ความเหงาของเหล่าสัตว์: สัตว์โลกผู้โดดเดี่ยวในภาพยนตร์

Home / bioscope / ความเหงาของเหล่าสัตว์: สัตว์โลกผู้โดดเดี่ยวในภาพยนตร์

ไม่ใช่แค่คนที่เหงา แต่สัตว์ก็เหงาและโดดเดี่ยวได้เหมือนกันนะ!

อันที่จริงมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการผละห่างออกจากฝูงของสัตว์ (โดยมากก็สัตว์ที่อยู่เป็นกลุ่ม) จะทำให้อายุขัยของพวกมันสั้นลงอย่างน่าใจหายก็ตาม เพราะหากินไม่ค่อยได้ เช่น ผึ้ง ที่เมื่อผละห่างจากกลุ่มแล้วจะตายลงรวดเร็วกว่าตอนอยู่กับฝูง

แต่ในโลกภาพยนตร์ และโดยเฉพาะแอนิเมชั่น ที่ความเหงาและความโดดเดี่ยวอันเป็นอารมณ์ซับซ้อนและเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ง่ายกว่าสัตว์อื่นๆ นั้น ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเงื่อนไขหลักคือการเชื่อมโยงความรู้สึกมันเข้ากับคนดูซึ่งเป็นมนุษย์ (อาจจะมีน้องหมาน้องแมวหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นั่งดูเป็นเพื่อนก็ไม่ว่ากัน)

The Lion King (1994, ร็อบ มินคอฟฟ์, โรเจอร์ อัลเลอร์ส)

หลังพบว่า มูฟาซา พ่อผู้เป็นเจ้าป่าของเขาเสียชีวิตจากการตกหน้าผา ซิมบาก็ออกเดินทางไปยังที่ลับแลไกลออกไปเพื่อหนีความจริงว่าเขามีส่วนที่ทำให้พ่อตายตามที่ สการ์ คุณอาใจโฉดของเขาเป่าหู นำมาสู่การเรียนรู้ชีวิตของการเป็นสัตว์โดดเดี่ยวครั้งแรกของซิมบาซึ่งค่อยๆ เติบใหญ่จนเป็นสิงห์วัยหนุ่ม (อย่างไรก็ดี โดยธรรมชาติแล้ว ลูกสิงโตเพศผู้นั้นจะถูกขับออกจากฝูงเมื่อโตเต็มที่อยู่แล้วจ้ะ) The Lion King กลายเป็นแอนิเมชั่นขายดีของดิสนีย์ ที่ทำเงินไปทั้งสิ้น 968 ล้านเหรียญฯ (จากทุนเพียง 45 ล้านเหรียญฯ) และส่งเพลง Can You Feel the Love Tonight คว้ารางวัลเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยมจากออสการ์ ขณะที่ ฮานส์ ซิมเมอร์ เองคว้ารางวัลสาขาคนทำดนตรีประกอบยอดเยี่ยมได้เช่นกัน

Khumba (2013, แอนโธนี ซิลเวอร์สโตน)

ประสบการณ์ coming of age สุดช้ำของ คุมบา ม้าลายหนุ่มน้อยสติเฟื่องที่พบว่าเขานั้นแตกต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ในฝูงตรงที่ เอ่อ… มีลายขึ้นเพียงครึ่งตัว (!!) จนเขาถูกเพื่อนใรฝูงโทษว่าเป็นต้นเหตุของภัยแล้งจนคุมบาต้องออกเดินทางไปหาบ่อน้ำวิเศษที่เขาเชื่อว่าจะทำให้ลายเขาขึ้นเต็มตัวเหมือนคนอื่นๆ และการเดินทางครั้งนี้เองที่พาเขาไปเจอสารพัดเพื่อนใหม่ที่ต่างสายพันธุ์ และแน่นอนว่าไม่ตัดสินเขาจากลายที่เขามี

The Red Turtle (2016, ไมคาเอล ดูด็อค เดอ วิต)

แอนิเมชั่นสามสัญชาติ (ฝรั่งเศส-เบลเยี่ยม-ญี่ปุ่น) ของผู้กำกับชาวดัชต์ ไมคาเอล ดูด็อค เดอ วิต (เจ้าของรางวัลแอนิเมชั่นขนาดสั้นบทเวทีออสการ์ปี 2001 จาก Father and Daughter) แอนิเมชั่นโปรดักชั่นร่วมกันของสตูดิโอ Wild Bunch จากฝรั่งเศสและ สตูดิโอจิบลิ โดยได้ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ (ผกก. The Tale of Princess Kaguya) เข้าไปมีส่วนร่วมในตำแหน่ง artistic producer จน The Red Turtle-อันว่าด้วยชายเรือแตกถูกพัดมาติดเกาะ ทุกครั้งที่เขาพยายามต่อแพเพื่อหาทางกลับสู่แผ่นดินก็ต้องพบว่าเจ้าเต่ายักษ์ที่โดดเดี่ยวพอกันกับเขา มาทำลายแพอยู่ทุกที-เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกของจิบลิ ที่ร่วมผลิตแอนิเมชั่นต่างประเทศด้วย

Ernest & Celestine (2012, เบนยามิน เร็นเนอร์, สเตฟาน อูแบร์ และ วินเซนต์ เปตาร์)

แอนิเมชั่นสัญชาติฝรั่งเศส-เบลเยี่ยม-ลักเซมเบิร์กที่เปิดตัวอย่างงดงามในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และฉายอย่างเป็นทางการในเทศกาลหนังนานาชาติโตรอนโต สร้างจากหนังสือการ์ตูนขึ้นหิ้งปี 1980 ที่เล่าถึง เออร์เนสต์ เจ้าหมีร่างยักษ์ที่จับพลัดจับผลูมารู้จักกับหนูท่อผู้โดดเดี่ยวและโตมาในสถานเด็กกำพร้า จนการเข้าคู่กันกับน้าหมีนั้นทำให้เราต้องบ่อน้ำตาแตกด้วยความซาบซึ้งใจเมื่อในที่สุด มิตรภาพของทั้งคู่ก็ค่อยๆ เติมเต็มความแห้งแล้งและถมทับความเปลี่ยวเหงาในชีวิตของทั้งคู่ได้

Spirit: Stallion of the Cimarron (2002, เคลลี แอสบูรี, ลอร์นา คุค)

ม้าหนุ่มที่เคยเป็นจ่าฝูงพบว่าตัวเองโดดเดี่ยวตัวคนเดียวสุดขีดเมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือและการกักขังของมนุษย์ซึ่งจับมันมาฝึกเป็นม้าทหาร แอนิเมชั่นสองมิติทำเงินของดรีมเวิร์คที่กวาดคำชมไปล้นหลามเมื่อมันไม่เพียงแต่พูดถึงการข้ามพ้นวัยของเจ้า สปิริต ม้าหนุ่มผู้คึกคะนองเท่านั้น แต่มันยังฉายภาพเหล่าคนพื้นเมืองของอเมริกาในยุคก่อนด้วย โดยเฉพาะชาวลาโกตา ชนเผ่าอินเดียนแดงที่เติบโตไปพร้อมๆ กับสปิริตในเรื่อง นอกจากนี้ เพลง Here I Am ของ ไบรอัน อดัมส์ ยังติดหูสุดๆ ด้วยนะเอ้อ!

 

BIOSCOPE Theatre Happy 24 hours
ชวนดู Khumba และหนังเรื่องอื่นๆ กันฟรีๆ ได้ที่นี่เลยจ้า