ทมยันตี ทวิภพ บุพเพสันนิวาส สุรพงษ์ พินิจค้า

รื้อหิ้งหนังเก่า : ‘ทวิภพ’ (2004) – การย้อนอดีตที่พาเราคิดถึงปัจจุบัน

Home / bioscope / รื้อหิ้งหนังเก่า : ‘ทวิภพ’ (2004) – การย้อนอดีตที่พาเราคิดถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไปใน BIOSCOPE ฉบับที่ 100 (มีนาคม 2553) เราได้มีการจัดอันดับ “๑๐๐ หนังไทยแห่งทศวรรษ (พ.ศ. ๒๕๔๓ – ๒๕๕๒)”  ซึ่งได้มีการเชิญหลากหลายนักเขียนมาพูดถึงหนังไทยที่ควรค่าแก่การจดจำ ณ ช่วงเวลาดังกล่าว โดยหนึ่งในนั้นย่อมมีหนังไทยสุดทะเยอทะยานที่ยังคงถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้อย่าง ‘ทวิภพ’ (พ.ศ. 2547) ฉบับของ ผกก. สุรพงษ์ พินิจค้า ซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชั่นที่นำนวนิยายชื่อดังของ ทมยันตี มาตีความใหม่ได้ไกลกว่าครั้งไหนๆ ทั้งการเปลี่ยนยุคสมัยที่ตัวละคร มณีจันทร์ เดินทางกลับไป จากรัชกาลที่ 5 เป็นรัชกาลที่ 4 และหากจะถามหาเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์ที่สุดของหนัง คุณอาจจะต้องตามเก็บอย่างน้อยถึง 3 เวอร์ชั่น (ฉบับฉายโรงทั่วไป, ฉบับสองชั่วโมงครึ่ง และ ฉบับ ‘UnSeen ทวิภพ’ อันเป็นเรื่องราวของแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ที่ถูกตัดหายไปในฉบับปกติ)

จากกระแสของละคร ‘บุพเพสันนิวาส’ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจหนัง, ละคร หรือนวนิยายต่างๆ ที่ต่างมีพล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกันไม่มากก็น้อย นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะหยิบยกหนึ่งในหนังไทยที่ว่าด้วยผู้คนในปัจจุบันที่ย้อนไปในอดีต ที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญและท้าทายผู้ชมอย่างยิ่งเรื่องนี้อีกครั้ง


หนังไทยแห่งทศวรรษของนักเขียนรับเชิญ BIOSCOPE
‘ทวิภพ’

โดย ทัศนทรรศน์

เมื่อได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคปให้เลือกเขียนถึงหนังไทยแห่งทศวรรษ (พ.ศ.2543-2552) เป็นจำนวนหนึ่งเรื่อง ผมเกิดรู้สึกลังเลว่าจะเลือกหนังไทยที่ตนเองชอบที่สุดในรอบสิบปีนี้ หรือจะเลือกหนังที่มีประเด็นน่าสนใจและบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกในยุคสมัยดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุดดี

สุดท้าย ผมตัดสินใจเลือกอย่างหลัง

ผมเลือกหนังไทยขนาดยาวที่สามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในรอบทศวรรษได้อย่างน่าสนใจมาประมาณ 20 เรื่อง มีทั้งหนังที่ชอบและน่าสนใจ รวมทั้งหนังที่ไม่ค่อยชอบแต่น่าสนใจปะปนกันไป

ในที่สุด ผมเลือก ‘ทวิภพ’ ของ สุรพงศ์ พินิจค้า ซึ่งจัดเป็นหนังประเภทหลัง ให้กลายเป็นหนังไทยแห่งทศวรรษ

หลังจากดู ‘ทวิภพ’ ไปหลายรอบและมากกว่าหนึ่งฉบับ ผมพบว่าหนังเรื่องนี้มีรูปลักษณ์อันสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งกอปรขึ้นมาจากข้อมูลหรือองค์ประกอบภายนอกที่แปลกใหม่บางอย่าง ไม่ต่างอะไรกับการได้อ่านงานเขียนประวัติศาสตร์ยุคสยามเผชิญหน้าลัทธิอาณานิคมของ คุณ ไกรฤกษ์ นานา แต่หลังจากดู ‘ทวิภพ’ และอ่านงานเขียนของคุณไกรฤทธิ์จบ ผมกลับพบว่ากรอบความคิดที่ก่อให้เกิดหนัง/หนังสือเหล่านี้มีท่าทีในเชิงอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง อาจกล่าวสั้นๆ ได้ว่า ทั้งหนังและหนังสือดังกล่าวพยายามนำประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบ “ราชาชาตินิยม” หรือประวัติศาสตร์ที่เชิดชูชนชั้นนำ มาต่อต้าน/ปรับประสานต่อรองกับการล่าอาณานิคมของ ‘ตะวันตก’ ผ่านมุมมองที่เห็นว่า ชนชั้นนำสยามในยุคนั้นพยายามเสาะแสวงหากลยุทธ์ในการต่อต้าน/ต่อรองกับตะวันตกเพื่อประโยชน์ของสยามอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้พิจารณาว่าชนชั้นนำท้องถิ่นและมหาอำนาจตะวันตกมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างไรบ้าง

แท้จริงแล้ว มีหนังไทยขนาดยาวหลายเรื่องในรอบสิบปีที่ผ่านมาซึ่งมีจุดยืนทางสังคมการเมืองก้าวหน้ากว่า ‘ทวิภพ’ ทว่าหนังเหล่านั้นกลับเดินไปไม่สุดทางของตนเอง เพราะทั้งหมดมักเดินทางไปถึงเพียงแค่ขอบเขตของการใช้สัญลักษณ์อันเฉียบคมแยบคาย หรือเลือกวางตนเองอยู่ตรงบริบทรายรอบประเด็นที่เป็น ‘จุดใหญ่ใจความ’ ของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยเพียงเท่านั้น

ในทางกลับกันอย่างตลกร้าย แม้ ‘ทวิภพ’ จะเป็นภาพยนตร์อนุรักษ์นิยม ที่ความสมจริงสมจังและการเล่นกับสัญลักษณ์บางประการของตัวหนังดูจะมีพลังยิ่งกว่าอารมณ์พาฝันของนิยายต้นฉบับโดย ทมยันตี เสียด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่ดูคล้ายจะเป็นจุดด้อยดังกล่าวกลับส่งผลให้หนังเรื่องนี้ สามารถพูดถึงประเด็นที่เป็น ‘ใจกลางหลัก’ ของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา คือ ‘สถาบันกษัตริย์’ ได้อย่างจริงจังไม่เคอะเขิน แม้ ‘ทวิภพ’ จะนำเสนอภาพของบุรพกษัตริย์สองพระองค์ในอดีตอันไม่ห่างไกลกันนักแห่งราชวงค์จักรีให้ผู้ชมได้เห็นเพียงแวบเดียว ทว่าเนื้อหาทั้งหมดของหนังก็เน้นย้ำถึงบทบาทความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อสังคมไทย ผ่านนัยยะเปรียบเทียบที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน

ขณะที่หนังไทยขนาดยาวเรื่องอื่นๆ ในทศวรรษที่ผ่านมากลับไม่ได้พูดถึงประเด็นหลักสำคัญของสังคมการเมืองไทยอย่างหนักแน่นเช่นนี้ ทั้งหนังที่อาจมีจุดยืนทางสังคมการเมืองแตกต่างจาก ‘ทวิภพ’ หรือหนังเชิดชูสถาบันฯ เรื่องอื่นที่มักมีลักษณะไม่สมจริง เลื่อนลอย ขาดองค์ประกอบแปลกใหม่ หรือพยายามถอยห่างตัวเองออกยังอดีตอันแสนไกล ดังกรณีของ ‘สุริโยไท’ และ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นต้น

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะใส่เสื้อสีไหน จะชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหนังเรื่องนี้ ‘ทวิภพ’ ก็ยังถือเป็นหนึ่งในหนังสำคัญของทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกแห่งยุคสมัยที่ผู้คนจำนวนมากพากันครุ่นคิดคำนึงถึงสถาบันกษัตริย์อย่างจริงจัง โดยมิอาจปฏิเสธได้