มาร์ติน สกอร์เซซีและลีโอ ดิคาปริโอ: ย้อนมองมิตรภาพอันยาวนานของคนทำหนังกับนักแสดงคู่บุญ

Home / bioscope / มาร์ติน สกอร์เซซีและลีโอ ดิคาปริโอ: ย้อนมองมิตรภาพอันยาวนานของคนทำหนังกับนักแสดงคู่บุญ

 

“หมอนั่นเยี่ยมไปเลยนะ นายน่าจะลองทำหนังกับเขาสักวัน” โรเบิร์ต เดอ นีโร นักแสดงหนุ่มในวันนั้น บอกเพื่อนรักคนทำหนังคู่บุญของเขาอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี โดยที่อาจไม่ได้คิดเลยว่า ‘หมอนั่น’ จะกลายมาเป็นนักแสดงอีกคนที่ทำงานร่วมกับสกอร์เซซีมาอย่างยาวนาน

หมอนั่น-เจ้าหนูที่สกอร์เซซีเคยเห็นแวบๆ ผ่านทางซีรีส์โทรทัศน์ และเพิ่งจะได้ร่วมงานกับเดอ นีโรในหนังดราม่า This Boy’s Life (1993, ไมเคิล คาตัน-โจนส์) ในบทลูกเลี้ยงหัวรั้นของเพื่อนรักเขา และในปีเดียวกันนั้น ยังไปโผล่เป็นเด็กออทิสติก น้องชายของ จอห์นนี เด็ปป์ ใน What’s Eating Gilbert Grape (1993, ลาสซี ฮอลสตรอม) อีกด้วย

เจ้าหนูที่ชื่อ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ซึ่งในอีกสิบปีต่อมา เขาก็ได้ร่วมงานกับสกอร์เซซีเป็นครั้งแรกใน Gangs of New York (2002) ตามมาด้วย The Aviator (2004), The Departed (2006), Shutter Island (2010), The Wolf of Wall Street (2013) และโปรเจ็กต์ยักษ์ในอนาคตอย่าง Roosevelt กับ Killers of the Flower Moon ซึ่งล้วนกำกับด้วยสกอร์เซซีทั้งสิ้น

ยังไม่นับว่า หนังเหล่านี้นั้น เป็นที่พูดกันกลายๆ ว่าเป็นบทที่สกอร์เซซีอยากดันส่งให้ดิคาปริโอได้คว้าออสการ์สักที แต่นักแสดงหนุ่มมาคว้าออสการ์เป็นตัวแรกหลังเข้าชิงอยู่สี่ครั้ง (เป็นหนังของสกอร์เซซีสอง) จาก The Revenant (2015, อเลฆันโดร อีนารีตูร์)

อะไรที่ทำให้ผู้กำกับแห่ง ‘ยุคทอง’ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอเมริกา ทำหนังร่วมกับนักแสดงหนุ่มคนนี้บ่อยนัก เราอาจต้องขอบคุณเดอ นีโร ที่แนะนำชื่อของ “ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ”-เจ้าหนูฝีมือปรมาณูที่ระเบิดพลังการแสดงกับนักแสดงรุ่นใหญ่แบบไม่โดนหลบทับ-ให้สกอร์เซซีฟังเมื่อต้นปี 90 ในวันนั้น

“ตอนนั้นผมเจอ โรเบิร์ต เดอ นีโร เขาเพิ่งถ่ายหนังเรื่อง This Boy’s Life เสร็จและบอกผมว่า ‘ถ่ายหนังเรื่องนี้กับเจ้าเด็กที่ชื่อลีโอ ดิคาปริโอ เขาเยี่ยมไปเลยนะ นายน่าจะลองทำหนังกับเขาสักวัน’ ซึ่งน้อยครั้งมากนะที่เดอ นีโรจะพูดอะไรแบบนี้ เขาเอ็นดูคนอื่นบ่อยก็จริงแต่ไม่บ่อยที่จะแนะนำว่าผมควรทำงานกับใคร” สกอร์เซซีเล่าย้อนความหลัง

“อันที่จริง ผมเคยดูเรื่อง What’s Eating Gilbert Grape (1993, ลาสซี ฮอลสตรอม) และจำไม่ได้สักนิดว่านั่นน่ะเป็นเขา(ดิคาปริโอ) แล้วผมก็ได้ดู Titanic (1997, เจมส์ แคเมอรอน) อีกและคิดว่าเขาก็เก่งมากจริงๆ กระทั่งโลกหมุนมาให้เราเจอกันและเขาบอกว่าเขาชอบหนังของผม เราเริ่มร่วมงานกันใน Gangs of New York”

สิ่งหนึ่งที่สกอร์เซซีนิยมชมชอบในตัวดิคาปริโอนั้น พ้นไปจากเรื่องการแสดงที่เฉียบคมอย่างหาตัวจับได้ยากแล้ว ผู้กำกับดังยังมองว่าเจ้าหนุ่มผมทองหน้าละอ่อนนี้เปิดกว้างให้กับหลากเรื่องราวอยู่เสมอ อันเป็นสิ่งที่เขาคิดว่านักแสดงที่ดีควรจะมี “เราเป็นคนต่างรุ่นกัน เขาไม่กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับตัวเองและนั่นแหละที่น่าสนใจ เราโตมาต่างกันแต่ผมคิดว่าเราพูดภาษาเดียวกันนะ โชคดีมาก”

ขณะที่ตัวดิคาปริโอเองนั้น แม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่หน้าตาหล่อเหลาและดูเยาว์เกินกว่าวัยของเขา ก็ทำให้เจ้าตัวมักได้รับแต่บทขายหล่อหรือบทเด็กอยู่เสมอ (ซึ่งบทเด็กแบบหินๆ อย่างลูกเลี้ยงจอมดื้อหรือเด็กออทิสติก ก็ไม่ได้มีมาให้เล่นบ่อยๆ) ทั้ง The Basketball Diaries (1995, สก็อตต์ คาลเวิร์ต), Romeo + Juliet (-กับบท โรมิโอ ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักเขาผ่านตู้ปลาแบบโงหัวไม่ขึ้น, 1996, บาซ เลอห์มานน์) และ Titanic

ตัวดิคาปริโอเองเป็นคนดูหนังและในยุคหนึ่ง เขาก็นั่งดูหนังในฮอลลีวูดเท่าที่จะหาได้จนตาแฉะ นั่นทำให้เขาพลอยได้ดูหนังที่สร้างขึ้นโดยสกอร์เซซีไปโดยปริยาย และกลายเป็นแฟนหนังของผู้กำกับร่างเล็กทันที “ยากนะครับที่จะอธิบายถึงสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเขาได้ภายในคำเดียว” ดิคาปริโอว่าเมื่อนึกย้อนไปถึงการทำงานร่วมกับผู้กำกับมือรางวัลอันยาวนานนับสิบปี “เขาเป็นพวกเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ หมกมุ่นอยู่กับรายละเอียดจุกจิกที่ทำให้งบของเขาแหกกระจุยไปเลย”

“ถ้าคุณถามผม ในวัย 16 ปีนั้น ผมอยากทำงานกับผู้กำกับคนไหนมากที่สุด ผมก็จะตอบว่ามาร์ตี (สกอร์เซซี) นี่แหละ เขาไม่กลัวว่าจะต้องนั่งแช่อยู่แบบนั้นทั้งวันเพื่อให้ได้ฉากที่งดงามที่สุด และเหนืออื่นใด ผมเชื่อในตัวเขา ซึ่งนั่นทำให้งานของผมในฐานะนักแสดงง่ายขึ้นมาก

“ผมโตมากับยุคทองของหนัง ผมสำหรับและเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ยุค 70 คือยุคที่เต็มไปด้วยผู้กำกับที่ทำหนังด้วยตัวเอง เราได้ดูหนังและการแสดงอันแสนน่าจดจำตลอดทั้งยุคนั้น

ดิคาปริโอมาได้ร่วมงานกับสกอร์เซซีในปี 2002 กับบท วัลลอน เด็กหนุ่มผู้เป็นพยานการสังหารหมู่กลางเมืองในอเมริกาเมื่อปี 1864 ใน Gangs of New York ก็ทำให้เขาถูกจับตามากกว่าเดิมในฐานะนักแสดงขายฝีมือ (แม้จะขายมาโดยตลอดก็ตาม แต่มักถูกหน้าหล่อๆ กลบบดบังอยู่บ่อยๆ) และ The Aviator บทชายผู้ร่ำรวยและร้าวราน ก็ส่งให้เขาเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่สอง (ครั้งแรกคือจาก What’s Eating Gilbert Grape) ก่อนที่ในเวลาต่อมา เส้นทางนักแสดงอาชีพของเขาก็ผูกพันอยู่กับสกอร์เซซีมาอย่างยาวนาน ตามมาด้วย The Departed และ Shutter Island หนังธริลเลอร์ที่ทำให้ดิคาปริโอฝันร้ายอยู่หลายวัน (“ผมไม่เคยฝันร้าย แต่หนังมันทำให้ผมย้อนกลับไปนึกถึงความฝันได้ทั้งที่ปกติไม่เคย แต่ตอนที่ผมใช้หมากฝรั่งนิโคตินเพื่อพยายามเลิกบุหรี่ ผมก็ฝันร้ายถึงการฆาตกรรมหมู่ขึ้นมา และตื่นขึ้นมากลางดึก หนังเรื่องนี้มีช่วงเวลาแบบนั้นอยู่ล่ะครับ” เขาว่า)

เรื่องราวมิตรภาพระหว่างคนทำหนังและนักแสดงนั้นเป็นเรื่องงดงามและมีมาให้เห็นอยู่เสมอ และหนึ่งในเรื่องราวอันน่าประทับใจเหล่านั้นคือความสัมพันธ์ของผู้กำกับมือรางวัล-ผู้ที่ได้ชื่อว่าทำหนังบ่อยที่สุดคนหนึ่งในฮอลลีวูด และเป็นผู้แผ้วถางหนทางการทำหนังของฮอลลีวูดในยุค 70-กับนักแสดงหนุ่ม ที่ได้รับการยอมรับโดยปราศจากเงื่อนไขถึงฝีไม้ลายมือในการแสดงที่ข้ามพ้นเรื่องรางวัลไปนานแล้ว

“ทุกวันนี้เวลาคุยกับเพื่อนบางคน เราก็ยังอ้างถึงหนังจากยุค 70 อยู่เสมอ และสำหรับผม คู่หูคนทำหนังที่เยี่ยมที่สุด-ในยุคสมัยนั้น-และอาจจะตลอดกาลเลย ก็คือเดอ นีโรกับสกอร์เซซี พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กผม การได้มาทำงานกับพวกเขาจึงนับเป็นเรื่องมาไกลเหลือเกินสำหรับแฟนหนังสักคน” ดิคาปริโอว่า


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com