‘ผมมองว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังทดสอบผมอยู่นะ’ ชีวิตต้องสู้ในโลกฮอลลีวูดของ ลี บยองฮุน

Home / bioscope / ‘ผมมองว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังทดสอบผมอยู่นะ’ ชีวิตต้องสู้ในโลกฮอลลีวูดของ ลี บยองฮุน

นับตั้งแต่ Bungee Jumping of Their Own (2001, คิม แดซัง) หนังดราม่าแฟนตาซีสัญชาติเกาหลีใต้ออกฉาย มันก็กลายเป็นหนังรางวัลที่ส่งให้นักแสดงหนุ่ม ลี บยองฮุน กลายเป็นที่รักของคนดูหนังทั้งประเทศในฐานะที่ตีบทดราม่าเคล้าน้ำตา ก่อนที่ Everybody Has a Little Secret (2004, จาง ฮเยซู) หนังเมโลดราม่าทำเงินของปีจะยิ่งตอกย้ำสถานะการเป็นนักแสดงหนังโรแมนติกขายดีของเขา

แล้วในปีต่อมานั่นเอง ที่บยองฮุนตัดสินใจฉีกภาพลักษณ์ชายหนุ่มแสนอบอุ่นของเขาด้วยการรับบทเป็นแก๊งสเตอร์ใน A Bittersweet Life (2005, คิม จีวุน) ที่เป็นหนังนองเลือดและเต็มไปด้วยความรุนแรงกับปืนผาหน้าไม้สารพัดชนิด ทั้งยังส่งให้บยองฮุนคว้ารางวัลนำชายจากหลายสถาบันในเกาหลีใต้ไปครองแบบปราศจากข้อกังขา ตามด้วย I Saw the Devil (2010, จีวุน) หนังว่าด้วยฆาตกรโรคจิตที่เต็มไปด้วยฉากสยดสยองทรมานทั้งร่างกายและจิตใจคนดู

Image result for lee byung hun a bittersweet life

และในช่วงเวลาคาบเวลาคาบเกี่ยวกันนี้เอง ที่บยองฮุนก้าวเข้าสู่โลกฮอลลีวูดด้วยการรับแสดงในหนังแอ็กชั่นระเบิดระเบ้อ G.I. Joe: The Rise of Cobra (2009, สตีเฟน ซอมเมอร์ส) และภาคต่อ Retaliation (2013, จอน เอ็ม ชู), RED 2 (2013, ดีน พาริซอต), Terminator Genisys (2015, อลัน เทย์เลอร์) และ The Magnificent Seven (2016, อันโธนี ฟูคัว) ซึ่งบทบาททั้งหมดนี้ บยองฮุนเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาต้องเข้าไปออดิชั่นหลายต่อหลายรอบ ฝึกภาษา และฟิตร่างกายให้แข็งแกร่งสำหรับบทบาทนักสู้-ซึ่งก็เป็นบทส่วนใหญ่ที่เขาได้รับในฮอลลีวูด

ขณะเดียวกัน เขาก็ออกมายอมรับว่า ในวงการนี้มันไม่ง่ายเลย “ผมรู้สึกว่าตอนทำงานในฮอลลีวูด ก็รู้สึกได้ว่าโดนบางคนเมินใส่ หรือไม่ยอมสบตาเพราะผมเป็นคนเอเชีย ทั้งที่ผมก็พยายามจะแนะนำตัวเองด้วยการยื่นมือไปขอจับด้วยอะไรทำนองนั้น แต่เขาทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินผ่านผมไปเลย ผมเลยไม่ได้จับมือกับพวกเขาอีกเลยจนกระทั่งถ่ายหนังจบไปแล้ว

“ผมไม่ได้เสียใจนะ แต่โกรธมากกว่า สำหรับพวกเขาแล้วผมเป็นเพียง ‘เจ้านักแสดงที่พูดอังกฤษไม่ได้’ เท่านั้น ฮอลลีวูดไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย และอันที่จริง ผมชินกับเรื่องเหล่านี้แล้วที่ต้องรับมือกับการเหยียดผิวอยู่ แต่ผมก็พยายามจะลดช่องว่างระหว่างคนเอเชียและคนขาวด้วยเหมือนกัน ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ผมด้วย”

Related image

และอีกครั้ง เมื่อผู้สื่อข่าวชาวอเมริกันถามบยองฮุน-ซึ่งรับงานแสดงทั้งหนังฮอลลีวูดและหนังเกาหลีใต้-ด้วยคำถามเรียบง่ายและน่ารักว่า “แฟนหนังของคุณส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีทั้งนั้น มีโอกาสที่คุณจะกลับไปเล่นหนังบ้านเกิดแล้วฮอลลีวูดจะเสียคุณไปอย่างถาวรไหมคะ” จนบยองฮุนออกอาการเขินและประหม่า ลงเอยด้วยการตอบคำถามนั้นอย่างถ่อมตัวว่า “ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะถูกถามคำถามนี้โดยคนอเมริกัน”

แม้ว่าในระยะแรก บทบาทของเขาในฮอลลีวูดจะวนเวียนอยู่กับบทนักฆ่าพูดน้อยต่อยหนัก แต่นั่นนับเป็นเงื่อนไขที่บยองฮุนเองเข้าใจได้ “ใน Retaliation ผมมีบทเพิ่มขึ้นอีกมาก และบทพูดก็เยอะขึ้นมาด้วยเหมือนกัน ด้านหนึ่ง ผมมองว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังทดสอบผมอยู่นะ”

Image result for Lee Byung-hun

แต่ดูเหมือนเส้นทางในอุตสาหกรรมฝั่งตะวันตกของบยองฮุนจะไปได้ดีไม่น้อย เพราะแม้หนังของเขาจะยังวนเวียนอยู่กับบทนักสู้ที่แทบไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงฉากอารมณ์ละเอียดอ่อน แต่ The Magnificent Seven ก็ได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็นหนังที่ดี และบทของเขาก็โดดเด่นไม่แพ้บทอื่นๆ (ทั้งยังไม่ใช่บทโชว์เรือนร่างหรือต่อสู้พร่ำเพรื่ออย่างเดียวอีกด้วย) และในงานประกาศผลรางวัลออสการ์เมื่อปี 2016 เขาก็ทำหน้าที่ผู้ประกาศรางวัลสาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมได้อย่างไม่มีที่ติ

“ในชีวิตนี้ มีสองครั้งที่ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครั้งแรกคือตอนซ้อมก่อนแสดง G.I. Joe: The Rise of Cobra และครั้งต่อมาคือการได้ไปงานประกาศผลรางวัลออสการ์นี่แหละครับ ถึงตอนนี้ ผมก็พยายามทำตัวเองให้สบายขึ้นมาหน่อย มั่นใจขึ้นอีกนิด บอกตัวเองว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องเท่าไหร่มันไม่ใช่การก่ออาชญากรรมนะ” เขาทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com