Baby just say yes! ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอคู่บุญของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

Home / bioscope / Baby just say yes! ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอคู่บุญของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ก่อนหน้าที่ โจเซฟ ข่าน จะยึดตำแหน่งผู้กำกับมิวสิกวิดีโอคนโปรดของป๊อปสตาร์สาว (และอดีตสาวคันทรีย์) อย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ไปครองโดยปริยาย (ด้วยการที่ซิงเกิลของอัลบั้ม reputation อันเป็นอัลบั้มล่าสุดนี้ เขาเหมากำกับไปสี่ซิงเกิลติดๆ แล้ว) นั้น สวิฟต์เองก็มีผู้กำกับที่เคยกำกับมิวสิกวิดีโอให้เพลงของเธอมาตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ และแต่อัลบั้มนั้นก็มักเลือกผู้กำกับหลักคนใดคนหนึ่งเสมอ

นับตั้งแต่สวิฟต์ออกอัลบั้มเพลงอัลบั้มแรกในชื่อ Taylor Swift เมื่อปี 2006 นั้น ก็มีผู้กำกับเอ็มวีมากหน้าหลายตาที่คอยช่วยดูแลและกำกับทิศทางการแสดงและเรื่องราวของบทเพลงเธอในเอ็มวีเหล่านั้นได้อย่างลงตัว และนี่คือรายชื่อผู้กำกับคู่บุญที่ร่วมงานกับสวิฟต์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

เทรย์ แฟนจอย จากอัลบั้ม Taylor Swift (2006)

แฟนจอยคือหนึ่งในผู้กำกับเอ็มวีที่ชำนาญการเล่าเรื่องผ่านบทเพลงแนวคันทรีย์มากที่สุดคนหนึ่ง และสำหรับอัลบั้มแรกของสวิฟต์ที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นคันทรีย์ ก็ไม่แปลกที่แฟนจอยจะเป็นผู้กำกับคนแรกๆ ที่ทางทีมงานเลือกเฟ้นให้มาทำหน้าที่เล่าเรื่อง เพลง Tim McGraw ที่แฟนจอยกำกับ คว้ารางวัลวิดีโอแห่งปีจากเวที CMT Music Awards เช่นเดียวกันกับเพลง Teardrops on My Guitar, Our Song (กับชุดสีม่วงสุดตระการตา!) และ Picture to Burn ที่แฟนจอยกำกับ ต่างก็กลายเป็นเอ็มวีที่ถูกพูดถึงและได้รับการจดจำอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ในอัลบั้มถัดมาของสวิฟต์อย่าง Fearless (2008-ซึ่งยังเป็นคันทรีย์อยู่) เธอยังกำกับเพลงที่ไม่ใช่แค่ติดชาร์ตข้ามเดือนอย่าง Love Story แต่ตัวเอ็มวียังได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในแง่ที่มันล้อกับเส้นเรื่อง Romeo and Juliet (1597) บทประพันธ์ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ และบรรยากาศฟุ้งฝันของเจ้าหญิงเจ้าชาย และคว้ารางวัลเอ็มวีแห่งปีจาก CMT Music Awards และ Country Music Association Awards

โรแมน ไวต์ จากอัลบั้ม Fearless (2008)

ในฐานะที่ตัวอัลบั้มยังเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของคันทรีย์ป๊อปที่สดใสมากขึ้น ไวต์ก้าวเข้ามารับบทกำกับเอ็มวีหลายๆ ซิงเกิลจากอัลบั้มนี้ ก่อนหน้านี้เขาเป็นที่รู้จักจากการกำกับเอ็มวีหลายต่อหลายเพลงให้เจ้าแม่เพลงคันทรีย์อย่าง แคร์รี อันเดอร์วูด (Don’t Forget to Remember Me, Wasted, So Small, Ever Ever After, All-American Girl และอีกมากมาย จนกล่าวได้ว่าเขาคือคนทำเอ็มวีคู่บุญของอันเดอร์วูดแท้ๆ)

ในอัลบั้มนี้ เพลง You Belong with Me ของสวิฟต์ดังระเบิดไปทั้งอเมริกา ขณะที่ตัวเอ็มวีเองน่ารักสดใสไม่แพ้เนื้อเพลง เมื่อมันว่าด้วยเด็กสาวจืดๆ (สวิฟต์) ที่ตกหลุมรักหนุ่มหล่อข้างบ้าน (ลูคัส ทิลล์-ที่ตอนนี้กลายเป็นนักแสดงอาชีพและแจ้งเกิดในฮอลลีวูดอย่างงดงามไปแล้ว) และพบว่าเขาอกหักจากสาวป๊อปของโรงเรียน (ก็แสดงโดยสวิฟต์เช่นกัน-แต่สวมวิกดำ) ก่อนที่ทั้งสองจะค่อยๆ พบรักกันในตอนท้ายที่สุด ตัวเอ็มวีทำยอดวิวไปทั้งสิ้น 778 ล้านวิวซึ่งนับเป็นยอดวิวที่สูงที่สุดสำหรับเพลงคันทรีย์ในช่องยูทูป และยังคว้ารางวัลวิดีโอแห่งปีจาก MTV (ก่อนที่ คานเย เวสต์ จะขึ้นไปแย่งไมโครโฟนของสวิฟต์ซึ่งกำลังกล่าวขอบคุณบนเวที จนกลายเป็นดราม่าข้ามภพข้ามชาติในเวลาต่อมา)

ไวต์ยังกำกับเพลงน่ารักๆ ของสวิฟต์อย่าง Fifteen, Best Days of Your Life และ Mine ซึ่งเพลงหลังนี้เขากำกับร่วมกับสวิฟต์ด้วย

ดีคลีน ไวต์บลูม จากอัลบั้ม Speak Now (2010)

อัลบั้มนี้ยังคงกลิ่นคันทรีย์ที่เข้มข้นน้อยลงและป๊อปมากขึ้น รวมทั้งเลือกใช้ผู้กำกับเอ็มวีหลากหลายและแทบไม่ซ้ำคน มีเพียงไวต์บลูมเท่านั้นที่ได้กำกับสองเพลงหลักๆ (ที่ติดชาร์ตระเบิดระเบ้อเช่นเคย) อย่าง Mean และ Ours อย่างไรก็ตาม ในอัลบั้มต่อไปของสวิฟต์ เขาได้กำกับเอ็มวี We Are Never Ever Getting Back Together ที่ถ่ายทำแบบลองเทคยาวตลอดทั้งเพลง

ฟิลิปส์ อันเดลแมน จาก Red (2012)

สวิฟต์ประกาศว่าอัลบั้มนี้ของเธอคือการยืนอยู่ระหว่างเส้นเพลงคันทรีย์และเพลงป๊อป ตัวอัลบั้มประสบความสำเร็จถล่มทลาย โดยอันเดลแมนมากำกับเพลงประกอบภาพยนตร์ The Hunger Games (2012) อย่าง Safe & Sound (สวิฟต์ร่วมร้องกับ The Civil Wars), Begin Again (ที่เราได้เห็นสวิฟต์ปั่นจักรยานสุดชิลที่ปารีส) และ Everything Has Changed


โจเซฟ ข่าน จากอัลบั้ม 1989 (2014) และ reputation (2017)

1989 นั้นเป็นอัลบั้มแรกที่สวิฟต์ก้าวมายืนในฝั่งเพลงป๊อปอย่างเต็มตัว และนับเป็นอัลบั้มแรกที่ผู้กำกับหนังสั้นและเอ็มวีอย่างข่านก้าวมากำกับให้เธอ ก่อนหน้านี้ เขาเคยกำกับเพลงของศิลปินยักษ์มาแล้วหลายคน ทั้ง Stronger, Toxic ของ บริตนีย์ สเปียร์, Say My Name ของ Destiny’s Child, Elevation และ 18 Videos ของ U2, Without Me และ We Made You ของอีมิเน็ม ฯลฯ จนเขาน่าจะนับเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ช่ำชองการกำกับเอ็มวีมากที่สุดคนหนึ่ง งานของเขานั้นโดดเด่นที่มีเรื่องราวชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ

ใน 1989 เขากำกับเพลง Blank Space ซึ่งทั้งเพลงและเอ็มวีล้อเลียนชีวิตสุดเวิ่นของตัวสวิฟต์เอง (พร้อมด้วยพระเอกเอ็มวีสุดหล่ออย่าง ฌอน โอพราย) และคว้ารางวัลเอ็มวีแห่งปีจาก MTV, iHeartRadio ได้ด้วย เพลง Bad Blood ที่ขนเอาแก๊งเพื่อนสาวของสวิฟต์มานัดตีกันทั้งเพลง, Wildest Dreams กับฉากทุ่งกว้างสุดอลังการในแอฟริกา (และ สก็อตต์ อีสต์วูด!) รวมถึง Out of the Woods ที่สวิฟต์ล้มลุกคลุกคลานตลอดทั้งเพลงเพื่อค้นหาตัวตนที่หายไปของเธอ

ใน reputation ซึ่งปล่อยเอ็มวีมาแล้วสี่เพลงถ้วน ก็ล้วนแต่เป็นฝีมือข่านกำกับทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ Look What You Made Me Do กับบทเพลงแสบคันแก้แค้นที่ขนเอาสวิฟต์ในอดีตออกมาฟาดฟันกันเอง, …Ready for It? กับงานกำกับกึ่งไซไฟ, End Game ที่ตามติดชีวิตสวิฟต์ขณะปาร์ตี้อยู่สามเมือง และล่าสุดกับ Delicate ที่เราได้เห็นสวิฟต์ล่องหนเต้นรำอย่างเป็นสุขตลอดทั้งเพลง

ไม่แปลกที่สุดท้ายแล้วข่านจะได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับผู้เป็นที่รักยิ่งของสวิฟต์ เหนืออื่นใดคือการจับตาดูก้าวต่อๆ ไปของทั้งเขาและเธอว่าจะสร้างสรรค์ผลงานอะไรใหม่ๆ ออกมาเมื่อไรต่างหาก

ติดตามชมลูกคัส ทิลล์จาก Wolves ได้ ทาง Mono29
วันที่ 21 มี.ค. เวลา 23.50 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv