มุมมองความรักของนักทำหนัง: มองหนังรักแสนเศร้าที่ทำให้เราร้องไห้ผ่านสายตาของผู้กำกับ

Home / bioscope / มุมมองความรักของนักทำหนัง: มองหนังรักแสนเศร้าที่ทำให้เราร้องไห้ผ่านสายตาของผู้กำกับ

“เราจะเชื่อใจความรู้สึกได้ยังไง ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่จางหายไปได้แบบนั้น”

ประโยคที่ ซินดี (มิเชลล์ วิลเลียมส์) ตั้งคำถามต่อเรื่องราวมากมายที่เธอต้องเผชิญใน Blue Valentine (2010, ดีเร็ค เชนแฟรนซ์) น่าจะเป็นบทสรุปของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นและแตกดับอยู่บ่อยครั้งของคนเรา ว่าที่แท้แล้ว มวลความรู้สึกต่างๆ ทั้งรัก ชัง สมหวังหรือร้าวรานนั้น มันไม่คงสภาพและแปรเปลี่ยนได้เสมอ

แบบเดียวกับที่เชนแฟรนซ์เองออกแบบไว้ก่อนทำหนังเรื่องนี้ เมื่อต้นธารไอเดียนั้นมาจากรอยปริร้าวในครอบครัวของเขาเองที่เชนแฟรนซ์ต้องก้าวผ่านเมื่อสมัยยังเด็ก “ตอนผมยังเด็กๆ ผมมีฝันร้ายแค่สองเรื่อง คือระเบิดนิวเคลียร์กับเรื่องที่ว่า พ่อกับแม่อาจจะหย่ากัน” เชนแฟรนซ์ว่า แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังไม่เกิดขึ้นกระทั่งเวลาผ่านไปอีก 20 ปี เมื่อพ่อแม่ของเขาตัดสินใจหย่าขาดจากกันในที่สุด และเป็นชนวนเหตุให้เขาอยากทำหนังที่ว่าด้วยเรื่องนี้ นั่นจึงทำให้ Blue Valentine เป็นหนังดราม่าอารมณ์ท่วมล้นของคู่รักที่พบว่าชีวิตคู่ของพวกเขาไม่มีอะไรเป็นดังฝันเลย แม้จะพยายามประคับประคองแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้ว ป้อมปราการความรักนั้นก็ถล่มทลายลงมาอยู่ดี

“ตอนนั้นผมสับสนมากๆ จนตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับความรู้สึกนั้นผ่านภาพยนตร์ และเริ่มลงมือเขียนบทเลย ตอนนั้นได้ จอย เคอร์ติส และ คามิ เดลาวิจน์ มาช่วยเขียน ซึ่งทั้งคู่เองก็ผ่านประสบการณ์การเห็นพ่อแม่ต้องแยกทางมาเหมือนกันเลย เราทั้งสามคนจึงพยายามเผชิญหน้ากับความหวั่นกลัวของพวกเราที่มีต่อเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

เช่นเดียวกันกับ Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004, มิเชล กอนดรี) หนังดราม่า-ไซไฟ ว่าด้วยหญิงสาวและชายหนุ่มที่พยายามจะลบกันและกันออกจากชีวิต (TT) และไอเดียที่มาของมันนั้นแสนน่าทึ่ง “ผมเคยอ่านหนังสือที่บอกว่าเวลาเรานึกถึงความทรงจำนั้น สมองเราจะรู้สึกโหยหาอดีตขึ้นมาเพราะจิตใจรับรู้ว่า ช่วงเวลาแบบนั้นมันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ผมเลยสนใจเรื่องนี้มาตลอดว่าแท้จริงแล้ว ความทรงจำนั้นมันทำให้เรารู้สึกดีหรือทำร้ายเราได้ยังไงบ้าง” กอนดรีเล่า

(500) Days of Summer (2009) หนังรักขึ้นชื่อของ มาร์ค เว็บบ์ ที่เล่าถึงความรักและการจากลาของคนหนุ่มสาวคู่หนึ่ง (กับเพลงของ The Smiths) ได้อย่างเจ็บปวดระคนขำขัน “เวลาผมมองดูข้าวใหม่ปลามันแต่งงานกันใหม่ๆ เหมือนพวกเขากำลังนั่งจรวดไปลงจอดที่ดวงดาวแห่งความสุข ซึ่งไม่เห็นจะจริงสักนิด” เว็บบ์บอกหน้าตาเฉย “ไอ้ที่ว่า ‘มีความสุขนิรันดร์’ นั่นมันเอาไว้ใช้จบเรื่องราวที่เราฟังเมื่อเรายังเด็ก ซึ่งสูญเสียความหมายที่แท้จริงไปเพราะมันไม่เป็นความจริง

“แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันจะทำให้ความรักนั้นมีความหมายน้อยลงแต่อย่างใด คุณก็แค่ต้องผ่านกระบวนการและเรื่องราวเหล่านี้ มันเป็นเรื่องของการ coming-of-age ที่คุณต้องหาความจริงในแบบของคุณเองให้เจอ”