‘เลิกพูดถึงรสนิยมทางเพศกันเสียที!’ : เสียงสะท้อนในยุคที่หนัง ‘ไม่สนเพศสภาวะ’

Home / bioscope / ‘เลิกพูดถึงรสนิยมทางเพศกันเสียที!’ : เสียงสะท้อนในยุคที่หนัง ‘ไม่สนเพศสภาวะ’

เราอาจกำลังอยู่ในโลกของสภาวะไร้เพศสภาวะ

เรื่องความหลากหลายทางเพศนั้นสะท้อนผ่านหนังโลกมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่การสนับสนุนเหล่า LGBT ผ่านหนังยุคก่อนๆ มาสู่ยุคที่ดูเหมือนว่าเพศจะไม่ใช่แก่นสารสำคัญสำหรับหนังอีกต่อไปแล้ว ดูได้จาก The Way He Looks (2014, แดเนียล ริเบโร) หนังตัวแทนชิงออสการ์จากบราซิล-ว่าด้วยความรักของเด็กหนุ่มตาบอดกับเพื่อนชาย-ที่ไม่ว่าจะไปฉายที่ไหนก็สามารถเรียกเสียงกรี๊ดได้จากคนทุกเพศทุกวัย มาจนกระทั่งถึง Life Partners (2014, ซูซานนา โฟเกิล) หนังดรามิดี้สัญชาติอเมริกัน-ซึ่งพูดเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนของสาวสเตรตกับสาวเลสเบี้ยน

Life Partners ของโฟเกิลถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากของหนังกลุ่มนี้ เพราะเรื่องราวของมันโฟกัสไปที่คู่เพื่อนสาววัยทำงานอย่าง ซาชา (ลีห์ตัน มีสเตอร์) และ เพจ (กิลเลียน เจค็อบส์) ที่พยายามรักษามิตรภาพเอาไว้ท่ามกลางการมาถึงของคุณหมอทิม (อดัม โบรดี) ที่เพจปลื้ม ซึ่งความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปของพวกเธอก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริงและสะเทือนอารมณ์ โดยเพศสภาวะของตัวละครที่แตกต่างกัน (ซาชาเป็นเกย์ เพจเป็นสเตรต) เป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวแปรของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น

Life Partners จึงถือเป็นตัวแทนของหนังที่มีเทรนด์การเล่าเรื่องแบบ ‘ไม่สนเพศสภาวะ’ ซึ่งแหกกรอบภาพจำอันซ้ำซากของหนังเกย์อินดี้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา -ที่ตัวละคร LGBT ต้องมีบุคลิกลักษณะที่ชัดเจนสุดโต่งหรือเป็นตัวแทนในการนำเสนอเรื่องเซ็กซ์และวิถีเพศทางเลือก เพื่อก่อให้เกิดผลทางอารมณ์ในเชิงดราม่าฟูมฟายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง- ใน LA Outfest รวมถึงเทศกาลหนัง LGBT อื่นๆ ทั่วใจได้อย่างน่าประทับใจสุดๆ

โฟเกิลเล่าว่า แรกเริ่มเดิมที Life Partners มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นละครเวทีขนาดสั้นองก์เดียวจบที่เธอเขียนบทร่วมกับ โจนี เลฟโควิตซ์ เพื่อนสาวไบเซ็กช่วลคนสนิทของเธอเมื่อ 4 ปีก่อน โดยประเด็นเรื่องเพศสภาวะของตัวละครถูกนำมาใช้เป็นแกนหลักของเรื่อง เพื่อแถลงถึงจุดยืนทางการเมืองของพวกเธอที่มีต่อสิทธิการแต่งงานของชาว LGBT ในโมงยามที่ประเด็นดังกล่าวกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างเข้มข้น ด้วยการเขียนเรื่องให้เพจสัญญากับซาชาว่าเธอจะไม่แต่งงานจนกว่ากฎหมายแต่งงานของคนเดียวกันจะผ่าน จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป กฎหมายฉบับนี้ผ่าน พร้อมกับที่ DOMA -ซึ่งเป็นกฎหมายที่ระบุว่าคู่สมรสต้องเป็นเพศตรงข้ามกันเท่านั้น- ก็ถูกล้ม พวกเธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนโทนของหนังให้ดูผ่อนคลายลง ตามบรรยากาศทางสังคมที่เริ่มมองว่า เพศสภาวะไม่ใช่ประเด็นใหญ่โตอีกต่อไป

Image result for Hoje Eu Quero Voltar Sozinho (2014)

“ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีนับจากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ทัศนคติของคนทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงไป และจิตวิญญาณร่วมสมัยก็เปลี่ยนผ่านไปในทิศทางที่ดีขึ้น” โฟเกิลเล่า “เราเลยรู้สึกเหมือนกับว่าการปูเรื่องเพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เราไม่จำเป็นต้องแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนขนาดนั้นอีกแล้ว เพศสภาวะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดของโครงเรื่องอีกต่อไป พวกมันจะเป็นแค่บรรยากาศแวดล้อมเท่านั้น” แถมยังกล่าวเพิ่มเติมถึงการทำหนังอีกด้วยว่า “สำหรับฉัน มันไม่ใช่แค่เรื่องของเพศสภาวะ อายุ หรือโลกของตัวละครอีกแล้วล่ะ เพราะถ้าฉันสามารถหาวิธีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของตัวละครเหล่านี้ แล้วมีโอกาสที่จะถ่ายทอดมันด้วยอารมณ์ขันและหัวใจได้ล่ะก็ ฉันก็อยากทำทั้งนั้นแหละ”

ไม่ต่างกับ The Way He Looks หนังรางวัลเท็ดดี้จากเทศกาลเบอร์ลินของแดเนียล ริเบโรที่เล่าถึงเด็กหนุ่มตาบอดที่ชื่อ ลีโอ (กิแลร์ม โลโบ) และเพื่อนชายคนใหม่อย่าง กาเบรียล (ฟาบิโอ เอาดิ) ที่ต่างตกหลุมรักกันโดยอุปสรรคทางเพศสภาวะหรือร่างกายนั้นไม่ใช่ปัญหา ซึ่งคอลัมนิสต์ในนาม ‘คณะผู้ดีฯ’ จากคอลัมน์ ‘ดูหนังอย่างผู้ดีมีศีลธรรม’ ของเราได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความน่าสนใจประการหนึ่งที่ประสมรวม ‘ของต้องห้าม’ อย่างรักร่วมเพศกับความพิการเข้าด้วยกัน เมื่อพิจารณาว่าทั้งสองอย่างเคยถูกมองจากสังคมในช่วงเวลาหนึ่งว่าเป็นความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจที่ควรรักษาให้หาย แต่ The Way He Looks บอกเล่าเรื่องโดยไม่หยิบยกเอาความพิการหรือรักร่วมเพศขึ้นมาเป็นอุปสรรคของตัวละครเลย” ซึ่งนอกจากนี้ หนังก็ยังปฏิเสธภาพเหมารวม (stereotype) ของตัวละครชายรักชายที่มักจะต้องทนทุกข์อยู่เสมอ ทั้งจากความสับสนในรสนิยมทางเพศและความรักอันแสนเศร้าของตน โดยริเบโรหันมาถ่ายทอดความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ การถูกรังแก และเรื่องรักสามเส้าด้วยน้ำเสียงที่ไม่ฟูมฟายแทน

Image result for Hoje Eu Quero Voltar Sozinho (2014)

“ผมอยากทำหนังซักเรื่องที่การเป็นเกย์ไม่ใช่ประเด็นหลัก ลีโอจึงไม่ได้ตั้งคำถามกับเพศสภาวะของตัวเขาเองเลย ซึ่งผมว่าในชีวิตจริงเราก็ควรทำอย่างนั้นแหละ” ริเบโรเผย ซึ่งด้วยความเชื่อเช่นนี้ก็ทำให้หนังเข้าถึงคนได้ง่ายและเดินทางไปฉายในหลายๆ ประเทศ อาทิ เม็กซิโก, อิสราเอล, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้อย่างไม่ขัดเขิน “ถึงแม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ผลตอบกลับจากผู้ชมมักจะออกมาเหมือนกันหมด นั่นก็เพราะมันเป็นเรื่องเล่าที่เป็นสากลไงล่ะครับ ทั้งการเติบโต จูบแรก การตกหลุมรัก ที่ไม่ว่าเกย์หรือสเตรต ก็ต้องเคยผ่านมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น” เขาสรุป

*จาก คอลัมน์ “เลิกพูดถึงรสนิยมทางเพศกันเสียที!” : เสียงสะท้อนในยุคที่หนัง ‘ไม่สนเพศสภาวะ’ โดย กองบรรณาธิการ จาก BIOSCOPE ฉบับที่ 160

BIOSCOPE Theatre Happy 24 hours
ชวนดู Life Partners และหนังเรื่องอื่นๆ กันฟรีๆ ได้ที่นี่เลยจ้า