ไม่ใช่แค่โลกที่เปลี่ยนหนัง แต่หนังก็เปลี่ยนโลกได้นะจ๊ะ!

Home / bioscope / ไม่ใช่แค่โลกที่เปลี่ยนหนัง แต่หนังก็เปลี่ยนโลกได้นะจ๊ะ!

ที่ผ่านมา การขยับตัวของเทคโนโลยีและสังคมเป็นฝ่ายนำให้หนังปรับเปลี่ยนตามเสมอทั้งทางเทคนิคและการเล่าเรื่อง

แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่แค่โลกเท่านั้นที่เปลี่ยนหนัง เมื่อในมุมกลับ เรายังมีหนังจำนวนมากที่เป็นฝ่าย “เปลี่ยน” โลกเข้าให้ซะเอง ไม่ว่าจะในแง่เปลี่ยนวิธีคิด กฎหมาย หรือสังคมกันเลยทีเดียว! จนกลายเป็นหลักฐานในการพิสูจน์อิทธิพลและความทรงพลังของหนังได้เป็นอย่างดี
และนี่คือข้อพิสูจน์ว่า พลังของหนังนั้นมีอยู่จริง และเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆ นะ!

ค้านรัฐบาลเผด็จการไปกับแรมโบสิ! Rambo (2008, ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน)

Image result for Rambo 4

“อยู่อย่างเปล่าดาย หรือตายเพื่อบางสิ่ง” (Live for nothing, or die for something) คือประโยคที่ชาวกระเหรี่ยงใช้พูดปลุกใจในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อยอันควรพึงมีตามกฎหมายในยุคที่รัฐบาลเผด็จการเรืองอำนาจ ซึ่งแม้การต่อสู้เรียกร้องที่ว่าจะยืดเยื้อออกไปอีกนานหลายปี แต่ก็เป็นหลักฐานยืนยันอิทธิพลของหนังอย่าง Rambo ต่อประชาชนพม่าได้เป็นอย่างดี-ใช่ เพราะประโยคดังกล่าวคือประโยคที่ จอห์น แรมโบ (สตอลโลน) พูดไว้ในหนังเพื่องัดกับรัฐบาลทหารพม่านั่นเอง

ปี 2008 Rambo เข้าฉายในพม่าและถูกรัฐบาลสั่งแบนแทบจะในทันที ด้วยเหตุผลที่ว่ามันนำเสนอภาพลักษณ์รัฐบาลในแง่ลบ และโหดร้ายเกินความจริงไปมาก ทั้งยังนำความเสื่อมเสียมาแก่ประเทศพม่าเอง เพราะในเรื่องแรมโบต้องเข้าไปอยู่ในใจกลางของสงครามกลางเมืองประเทศพม่าและได้เห็นความโหดร้ายที่รัฐบาลทหารกระทำต่อประชาชน และแม้จะถูกสั่งแบนอย่างเข้มงวดถึงขั้นสั่งให้ผู้จัดจำหน่ายดีวีดีและโฮมเธียเตอร์ ห้ามขายเรื่องนี้ให้ลูกค้า ก็ยังมีการปั๊มแผ่นหนังเถื่อน Rambo ออกแจกจ่ายกันอยู่ดี โดยเฉพาะจากกลุ่มฝ่ายค้าน

รัฐบาลที่ก็อปปี้หนังเรื่องนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารนั้นเป็นอย่างไร แถมความเปรี้ยงของหนังส่งผลให้ประชาชนและชนกลุ่มน้อยหลายคนในประเทศใช้เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ซึ่งสตอลโลน-ที่สวมหมวกทั้งตำแหน่งผู้กำกับและนักแสดงนำ-รู้เรื่อง ก็ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า “สำหรับผมนะ-นี่เป็นเรื่องราวที่น่าภูมิใจที่สุด เท่าที่ผมเคยทำหนังมาเลย”

ผ่านกฎหมายสำคัญที่เกิดจากหนังเพียงเรื่องเดียว JFK (1991, โอลิเวอร์ สโตน)

Image result for JFK (1991

JFK มุ่งพูดถึงการลอบสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา ในปี 1963 ที่ดัลลัส, เท็กซัส และตั้งข้อสังเกตทั้งในหนังและในความเป็นจริงว่า คดีลอบสังหารสะเทือนโลกนี้มีข้อมูลมากมายถูกรัฐบาลปกปิดเป็นความลับอย่างน่าสงสัย โดยเฉพาะหน่วยงานเอฟบีไอ, ซีไอเอ และกองทัพ ที่ไม่อนุญาตให้มีการสืบค้นข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการลอบสังหารนี้ แม้จะเพื่อการพิจารณาคดีก็ตาม

ภายหลังออกฉายรอบพรีเมียร์หนังก็สร้างประเด็นถกเถียงขึ้นมาในสังคมทันที เกิดเป็นข้อกังขาขึ้นมาอีกครั้งว่าอาจมีหน่วยงานรัฐอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมดังกล่าวจริงๆ จนเกิดการรวมตัวกันของประชาชนผลักดันกฎหมายเพื่อความโปร่งใสของรัฐบาล จนในที่สุด หลังหนังออกฉายเพียงปีเดียว จอร์จ ดับเบิลยู บุช ลงนามในกฎหมาย The President John F. Kennedy Assassination Records Collection Act หรือ JFK Records Act ส่งผลบังคับถึงหอจดหมายเหตุแห่งชาติเก็บรวบรวมบันทึกรายงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคเนดี และให้สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างครบถ้วน

ตื่นตัวต่อภัยโลกร้อน An Inconvenient Truth (2006, เดวิด กุกเกนไฮม์)

An Inconvenient Truth สร้างแรงบันดาลใจให้คนดูอย่างมหาศาล เริ่มจากผู้นำโลกทั้งจากอังกฤษหรือเบลเยี่ยมก็มีการรรณรงค์ให้ประชากรในประเทศตัวเองดูหนังเรื่องนี้ เพื่อความเข้าใจถึงวิกฤติโลกร้อน ออสการ์ อาเรียส ประธานาธิบดีคอสตาริกาซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2006-2010 ถึงกับเดินหน้าสร้างและผลักดันนโยบายเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทันทีหลังดูหนังจบ และในระดับประชาชนทั่วไป ก็เกิดมูลนิธิรักษ์โลกผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมากในเวลาไม่กี่ปี โดยเฉพาะโครงการ Inconvenient Youth ที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2010 โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก แมรี โดเออร์ เด็กสาววัย 16 ที่เชื่อว่าเยาวชนและวัยรุ่นสามารถมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน (ภายหลังเธอถูกแต่งตั้งให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของโครงการด้วย) และมีส่วนอย่างมากในการผลักดันรณรงค์ประเด็นโลกร้อนในสังคม

ผลสำรวจชี้ว่า มีคนราว 74 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าหนัง An Inconvenient Truth มีส่วนทำให้พวกเขาเปลี่ยนนิสัยบางอย่างเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น จนไม่เป็นการเกินเลยถ้าจะกล่าวว่า กระแสรักษ์โลกที่ผุดขึ้นมาเมื่อสิบปีก่อนนั้น เกือบทั้งหมดล้วนเป็นผลพวงจากสารคดีเรื่องนี้ทั้งสิ้น

แหลกไม่เลี้ยงจนต้องเปลี่ยนเมนู! Super Size Me (2004, มอร์แกน สเปอร์ล็อค)

Image result for Super Size Me (2004

มอร์แกน สเปอร์ล็อค คนทำหนังอิสระชาวอเมริกัน เริ่มโปรเจ็กต์สุดเวียร์ดอย่างปฏิบัติการภารกิจแหลกไม่เลี้ยง ลุกมาสำรวจอุตสาหกรรมอาหารจานด่วนว่าส่งผลอย่างไรต่อชีวิตบ้าง ด้วยการทดลองกินอาหารเมนูพิเศษSuper Size-โปรโมชั่นของแม็กโดนัลด์ที่ปริมาณอาหารทุกอย่างจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!-ทั้งสามมื้อ เป็นระยะเวลาติดต่อกันนานหนึ่งเดือน

บทสรุปของหนังเรื่องนี้แทบจะแลกมาด้วยชีวิตของสเปอร์ล็อค เมื่อน้ำหนักขึ้นมาถึง 11 กิโลกรัม (ภายในเดือนเดียว!) ระดับคอเลสเตอรอลพุ่งกระฉูดถึง 230 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ และอยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อร่างกาย ตับเริ่มมีปัญหา อารมณ์ไม่คงที่ มีอาการซึมเศร้าทั้งยังไม่มีแรงเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นสองเท่าจากคนปกติ แถมยังดัน “ติด” อาหารของแม็กโดนัลด์เข้าให้จนเวลาไม่ได้กินจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวด้วย

หลังหนังลงโรงได้และกวาดคำชมมาเป็นกระบุงโกยได้หกสัปดาห์ แม็กโดนัลด์ก็ยกเลิกเมนู Super Size (และออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นเพราะหนังเรื่องนี้เลยจริงจริ๊ง) ก่อนจะเข็นเมนูเพื่อสุขภาพชุดใหม่ออกมาให้ผู้บริโภคแทน

*นำมาจากบทความ ไม่ใช่แค่โลกที่เปลี่ยนหนัง แต่หนังก็เปลี่ยนโลกได้นะจ๊ะ! โดย พิมพ์ชนก พุกสุข จากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 179

ติดตามชม Rambo 4 ได้ ทาง Mono29
วันที่ 21 ก.พ. เวลา 20.55 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv