(BIOSCOPE People) ‘ผมคือฝันร้ายของพวกคนขาว’ ไมเคิล บี จอร์แดน นักแสดงสุดทะเยอทะยาน

Home / bioscope / (BIOSCOPE People) ‘ผมคือฝันร้ายของพวกคนขาว’ ไมเคิล บี จอร์แดน นักแสดงสุดทะเยอทะยาน

“อักษร ‘B’ นี่ย่อมาจากคำว่า ‘Bakari’ แปลว่าคำสัญญาอันสูงส่งในภาษาสวาฮีลีต่างหากล่ะ!”

ชั่วชีวิตนี้ของ ไมเคิล บี จอร์แดน ถูกตั้งคำถามถึงที่มาของชื่อที่ชวนให้สับสนกับ ไมเคิล จอร์แดน ยอดนักบาสเก็ตบอลจากยุค 90 ซึ่งนักแสดงหนุ่มวัย 31 ผู้ทำให้วายร้าย อีริค คิลมองเกอร์ จาก Black Panther (2018, ไรอัน คูจเลอร์) กลายเป็นตัวละครสุดคูลที่คนกรี๊ดกันทั้งบ้านทั้งเมือง ก็ยืนยันว่าตัวเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับนักกีฬาชื่อดังคนนั้นสักนิด! (แถมยังเป็นชื่อที่ตั้งตามคุณพ่อของเขา-ไมเคิล เอ จอร์แดน-อีกต่างหาก)

จะว่าไป เจ้าหนุ่มน้อยที่ตอนเด็กๆ เคยเรียนเต้นแท็ป กับเด็กชายใน Black Panther ซึ่งเติบโตมาเป็นผู้ร้ายที่เจ้าชายแห่งวากันดาต้องหวาดผวา มีที่มาที่ไปใกล้เคียงกันไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่คิลมองเกอร์-เด็กชายจากโอ๊คแลนด์-จะใช้ชีวิตอย่างดิบเถื่อนแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เพราะตัวจอร์แดนซึ่งเกิดในเมืองนูอาร์ค รัฐนิวเจอร์ซีย์ ก็เผชิญกับสภาพแวดล้อมโหดหินไม่แพ้ตัวละครของเขา

“ผมเติบโตมาในละแวกที่โหดสุดๆ ไปเลย ทั้งยา ทั้งอันธพาล เรื่องอันตรายอยู่รอบตัวเราทั้งนั้น ผมรักเมืองนูอาร์คนะ แต่มันมีโอกาสที่เราจะหลงผิดเอาได้ง่ายๆ มากเลย”

หลังตะลุยเล่นหนังและซีรีส์ทางโทรทัศน์อยู่พักใหญ่ นับจากบทไอ้หนูที่ไม่มีแม้แต่ชื่อใน The Sopranos ซีรีส์ปี 1999 จอร์แดนมาได้รับบทนำซึ่งเขาขวนขวายมาตลอดใน Fruitvale Station (2013, คูจเลอร์) หนังฟอร์มเล็กเจ้าของรางวัลซันแดนซ์ สร้างจากเรื่องจริงของ ออสการ์ แกรนต์ เด็กหนุ่มผิวสีวัย 22 ปีชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงจนเสียชีวิตเมื่อปี 2009 ซึ่งเป็นหนังที่แจ้งเกิดจอร์แดนในฐานะนักแสดงที่สามารถแบกหนังทั้งเรื่องได้ด้วยตัวคนเดียว

จากนั้นแล้วบทนำจึงตกเป็นของจอร์แดนอย่างสม่ำเสมอหลังรับบทเป็นสมทบมาอย่างยาวนาน ทั้ง That Awkward Moment (2014, ทอม กอร์มิแคน) หนังรอมคอมอารมณ์ดี, Fantastic Four (2015, จอช แทร็งค์-ที่เราอาจจะทำลืมๆ ไปบ้างว่าหนังแป้กครั้งใหญ่) และ Creed (2015, คูจเลอร์)

“ไมค์น่ะทะเยอทะยานจะตายไป” สเตอร์ลิง บริม เจ้าของรายการโทรทัศน์และเพื่อนสนิทของจอร์แดนว่า “เขามุ่งมั่นอยากจะเป็นนักแสดงแถวหน้า A-list และเป็นตำนาน คนในอุตสาหกรรมนี้ชอบจับจ้องไปที่สีผิวเขาก่อนแล้วบอกว่า ‘เขานี่ล่ะคือ ดันเซล วอชิงตัน คนต่อไป’ หรือไม่ก็ ‘หมอนี่แหละ วิลล์ สมิธ คนต่อไป’ แต่ไมค์คิดว่าเขาคือ ทอม แฮงค์ส คนต่อไปต่างหาก” บริมเล่า ก่อนขยายความว่า เพราะเจ้าเพื่อนรักของเขานั้นอยากจะเป็นอย่างแฮงค์สซึ่งเป็นภาพแทนของความเป็นอเมริกันด้านดีนั่นเอง

“อย่าวิ่งตามเงินกันขนาดนั้น” จอร์แดนว่า “ผมปฏิเสธบทไปเยอะมากเพราะพวกเขาไม่ยอมให้ผมแสดงนำในเรื่อง แล้วจะยัดผมให้ไปเล่นในบทที่ผมไม่สนใจ”

เขาไม่แคร์แม้สักนิดหากจะถูกมองในแง่ลบหรือกระทั่งถูกแปะป้ายว่าเป็นนักแสดงจอมยโส “เวลาผมทำงาน ผมอยากให้คนดูรู้สึกว่า ‘โว้ย! นี่มันหนังเรื่องใหม่ของไมค์นี่หว่า’ เหมือนลีโอไง” เขาหมายถึง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นักแสดงที่เป็นเสมือนต้นแบบของเขา ดังนั้น แม้จะเป็นหนังเรื่องเล็กๆ และอาจไม่ประสบความสำเร็จในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ถ้าจอร์แดนสนใจ เขาก็ไม่ลังเลจะโยนตัวเองเข้าไปในหนังเรื่องนั้น

และที่สุดแล้ว หลังการร่วมงานกันในหนังแจ้งเกิดอย่าง Fruitvale Station จอร์แดนกับคูจเลอร์ก็มีโอกาสได้แวะเวียนมาร่วมงานกันอีกบ่อยครั้ง (จน เควิน ทซึจิฮาระ ซีอีโอของค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ถึงกับออกปากว่า “ไรอัน คูจเลอร์ คือสกอร์เซซีของไมเคิลล่ะ”) ขณะที่คูลเจอร์เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า “เจอหน้ากันไม่นานเราก็สนิทกันแล้ว เราอายุไล่เลี่ยกัน มาจากเมืองใกล้ๆ กันแบบที่รหัสไปรษณีย์ยังคล้ายๆ กันเลย”

หากใน Fruitvale Station และ Creed จอร์แดนคือผู้ถูกกระทำและนักสู้ ใน Black Panther เขาคือตัวร้ายที่ทำให้เจ้าแมวกษัตริย์แห่งวากันดาต้องเสียศูนย์ “ผมอยากเป็นตัวร้ายมาตลอดแหละ เบื่อแล้วที่จะแสดงเป็น ‘คนนั้นแหละ คนที่ดีๆ หน่อย’

“ผมใช้ชีวิตเป็นอีริคมานาน ดื่มหนัก ไว้ผมยาว ไว้เคราท่วม ใช้ชีวิตอย่างแค้นเคืองกับความอยุติธรรมและหัวร้อนตลอดเวลา ทำอย่างนั้นอยู่สักเก้าเดือนมั้ง ไม่แคร์อะไรด้วย และคนก็ปฏิบัติกับผมต่างออกไป พวกคนขาวดูหวั่นกลัว ผมกลายเป็นฝันร้ายที่โหดที่สุดของพวกเขาไปแล้ว”

“อีริคเป็นตัวละครที่ไม่เหมือนใครที่ผมเคยเล่นเลย เขามีความโกรธแค้นแบบที่ตัวละครอื่นไม่มี ซึ่งผมเองก็ไม่มีเหมือนกัน และการได้เป็นอีริคนั้นก็มีช่วงเวลาที่ผมไม่ใช่ตัวผม ซึ่งเจ๋งดี มันเจ๋งที่ขับเคลื่อนชีวิตไปด้วยพลังงานอีกด้านหนึ่งของเรา”

มันคือหนึ่งในความทุ่มเทที่เขามีให้ตัวละคร และผลลัพธ์ของมันนั้นก็แสนจะคุ้มค่า เมื่ออีริค คิลมองเกอร์ เป็นตัวร้ายที่เราต่างเห็นใจและเกลียดไม่ลง ซึ่งก็นับได้ว่าถือเป็นความสำเร็จของจอร์แดนในฐานะนักแสดง “ผมวาดฝันไว้ยิ่งใหญ่ ฝันทั้งวันและทุกวัน อยากมีภัตตาคารของตัวเอง (เขาเป็นคนกินเก่งมาก) อยากมีโรงแรมของตัวเอง อยากมีบริษัทสตูดิโอเอาไว้คุยงานกับนักแสดงและทำอนิเมชั่นเป็นของตัวเอง (เขาติดอนิเมะจากญี่ปุ่นงอมแงม) ทำหนังและรายการทีวีดีๆ อยากมาก-และผมก็เห็นมันชัดแจ๋วเลยล่ะ!”