(BIOSCOPE People) อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ หนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงสูงจากอังกฤษ ที่กำลังมาเขย่าฮอลลีวูดให้สะเทือน!

Home / bioscope / (BIOSCOPE People) อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ หนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงสูงจากอังกฤษ ที่กำลังมาเขย่าฮอลลีวูดให้สะเทือน!

The Imitation Game (2014, มอร์เต็น ทิลดัม) คือหนังยาวเรื่องที่สองในชีวิตการเป็นนักแสดงของ อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ ในบทวัยเด็กของ อลัน ทัวริง (วัยผู้ใหญ่รับบทโดย เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์) และกลายเป็นหนังแจ้งเกิดของเขาไปในทันที ทั้งยังส่งเขาคว้ารางวัล Young British Performer of the Year จากเวทีนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งลอนดอนอีกด้วย

ลอว์เธอร์ถูกพูดถึงอีกครั้งจาก The End of the F***ing World ซีรีส์ทางเน็ตฟลิกซ์ที่เขารับบทเป็น เจมส์ เด็กหนุ่มที่เบื่อกับการฆ่าสัตว์และหันมาตั้งเป้าเป็นสิ่งที่ท้าทายกว่า นั่นคือ อลิสซา แฟนสาวของเขาเอง (!?)

เจ้าเด็กหนุ่มจากมณฑลแฮมป์เชอร์ ประเทศอังกฤษเริ่มหลงใหลในศาสตร์การแสดงตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียน แต่ไม่ใช่จากงานละครเวทีหรือในโรงละครเหมือนคนอื่นๆ กลับกันคือการแสดงเป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างความบันเทิงให้เขาในเวลาว่างขณะเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน กว่าลอว์เธอร์จะมารู้ตัวว่าชอบการแสดงและแสดงได้ก็ตอนเขาอายุ 16 ปี เมื่อไปแคสติ้งที่โรงละครเวสต์เอ็ด โรงละครใหญ่ในลอนดอน ซึ่งทำให้เขาต้องวุ่นอยู่กับการแบ่งเวลาระหว่างไปโรงเรียนกับงานแสดง “โชคดีนะครับที่ทางโรงเรียนสนับสนุน” เขาหัวเราะ “ผมก็เลยเรียนจบพร้อมเพื่อนๆ ได้เกรดเอด้วยนะ”

ลอว์เธอร์รับงานแสดงหนังยาวเรื่องแรกในปี 2013 คือ Benjamin Britten: Peace and Conflict หนังข้ามพ้นวัยของ โทนี บริตเต็น ผู้กำกับชาวอังกฤษ ก่อนที่ในปีต่อมาจะสร้างภาพจำให้โลกด้วยการรับบทเป็นทัวริงวัยเด็กใน The Imitation Game ตามมาด้วย Departure (2015, แอนดรูว สเท็จจ์ออลล์) หนังดราม่าสุดประสาทสัญชาติฝรั่งเศส – สหราชอาณาจักร ที่ลอว์เธอร์รับบทเป็น เอลเลียต เด็กหนุ่มที่สับสนกับความต้องการทางเพศของตัวเองในครอบครัวที่สมาชิกเหมือนกอดระเบิดเอาไว้

“ผมสนใจความสัมพันธ์แปลกประหลาดระหว่างแม่กับลูก-ซึ่งเป็นตัวละครที่ผมเล่น-ในเรื่องเอามากๆ เลย อีกอย่างนะ นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่สเท็จจ์ออลล์เขียนบทและกำกับ เขาหาวิธีเล่าเรื่องเหล่านี้ได้อย่างชาญฉลาดและน่าประทับใจมากๆ เลย” ลอว์เธอร์ว่า ก่อนที่ปีต่อมา เขาจะไปปรากฏตัวในซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Black Mirror ตอน Shut Up and Dance ที่กำกับโดย เจมส์ วัตคินส์ ว่าด้วยเด็กหนุ่มที่ถูกแฮ็กเกอร์นำวิดีโอของเขาไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์จนชีวิตพังย่อยยับ จนเขาต้องหาทางเอาคืนด้วยการร่วมมือกับแฮ็กเกอร์ลึกลับอีกรายที่เข้ามาในชีวิตเขา

“ตอนอ่านบทครั้งแรกนี่เหมือนอ่านนิยายธริลเลอร์เลยครับ” ลอว์เธอร์ว่า “และความที่เนื้อเรื่องมันมืดหม่นมากๆ ตอนถ่ายทำ เจมส์ ผู้กำกับของเราเลยพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ในที่สว่างให้หมด ไม่ให้พวกเราและทีมงานหมกมุ่นอยู่กับความหดหู่จนทำให้งานนี้กลายเป็นงานที่ต้องฝืนทนทำไป

“อันที่จริงมันเป็นเรื่องยากนะครับ แต่ตอนที่ถ่ายทำ ผมก็พยายามหาอารมณ์ขันจากสิ่งรอบๆ ตัวให้ได้ ฟังดูประหลาดแต่ผมว่าเป็นวิธีที่ดีนะ ปล่อยให้เนื้อเรื่องในซีรีส์แสดงความน่ากลัวให้เต็มที่ แต่อย่าให้มันน่ากลัวจนทำลายตัวเราเองก็พอนะ”

และปีต่อมา ก็ดูจะเป็นปีทองของลอว์เธอร์ เมื่อหนังที่เขาเล่นทั้ง 5 เรื่องออกฉายรวดเดียวพร้อมกันภายในปีนี้ รวมถึง Goodbye Christopher Robin ของผู้กำกับ ไซมอน เคอร์ติส และ A Ghost Story (2017, แอนดี ไนแมน และ เจเรมี ไดสัน) ซึ่งเรื่องหลังนี้ เขากลับมารับบทเฮี้ยนๆ (อีกแล้ว) และยิ่งมาเฮี้ยนกว่าใน The End of the F***ing World “เจมส์ ตัวละครของผมในเรื่องนี่ทั้งเลือดเย็นและหัวรุนแรง ซึ่งผมว่าก็เป็นอะไรที่ห่างจากผมในชีวิตจริงเยอะเลยนะครับ” ลอว์เธอร์เล่าติดตลก “แต่ที่ผมชอบคือ ทั้งเรื่องนั้นมันเล่าถึงการเดินทางของเด็กสองคนที่โดดเดี่ยวและเจ็บปวด ที่พยายามหาเหตุผลในโลกของผู้ใหญ่เท่านั้น และทำความเข้าใจกับทุกเหตุการณ์ที่เจอแม้ว่าเหตุการณ์นั้นมันจะบ้าบอชิบเป๋งเลยก็ตาม (หัวเราะ)”

และการต้องสวมบทเป็นตัวละครที่ออกปากว่าตัวเองเป็นคนโรคจิตนั้น ก็ทำให้ลอว์เธอร์ต้องทำการบ้านครั้งใหญ่ เพราะนอกจากนะชอบใช้ความรุนแรงแล้ว ตัวละครของเขายังแทบไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้าเลย “เจมส์ประกาศตัวว่าสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคจิตตั้งแต่ประโยคแรกของซีรีส์ ซึ่งก็เป็นบรรทัดแรกของบทนั่นแหละ มันเลยเป็นหน้าที่ของผมที่จะหาคำตอบว่าเขาอยากนิยามตัวเองเป็นแบบไหน ผมไม่แน่ใจเรื่องคำตอบนักและคิดว่าคนดูจะตีความได้อย่างหลากหลายนะ

“แต่สำหรับผม นี่เป็นวิธีที่เขาทำความเข้าใจกับตัวเองน่ะ เพราะเขาพบว่าตัวเขาเองและชีวิตนั้นยุ่งยากสับสนสุดๆ และการเป็นคนโรคจิต ก็ดูเป็นวิธีที่ง่ายกว่าจะยอมรับว่าตัวเขานั้นเจ็บปวดและบอบบางเหลือเกิน มันง่ายกว่าที่จะมองว่าตัวเองเข้ากับอะไรไม่ได้เลย แทนที่จะยอมรับว่าตัวเรานั้นรู้สึกกับทุกสิ่งรอบตัวมากเกินไปต่างหาก การเก็บซ่อนตัวตนไว้ภายใต้หน้ากากของความรุนแรงแรงและความเย็นชานั้น สำหรับเจมส์แล้วมันปลอดภัยกว่าการแสดงออกมาให้เห็นชัดๆ ว่าแท้จริงแล้วเขานั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่แสดงออก”

แน่นอนว่าการที่รับบทเฮี้ยนๆ บ่อยครั้งก็ทำให้หลายคนสงสัยไม่ได้ว่า จะมีบ้างไหมนะที่เขารับบทเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาๆ บ้าง ไม่ใช่คนใกล้คลุ้มคลั่งหรือเก็บงำอะไรในใจไว้ “งานของผมคือการทำให้ตัวละครแต่ละตัวนั้นพิเศษขึ้นมา จริงๆ แล้วมันตลกมากนะครับ เพราะเราใช้เวลาไม่นานหรอกในการมองเห็นว่าคนแต่ละคนนั้นมีความพิเศษแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งตรงนี้เองที่ดึงดูดผมมากๆ ในงานแสดงล่ะ”