(BIOSCOPE People) เข้าสู่ด้านมืดไปกับโลกของ อดัม ไดรเวอร์: วายร้ายที่เรารักในจักรวาล Star Wars

Home / bioscope / (BIOSCOPE People) เข้าสู่ด้านมืดไปกับโลกของ อดัม ไดรเวอร์: วายร้ายที่เรารักในจักรวาล Star Wars

“ไลต์เซเบอร์นั่น… เป็นของข้า”

ไม่ว่าจะรักหรือจะเกลียด ไคโล เร็น แห่งจักรวาล Star Wars เราก็ต้องยอมรับกันว่าเร็นนับเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์จนเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ทำให้มหากาพย์สงครามแห่งดวงดาวนี้สมบูรณ์แบบ-ยิ่งกับเฉพาะในภาคล่าสุดอย่าง Star Wars: The Last Jedi (2017, ไรอัน จอห์นสัน) ที่เร็นนับเป็นตัวละครหนึ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องราวอันแสนสำคัญ-และด้วยตัวละครที่ตกอยู่ในโลกมืดจนหมิ่นเหม่ต่อการถูกคนดูไม่ชอบหน้าเอาได้นี้ หากไม่ได้รับการถ่ายทอดโดยนักแสดงที่ซื่อสัตย์ต่อบทบาทของตัวเองแล้ว คงนับเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เรารักตัวละครนี้

แต่ อดัม ไดรเวอร์ ทำได้ และทำได้ดีอย่างที่เขาเป็นเสมอมานับตั้งแต่เริ่มอาชีพนักแสดง

Image result for adam driver

เจ้าหนุ่มผมยาว รูปร่างผอมสูงเก้งก้างกับหูกาง สะดุดตาคนดูนับตั้งแต่ที่เขาปรากฏตัวใน Girls (2012-2017) ซีรีส์สุดฉาวที่ไดรเวอร์ใช้เวลากว่าครึ่งแก้ผ้าโทงๆ ในเรื่อง (แถมด้วยไดอะล็อกสุดสัปดน), เป็นนักดนตรีใน Inside Llewyn Davis (2013, พี่น้องโคเอน), เป็นคู่รักสุดเพี้ยนจาก While We’re Young (2014, โนอาห์ บอมบาช), เป็นนักกวีแสนเศร้าใน Paterson (2016, จิม จาร์มุช), เป็นบาทหลวงที่ต้องเผชิญชะตากรรมรันทดจาก Silence (2016, มาร์ติน สกอร์เซซี) และล่าสุด เขาคือชายผู้ตกหล่มเข้าสู่โลกด้านมืดในจักรวาลหนัง Star Wars กับบท ไคโล เร็น ตัวร้ายแสนอีโมที่เรารัก

“สำหรับการเป็นนักแสดงแล้ว เราเหมือนพยายามหาคำตอบให้กับสิ่งที่เราแสดง แต่เราไม่มีทางหาคำตอบที่ถูกต้องถ่องแท้ให้มันได้หรอก ก็เหมือนชีวิตคนเรานั่นแหละครับ” ไดรเวอร์กล่าวถึงงานแสดง

Image result for guy from girls show

แต่ก่อนจะมาเป็นนักแสดงจอใหญ่ที่เรารักในทุกวันนี้ ไดรเวอร์คือเด็กชายตัวแสบของบ้านที่รู้สึกว่าตัวเอง “อยู่ผิดที่ผิดทางเสมอ” ลงเอยด้วยการไต่หอวิทยุสูงปรี๊ดแถวบ้าน, เผาข้าวของทิ้ง แถมยังเข้าร่วม fight club-คลับชกต่อยใต้ดินที่สร้างมาจากหนังชื่อเดียวกันปี 1999 ของ เดวิด ฟินเชอร์ อีกด้วย!!

แต่หลังจากนั้น หนุ่มน้อยอดัม ไดรเวอร์ ก็สมัครเข้าเป็นนาวิกโยธินสหรัฐฯ และอยู่ในกองทัพอยู่นานสองปีกับอีกแปดเดือน (“ในกรมของผมมีผู้ชายหูกางอีกคน เพื่อนๆ เลยเรียกเขาว่านายเอียร์สวัน และเรียกผม-ซึ่งหูกางเหมือนกันว่า นายเอียร์สทู”) ก่อนจะพลาดท่าทำกระดูกสันอกตัวเองหักระหว่างปั่นจักรยานภูเขาจนต้องออกจากกรมในที่สุด และเข้าเรียนด้านการแสดงในมหาวิทยาลัยอินเดียนาโปลิส ซึ่งไปๆ มาๆ กลายเป็นเรื่องยากของไดรเวอร์อีกเพราะเขาไม่เคยชินกับชีวิตนอกกองทัพเลยแม้แต่นิด และกว่าจะปรับตัวได้ก็กินเวลานานโข แถมแม้แต่การได้เล่นหนังและซีรีส์ในเรื่องแรกๆ ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าหนุ่มไดรเวอร์รู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จสักกี่มากน้อย

Related image

 

“ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง ตอนเด็กๆ ก็ไม่ได้มีเพื่อนผู้ชายที่เฮ้วๆ ไปไหนไปกันแบบคนอื่น” เขาเล่าติดตลก “ผมไม่เคยมีโมเมนต์แบบ ‘เฮ้พวก! ไปกินนั่นกินนี่กันเถอะ’ หรือ ‘เฮ้ย วันนี้เตะฟุตบอลกันดีกว่า’ เพราะผมเล่นกีฬาไม่เก่งเว้นก็แต่บาสเก็ตบอล แต่รวมๆ แล้วผมเป็นคนเงียบๆน่ะ

“ยิ่งพอมาเป็นนักแสดง คนมักจะคิดว่าเป้าหมายของพวกเราคือเป็นคนดังที่แสนจะร่ำรวย ก็แหงล่ะ” เขาว่า “เราก็อยากดังและอยากรวยเพราะมันทำให้เรามีอิสระมากพอจะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่สำหรับผมนะ การมีชื่อเสียงมันดูขัดแย้งกับงานของผม แค่นึกว่าตัวเองไปเดินพรมแดงในชุดสูตอย่างหรูแล้วมีคนมานั่งพูดถึงชีวิตของผมมันก็พิลึกแล้ว ผมไม่ได้อยากเป็นอะไรแบบนี้ตอนตั้งต้นเริ่มรับงานแสดงน่ะ”

มองจากภาพรวมแล้ว ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมารวมถึงบุคลิกบางอย่างของไดรเวอร์ก็ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่ไม่หลงไปกับแสงสีแม้ได้แสดงอยู่ในหนังใหญ่กับผู้กำกับยักษ์ “การเป็นนาวิกฯ ที่เราต้องอยู่กับคนหนุ่มอายุ 18-19 ปี เป็นบ้าเป็นบอ แถมยังอยู่ห่างจากบ้านไกลโข มือก็ถือปืนคนละกระบอก เงินก็ไม่มี ก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกติดดินอยู่เสมอไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน”

นั่นทำให้เราย้อนกลับไปถึงงานแสดงที่สร้างภาพจำให้ไดรเวอร์แบบสุดๆ อย่าง Girls ที่เขาต้องแก้ผ้าแก้ผ่อน ก่อนขยับมาสู่การเล่นหนังฟอร์มเล็กอย่าง Inside Llewyn Davis และ The F Word (2013, ไมเคิล ดาวซี) ก่อนมาแจ้งเกิดในฐานะตัวร้ายสุดแกร่งแห่งจักรวาล Star Wars หนังบล็อกบัสเตอร์ในปี 2015 ของ เจ เจ เอบรัมส์

Image result for adam driver inside llewyn davis

“ตอนเล่น Star Wars ผมต้องคิดตามที่ผู้กำกับบอกตลอดเวลาว่า ‘เชื่อเราเหอะ ไลต์เซเบอร์ของนายมันทำงานได้แน่นอน’ นั่นเพราะมันเต็มไปด้วยการใช้ซีจีที่ทำให้เราต้องจินตนาการอย่างหนักแบบสุดๆ ผมงี้ต้องนึกตลอดว่า ‘เอาวะ นี่คือถ้ำ เข้าใจล่ะ’ อะไรทำนองนั้นประจำ”

และแน่นอน เมื่อนาทีที่เขาปรากฏตัวในฐานะไคโล เร็น ก็นับเป็นการแจ้งเกิดไดรเวอร์สู่สายตาคนดูหนังทั่วทั้งโลกทันที พร้อมกระแสถาโถมสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าเขามาก่อน ตั้งคำถามว่า นี่อีตาเอบรัมส์ไปเอาใครมาแสดงกันนะ บางคนก็ว่าหล่อ และบางคน-ก็ว่าไม่ “อย่างแค่เรื่องใบหน้าผมเนี่ย คนก็ชอบบอกว่าหน้าผมแปลก แต่ก็นะ มันก็หน้าผมอะ ผมมีหน้าแบบนี้มาก่อนจะมาแสดงหนังอีก ใครก็ชอบพูดถึงหน้าผมทั้งนั้น” เขาว่าอย่างไม่ยี่หระ วิธีคิด (และแน่นอน-รวมถึงวิธีพูดด้วย) ของไดรเวอร์ทำให้หลายคนมองว่าเขาเป็นนักแสดงหัวแข็งที่แสนจะเป็นมิตร ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยปฏิเสธ หรือพูดให้ถูก อันที่จริงเขาแค่ไม่ค่อยสนใจว่าคนอื่นจะมองเขาอย่างไรด้วยซ้ำไป

Image result for adam driver star wars

 

“จะเล่นหนังฟอร์มใหญ่หรือเล็กก็ไม่มีความต่างมากหรอกครับ เว้นแต่เรื่องอุปกรณ์อำนวยความสะดวกรอบตัวเราเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างอยู่ในกองถ่าย” เขาว่าอย่างอารมณ์ดี “ผมแค่โชคดีที่ได้เจอ เจ เจ เอบรัมส์ และเขาก็เหมือนกับพี่น้องโคเอน เหมือนกับโนอาห์ และเหมือนกับสกอร์เซซีนั่นแหละครับ

“คือในอุตสาหกรรมเองมันก็มีทั้งความเลอะเทอะเละเทะอยู่ และผมก็ไม่ได้ปลื้มอะไรมันเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะไม่มีผู้กำกับฉลาดๆ ที่พยายามหาทางทำงาน ต่อกรกับระบบสตูดิโอพวกนี้นะครับ นี่ไม่ใช่เรื่องว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์หรือเปล่า หรือเป็นการ์ตูน ผมว่าถ้าในนั้นมันมีตัวละครที่น่าสนใจ มีทีมงานที่หลงใหลในมันจริงๆ ผมก็จะรู้สึกโชคดีที่ได้ทำงาน ได้เล่นหนังเรื่องนั้นครับ โดยไม่เกี่ยวว่ามันจะเป็นหนังฟอร์มใหญ่หรือฟอร์มเล็กเลย”

Image result for Francisco Garrpe

Related image

จากนั้น รูปร่างหน้าตาและการแสดงของไดรเวอร์ก็ไปเข้าตาคุณปู่นักทำหนังอย่างสกอร์เซซีเข้าอย่างจัง นำมาสู่การร่วมงานกันใน Silence ที่ไดรเวอร์แทบต้องถวายชีวิตให้งานแสดงด้วยการลดน้ำหนักไปทั้งสิ้น 22 กิโลกรัมเพื่อให้สมบทบาทของมิชชันนารีผู้ตกยากอยู่ในดินแดนอาทิตย์อุทัย “เขา(สกอร์เซซี)ขอให้พวกเรา (แอนดรูว การ์ฟิลด์ นักแสดงร่วมในเรื่อง) ลดน้ำหนักเพื่อเล่นหนัง เพราะตัวละครของเรานั้น ตามเรื่องจริงๆ แล้วต้องเร่ร่อนไปเรื่อยทั้งจากโปรตุเกส ไปมาเก๊า ล่องเรือไปยันแอฟริกาด้วย” เขาเล่าอย่างออกรส “ซึ่งแหงล่ะว่าพวกเขาไม่มีอาหารไว้กินอย่างเพียงพอ กว่าจะถึงที่หมาย พวกเขาก็ต้องผอมกะหร่องสุดๆ แต่ผมเข้าใจได้ มันเป็นหนังที่ว่าด้วยความศรัทธาและความสั่นคลอนของการศรัทธาน่ะครับ”

จากนี้ไป ไดรเวอร์จะยังร่วมงานกับผู้กำกับอีกหลากหลายรวมทั้งหนังฟอร์มใหญ่ฟอร์มเล็ก ทั้ง Black Klansman (2018, สไปก์ ลี), The Man Who Killed Don Quixote (2018, เทอร์รี กิลเลียม) และ Tough as They Come (2018, ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) และการที่คิวงานเขายังยาวเหยียดเช่นนี้ สำหรับไดรเวอร์แล้ว มันแปลได้ไหมนะว่าเส้นทางการแสดงของเขาในอุตสาหกรรมนี้ยังเจิดจรัสอยู่

“คือจนถึงตอนนี้ผมก็ยังมองว่าผมเพิ่งเริ่มและยังใหม่กับงานแสดงอยู่ เอ่อ แต่อันที่จริงก็ไม่รู้ว่ามันยุติธรรมไหมที่จะพูดว่ายังใหม่เพราะผมอาจจะใกล้มาถึงจุดสิ้นสุดของอาชีพนี้แล้วก็ได้-เมื่อไหร่ก็ไม่รู้”


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com