศทางการทำหนังของตัวเองมาอย่างยาวนาน ด้วยความที่เป็นสตูดิโอที่เติบโตมาจากการทำแอนิเมชั่นเพื่อเด็กมาโดยตลอด ทำให้มันหลีกเลี่ยงจะเผชิญหน้ากับการทำหนังเรต R หรือเรตที่รุนแรงกว่านั้น (นี่อาจทำให้ ไรอัน เรย์โนล นักแสดงที่รับบทเป็น เดดพูล-ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหนังเรต R-ทวิตภาพตัวเดดพูลที่ล้มเหลสในการบุกเข้าคฤหาสของดิสนีย์-โธ่)

ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า แล้วหนังจากสตูดิโอฟ็อกซ์เรื่องก่อนๆ โดยเฉพาะแฟรนไชส์ตระกูล Alien และ Predator จะเป็นอย่างไรในเมื่อมันอยู่ในชายคาบ้านของค่ายที่แสนจะสดใสอย่างดิสนีย์

“ได้แต่หวังว่าดิสนีย์จะอนุญาตให้ตัวเองได้เติบโตและทำหนังเรต R ได้ซะทีนะ” เจฟฟ์ บอค นักวิเคราะห์จาก The Box Office กล่าว “เขาต้องทำแบบนั้นให้ได้ถ้าคิดจะทำหนังแฟรนไชส์อย่าง Alien และ Predator ให้คมคายกว่าเดิม ส่วนตัวผมน่ะหวังแค่ว่าเขาจะอนุญาตให้หน่วยงานฟ็อกซ์ยังได้ทำงานต่อไปอยู่เหมือนเคย ทำให้พวกเขาคล่องตัวขึ้นและมุ่งมั่นจะทำหนังให้ผู้ใหญ่ดูด้วย” เขาว่า

การผูกขาด (?)

ขณะที่สมาคมนักเขียนแห่งอเมริกาตะวันตก (The Writers Guild of America West, WGAW) สหภาพซึ่งเป็นตัวแทนของวงการหนัง, โทรทัศน์และสื่อต่างๆ แสดงอาการผิดหวังไม่น้อยต่อดีลยักษ์ในครั้งนี้ ถึงกับออกมาบอกว่านี่คือจุดจบของอำนาจหน้าที่ทางการเงินของเหล่าคนทำงานสร้างสรรค์หลังกล้องเลยทีเดียว และยังเป็นการผูกขาดธุรกิจอย่างหนาแน่นอีกด้วย

“การควบรวมกิจการกันของคู่แข่งพวกนี้มีแต่จะทำให้เรื่องแย่ลง จากนี้ไป อำนาจการผูกขาดทางการตลาดของดิสนีย์ก็จะแข็งแรงขึ้นมาก ประเด็นต่อต้านการผูกขาดถูกจุดขึ้นมาเพื่อเฝ้าระวังในเรื่องนี้ ทางสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกาตะวันตกยืนยันจะอยู่ฝั่งตรงข้ามของการควบรวมกิจการและจะทำงานเพื่อให้แน่ใจว่า กฎหมายต่อต้านการผูกขาดสินค้าของประเทศเรานั้นบังมีผลบังคับใช้อยู่ได้จริง”

“การตัดสินใจครั้งนี้ของฟ็อกซ์ช่างเปล่าดายเสียจริงๆ” ไมเคิล นาธานสัน นักวิเคราะห์ธุรกิจกล่าว และอธิบายว่า แม้ฟ็อกซ์จะไม่ดีลสัญญาครั้งนี้กับดิสนีย์ แต่ก็ยังจะทำรายได้มหาศาลจากบริษัทในเครืออยู่ดี โดยเฉพาะจากรายการกีฬา, แฟนรายการเก่าแก่ และกลุ่มผู้ชมในวงกว้าง

นั่นทำให้เราต้องจับตามองทิศทางของสารพัดหนังในโลกฮอลลีวูดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป-ในอนาคตอันใกล้นี้