(BIOSCOPE People) ราเชล มอริสัน ผกก.ภาพหญิงคนแรกที่ได้เข้าชิงออสการ์จาก Mudbound

Home / bioscope / (BIOSCOPE People) ราเชล มอริสัน ผกก.ภาพหญิงคนแรกที่ได้เข้าชิงออสการ์จาก Mudbound

ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน 90 ปีของออสการ์ ราเชล มอริสัน คือผู้กำกับภาพหญิงคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยม จาก Mudbound (2017, ดี รีส์)

Mudbound หนังยาวเรื่องแรก-ว่าด้วยสองครอบครัวต่างสีผิวที่ต้องเผชิญสถานการณ์อันเต็มไปด้วยอคติและการเหยียดเชื้อชาติระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง-จากเน็ตฟลิกซ์ที่เข้าชิงออสการ์ถึงสี่สาขา ได้แก่ สมทบหญิง, ดัดแปลงบท, เพลงประกอบ และกำกับภาพยอดเยี่ยม ซึ่งสาขาหลังสุดนั้นเป็นฝีมือของมอริสัน ผู้กำกับภาพหญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าชิงในสาขานี้

06-Cake.jpg

Image result for mudbound cinematography

และนี่เองที่ทำให้ผู้สื่อข่าวแห่กันติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์เธอ ซึ่งกำลังเดินทางไปร่วมงานในเทศกาลหนังซันแดนซ์ และไม่ได้กรีดร้องโวยวายเมื่อเห็นชื่อตัวเองติดโผเข้าชิงออสการ์ “เรื่องตลกคือ อย่างเดียวที่ฉันพยายามคือไม่ปลุกลูกชายขึ้นมาตอนตีห้าครึ่งเท่านั้นแหละค่ะ” เธอว่า “ก็อยากกรี๊ดอยู่หรอกนะแต่ทำไม่ได้ มันช่างน่าตกใจจริงๆ ไหนจะต้องรับมือกับข้อความอีก 300 ข้อความ และอีเมล์อีก 500 ฉบับด้วย”

ไม่แปลกที่เราคุ้นชื่อของมอริสัน เพราะเธอคือผู้อยู่เบื้องหลังงานภาพสุดบรรเจิดใน Fruitvale Station (2013, ไรอัน คูจเลอร์), Cake (2014, แดเนียล บรานซ์) และ Dope (2015, ริค ฟามูยิวะ) แต่ก่อนหน้านั้น มอริสันเริ่มจากการถ่ายหนังสั้นเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงซีรีส์ฉายทางโทรทัศน์ ก่อนขยับมาถ่ายสารคดี Just an American Boy (2003, เอมอส โพ) กว่าเธอจะได้ถ่ายหนังเล่าเรื่องก็ปาไปปี 2011 กับ Dorfman หนังรอมคอมที่กำกับโดย แบรด ลีออง

04-.jpg

“ตอนนั้นฉันรู้สึกว่า ‘เอาละ อุตส่าห์ไปร่ำไปเรียนอยู่สองปีเพื่อจะได้เป็นนักเล่าเรื่องด้วยภาพ และตอนนี้ก็ดันมาถ่ายเรียลลิตี้ทีวีอยู่’ ซึ่งฉันคิดว่ามันไกลกับสิ่งที่ฉันอยากจะเป็นเอามากๆ เลย” มอริสันย้อนอดีต เธอผูกพันกับกล้องมาตั้งแต่เด็กๆ จากแม่ที่ขยันถ่ายรูปลูกๆ และคนในครอบครัวเสมอด้วยกล้องโอลิมปัส SLR อันเป็นกล้องตัวแรกในชีวิตที่มอริสันได้ทดลองใช้ถ่ายภาพคนอื่นในครอบครัวบ้างเมื่อเธออายุราวเจ็ดหรือแปดขวบ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตกหลุมรักกล้องต่อมายาวยาวนานอีกหลายสิบปี

มอริสันย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค เอกการถ่ายภาพ อันเป็นการตัดสินใจบนเส้นแบ่งความชอบซึ่งเอนข้างไปทางการกำกับภาพในขณะนั้น “แต่ฉันคิดว่า เอกภาพยนตร์มันมุ่งเน้นไปที่ผู้กำกับมากกว่า และยังไม่พร้อมจะยอมแพ้กับเส้นทางการเป็นช่างภาพนิ่ง ก็เลยลงเอยด้วยการเรียนมันทั้งสองเอก คือเอกภาพยนตร์และเอกถ่ายภาพเลย”

Image result for Sound of My Voice cinematography

01.jpg

 

แต่ถึงจุดหนึ่ง มอริสันก็ต้องเลือกสิ่งที่รัก และรักมากกว่า สุดท้ายเด็กสาวจากมหาวิทยาลัยก็ตัดสินใจจบมาเดินสายภาพยนตร์แทนด้วยเหตุผลเพียงสองข้อ ประการแรก การทำหนังมันทำให้เราได้เจอและทำงานร่วมกับคนอื่นๆ เยอะมากซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันชอบ และประการที่สอง มีภาพนิ่งจำนวนมหาศาลที่ทำให้ฉันสะเทือนอารมณ์ แต่ไม่มีภาพไหนเลยที่ทำให้ฉันหลั่งน้ำตาได้ ขณะที่ภาพยนตร์นั้นทำฉันร้องไห้เป็นเขื่อนแตกมาแล้ว”

นั่นอาจเป็นสาเหตุให้มอริสันยึดเอาอารมณ์ความรู้สึกของสิ่งที่อยู่หน้ากล้องขณะที่เธออยู่หลังเลนส์เป็นที่ตั้งเสมอ “ฉันอยากให้คนที่ไปดูหนังออกจากโรงด้วยอารมณ์อันเปี่ยมล้น มันเป็นสิ่งที่คนคาดหวังเวลาไปดูหนังสักเรื่องอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลาฉันถ่ายทำ ฉันก็หวังจะได้เห็นห้วงอารมณ์บางอย่างที่ฉันสัมผัสได้เหมือนกัน

“ฉันไม่มีสไตล์เป็นของตัวเองหรอก ก็ไม่รู้ดีหรือแย่นะ แต่ถ้าจะมีใครสักคนมองหาอะไรในงานของฉัน มันคงเป็นความสมจริงละมั้ง ทุกสิ่งดูเหมือนจริงแม้ว่าโดยแท้แล้วจะไม่ใช่ คนมักเข้าใจว่าฉันใช้แสงธรรมชาติในการถ่ายหนังแต่อันที่จริงแล้ว ส่วนใหญ่ก็เซ็ตขึ้นมาต่างหาก”

08-.jpg

10-.jpg

และการที่เธอออกตัวว่าเธอไม่มี ‘ลายเส้น’ อันเป็นเอกลักษณ์นี้ก็อาจทำให้งานภาพของเธอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับหนังหลายต่อหลายเรื่องที่เธอกำกับภาพ “การที่งานของเราเสถียรน่ะเป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราต้องถ่ายหนังทุกเรื่องแบบเดียวกันทั้งหมด” เธอว่า “ฟังดูตรงกันข้ามใช่ไหม แต่จริงๆ แล้ว การทำอะไรสักอย่างให้เก่งนั้นเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ต่อยอดเอาไปทำอะไรอย่างอื่นได้หลากหลายนะคะ”

และใน Mudbound งานภาพของมอริสันก็ได้รับคำชื่นชมหนาหูว่าไม่เพียงแต่สวยงามหมดจดแล้ว มันยังถ่ายทอดความคิดในหัวอันหนักอึ้งของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างมีมิติ ซึ่งนี่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้กำกับไม่ชำนาญในการเล่าเรื่อง, นักแสดงไม่แข็งแรง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเลนส์นั้นไม่เข้าใจตัวละครพอ “เป้าหมายหลักของเรา(มอริสันและรีส์)คือการทำให้คนดูเห็นความต่างระหว่าง ‘อเมริกันดรีม’ กับ ‘อเมริกันเรียลลิตี้’ ให้ได้ ซึ่งฉันคิดว่านี่เป็นงานยักษ์ของรีส์ทีเดียวในการจะขยายความเรื่องนี้ และนี่ก็เป็นหนังใหญ่ด้วย แต่เราเข้าใจว่าเราต่างต้องการเพียงช่วงเวลาเล็กนิดเดียว, ความสัมพันธ์ของตัวละคร, บทสนทนาที่ทำให้เรื่องที่เราอยากบอกเล่ามันชัดเจนในหนัง”

Image result for dope cinematography

Image result for dope cinematography

เงื่อนไขในหนัง-ซึ่งเล่าถึงความหวังและความร้าวรานในทุ่งกว้าง-ทำให้มอริสันต้องคิดหาวิธีเล่าเรื่องผ่านภาพให้ได้อย่างเร็วที่สุด “ฉันต้องแสดงความงามให้คนดูเข้าใจให้ได้ว่า ทำไมผู้คนถึงยอมทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อที่ดินเพียงไม่กี่เอเคอร์ ทำให้เขาเห็นว่าความหวังนั้นมีหน้าตาอย่างไร และการใช้ชีวิตไปแบบวันต่อวันในความเป็นจริงนั้นมีหน้าตาอย่างไร มันคือความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างความงดงามและความหยาบกร้านนั่นเอง”

และด้วยความละเมียดเหล่านี้ ก็ส่งให้ชื่อของราเชล มอริสัน กลายเป็นผู้กำกับภาพที่ติดโผชิงออสการ์ไปโดยปริยาย และเมื่อสปอตไลต์สาดส่องมายังเธอ ก็ทำให้เธอ-รวมถึงเรา-ได้พบข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งว่า เธอคือผู้กำกับภาพหญิงคนแรกที่ได้เข้าชิงในสาขานี้ “การได้รู้ว่าฮอลลีวูดมีผู้กำกับภาพหญิงไม่กี่คนก็ทำเอาฉันช็อคไปเลย อุตสาหกรรมนี้มีผู้หญิงอยู่ 51 เปอร์เซ็น และมีเพียง 4 เปอร์เซ็นเท่านั้นที่เป็นผู้กำกับภาพ มันดูไม่ค่อยเมคเซนส์สำหรับฉันเท่าไหร่ พูดกันตรงๆ เลยนะ โลกของเรามันคือเรื่องของการจัดการอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผู้หญิงรู้และจัดการได้ดี และนี่คือการใส่ใจห้วงอารมณ์ที่ปรากฏอยู่ในภาพนั่นเอง

“เวลาเรานึกถึงโลกของหมอหรือโลกของคุณครู เราก็ไม่ได้นึกถึงเพศ(ของคนทำอาชีพนั้นๆ)นี่ โลกของผู้กำกับภาพก็เหมือนกันนั่นแหละ มันคงจะดีถ้าเราไปถึงจุดที่พูดถึงอาชีพนี้โดยไม่ต้องนึกถึงเพศสภาพกันได้”

ดูงานของมอริสันเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ส่วนตัวของเธอที่นี่จ้า

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com