MotoGP ในโลกภาพยนตร์: มาร์ค นีล คนทำหนังผู้ลุ่มหลงในโลกของความเร็วและการแข่งรถ

Home / bioscope / MotoGP ในโลกภาพยนตร์: มาร์ค นีล คนทำหนังผู้ลุ่มหลงในโลกของความเร็วและการแข่งรถ

สำหรับคนดูหนังที่รักการแข่งรถ หรือคนแข่งรถที่รักการดูหนัง ชื่อของ มาร์ค นีล คือชื่อคนทำหนังที่น่าจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง ค่าที่เขามักทำแต่หนังแข่งรถ โดยเฉพาะสารคดีที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย

นีลหลงใหลในการแข่งรถ หลังจากกำกับมิวสิกวิดีโอและทำงานจิปาภะในอังกฤษอันเป็นบ้านเกิดมาหลายปี เขาก็ย้ายเข้ามาอยู่ในอเมริกาในปี 1998 ทำงานให้ศิลปินแถวหน้าอย่าง U2 และ The Verve Pipe วงร็อคอเมริกันชื่อดัง ก่อนจะรู้สึกว่าเริ่มอยากหาอะไรใหม่ๆ ทำในชีวิต และเงื่อนไขคือต้องเป็นสิ่งที่เขารักด้วย

“ผมรักการแข่งรถมาโดยตลอด” เขาร่าย “และที่ผ่านมา ผมก็ขับมอเตอร์ไซค์มาตลอดเหมือนกัน”

Image result for Hitting the Apex (Documentary)

 

นีลเติบโตข้างลานแข่งรถในอังกฤษซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้เห็นและพบเจอเรื่องราวสารพัดสารพันอันจะเป็นเชื้อเพลิงให้เขานำมาใช้ทำหนังเมื่อเติบโตขึ้น และพร้อมกันนั้น ในวัยเด็ก เขาก็เป็นนักฟังเพลงตัวยง “และผมมาพบว่า เพลงน่ะสำคัญในหลังเอามากๆ ทุกคนใช้เพลงประกอบกับหนัง แต่ผมอยากให้เพลงเป็นส่วนหนึ่งในหนังมากกว่า ดังนั้น หนังเลยเป็นเหมือนการรวมเอาทักษะทั้งสองทางของผมมารวมกันนั่นเอง” นั่นทำให้หนังส่วนมากของนีลเต็มไปด้วยบทเพลงจังหวะระทึก ซึ่งโดยมากก็เป็นของ Tomandandy คู่หูนักทำเพลงจากนิวยอร์ค

“มันคือการจับจ้องไปยังเรื่องราวของการเป็นมนุษย์ พวกเขาไม่ได้ขับรถมอเตอร์ไซค์แข่งกันเท่านั้น แต่พวกเขาเปี่ยมทักษะและกล้าหาญแบบเดียวกับคนขับเครื่องบินเจ็ตนั่นแหละ ผมคิดว่ามันน่าสนใจถ้าคนเรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอะไรที่ท้าทายพวกเขา นั่นแหละคือหมัดฮุคล่ะ”

Image result for Hitting the Apex

นอกจากนี้ หนังของเขายังเป็นหนังเครดิตดีด้วยการได้นักแสดงชื่อดังมารับบทเป็นผู้บรรยาย ทั้ง ยวน แม็กเกรเกอร์ ที่พากย์ให้ Charge (2011) และ Fastest (2011) ขณะที่ใน Hitting the Apex (2015) นั้นได้ แบรด พิตต์ มาเป็นผู้ให้เสียง ซึ่งก็ดูเข้ากันดีกับตัวพิตต์เองที่นิยมชมชอบมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว

หลังจากดูฟุตเทจการแข่งรถที่ยาวกว่าเจ็ดร้อยชั่วโมงที่นีลต้องตัดใจหั่นให้เหลือเพียงสองชั่วโมงเพื่ออยู่ในหนัง ซึ่งกินเวลานานนับปี และการตัดต่ออีกห้าพันชั่วโมง “และหลังจากที่ผมตัดแล้วตัดอีกก็ค้นพบโมเมนต์ที่สำคัญที่สุด แน่นอนว่าตอนเริ่มต้นทำโปรเจ็กต์นี้ ผมมีไอเดียหลักในใจอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงเราก็ไม่มีทางเดาได้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริงๆ

“การแข่งรถมอเตอร์ไซค์มันน่ากลัว มันเสี่ยง แต่นั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้ดูมัน ไม่ใช่เพราะว่าอยากเห็นคนบาดเจ็บนะครับ แต่เพราะสิ่งที่คนเราทำบนสนามแข่งมันช่างดูเหลือเชื่อต่างหาก นั่นทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ชวนมอง มันเป็นเรื่องของแพชชั่นและความหลงใหลที่คนเราทุ่มให้กับความเร็วและความเสี่ยง กีฬาจึงเป็นเรื่องที่ตามมา MotoGP จึงเกิดขึ้น มีการออกกฎเพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันปลอดภัยที่สุด แต่ขณะเดียวกัน เราก็อยากให้ผู้เข้าแข่งขันพวกนี้ทำความเร็วให้ได้เร็วที่สุด ทั้งที่เราก็หวั่นกลัวและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน นี่แหละเสน่ห์ของมันล่ะ”