นางแบบผู้ข้ามมาเป็นนักแสดง แอ็กเนส ดีน สาวน้อยจากอุตสาหกรรมแฟชั่นสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์

Home / bioscope / นางแบบผู้ข้ามมาเป็นนักแสดง แอ็กเนส ดีน สาวน้อยจากอุตสาหกรรมแฟชั่นสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์

หากคุณเป็นคนที่ติดตามวงการแฟชั่น ชื่อของ แอ็กเนส ดีน น่าจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างในฐานะนางแบบสาวชาวอังกฤษที่ไม่เพียงแต่หน้าจะเก๋สุดเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมผมสั้นกุดที่เปลี่ยนสีแทบจะทุกไตรมาส ทั้งขาว บลอนด์ ดำและชมพู โดยเธอถูกแมวมองเจอเข้าระหว่างเดินเตร็ดเตร่ช็อปปิ้งอยู่แถวลอนดอน ก่อนจะแจ้งเกิดอย่างสวยงามจนขึ้นปกนิตยสาร Vogue อเมริกันในปี 2007 คู่กับนางแบบแถวหน้าในเวลานั้นอย่าง เดาเซ็น ครูซ, ลิลี โดแนลสัน, โคโค โรชา ฯลฯ ในฐานะ ‘ท็อปโมเดลของโลกคนต่อไป’ รวมทั้งเดินแบบและเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้แบรนด์ยักษ์มากมาย

เธอเริ่มงานแสดงด้วยบทเล็กๆ ใน Clash of the Titans (2010, หลุยส์ เลเตอร์เรียร์) ในบทเทพีแอโฟรไดต์ เทพธิดาแห่งความรักและความงาม ต่อด้วย Pusher (2012, หลุยส์ เปย์โต) หนังธริลเลอร์ฟอร์มเล็กซึ่งเธอรับบทนำในฐานะสาวบาร์, Here (2012, ลูกา กัวดัญญีโน) หนังสั้นความยาว 15 นาทีสุดเซ็กซี่ และ Electricity (2014, ไบรอัน ฮิกกินส์) ที่เรียกความสามารถด้านการแสดงของเธอสุดขีดด้วยการรับบทเป็นสาวที่ตามหาน้องชายที่หายสาบสูญ โดยไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า น้องที่เธอออกตามหานั้นเป็นตัวจริงหรือเป็นเพียงภาพหลอนที่เธอสร้างขึ้นมา


แน่นอนว่ามีนางแบบอีกมากที่พยายามข้ามวงการแฟชั่นมาสู่วงการภาพยนตร์ แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะประสบความสำเร็จ และแม้แต่ดีนเอง เธอก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะได้รับบทนำในภาพยนตร์

“มันน่าสนุกออกนะคะที่ได้มาทำงานแสดงแบบนี้เพราะฉันเป็นนางแบบอาชีพมาได้ 12 ปีแล้วมั้ง ซึ่งก็นานพอดูเนอะ” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี “เวลามันผ่านไปเร็วเสมอตอนเราก้มหน้าก้มตาทำงาน จากนั้นฉันจึงหันมาสำรวจตัวเองว่าอยากทำอะไรบ้างและลองไปแสดงหนังสั้นดู และนั่นแหละค่ะถึงได้รู้ว่าตัวเองรักการแสดงสุดๆ ไปเลย”

ดีนตัดสินใจว่าเธอไม่อาจก้าวเดินทั้งสายนางแบบและสายการแสดงได้หากอยากให้มันออกมาดีทั้งคู่ ดังนั้นแล้ว เธอจึงเลือกอย่างหลัง “ฉันไม่อยากให้คนดูสับสนว่า ‘เอ๊ะ นั่นหล่อนเป็นนางแบบนี่ หรือว่านักแสดงกันนะ เธอกำลังทำอะไรกันแน่’ คนถามฉันเรื่องนี้เยอะมาก และฉันคิดว่าถ้าคุณทำงานสักอย่างมา 12 ปีเต็ม คุณก็คงเริ่มอยากทำอะไรที่แตกต่างออกไปแล้วล่ะ”

ใน Clash of the Titans ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของเธอนั้น แม้เธอจะออกตัวว่าเป็นเพียงบทเล็กๆ แต่การได้ไปทำงานในสตูดิโอยักษ์ท่ามกลางนักแสดงเบอร์ใหญ่ ก็ทำให้เธอประหม่าไม่น้อย “นั่น เรล์ฟ ไฟนส์ กับ เลียม นีสัน นะคะ” เธอหัวเราะ “การได้อยู่ในบรรยากาศการทำงานที่เราได้เห็นผู้คนตั้งอกตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองแบบนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจอย่างล้นเหลือให้ฉันแล้วล่ะ แบบว่า ฉันกรี๊ดไปเลยตอนเห็นไฟนส์กับนีสันแสดงด้วยกันในฉากนั้น ส่วนฉันได้แต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ อุทานในใจว่า ‘ตายล่ะๆ’ (หัวเราะ)”

Sunset Song (201, เทอร์แรนซ์ ดาวีส์) คือหนังอีกเรื่องที่ดีนได้โอกาสพิสูจน์ฝีมือการแสดงหนังดราม่าของเธอ เพราะเธอไม่ได้รับแค่บทเล็กๆ อีกแล้ว แต่เป็นบทนำทั้งยังว่าด้วยเรื่องการข้ามพ้นวัยของสาวลูกทุ่งในยุค 1900 และ The White King (2016, อเล็กซ์ เฮลเฟร็ชต์ และ ยอร์ช ไตเติล) ในบทคุณแม่ผู้ทนทุกข์

และล่าสุดกับซีรีส์สัญชาติสหราชอาณาจักรอย่าง Hard Sun ที่เธอต้องรับบทเป็นนักสืบคู่กับ จิม สเตอร์เกสส์ ทั้งที่ความเห็นไม่ตรงกันแม้แต่อย่างเดียว เพื่อสืบหาความลับที่อยู่เบื้องหลังคดีอาชญากรรมในโลกที่ล่มสลายไปแล้ว และในปีนี้ เธอจะยังมีหนังสามสัญชาติ (สหราชอาณาจักร-สหรัฐอเมริกา-สเปน) อย่าง The Titan โดยผู้กำกับ เล็นเนิร์ต รัฟฟ์ โดยกลับมาร่วมแสดงกับ แซม เวอร์ธิงตัน ที่เคยร่วมแสดงกับเธอในหนังเรื่องแรกอย่าง Clash of the Titans มาแล้ว!

อย่างไรก็ตาม เธอยังไปปรากฏอยู่ในแวดวงดนตรีด้วย (หืม) อย่างน้อยๆ เราคงเคยได้ยินเสียงของเธอแล้วในมิวสิกวิดีโอ We Found Love ของ ริอานนา โดยเธอคือเจ้าของเสียงที่บรรยายตอนต้นคลิปนั่นเอง และยังร่วมแสดงในเอ็มวีเพลง Iron ของ Woodkid รวมถึงร้องเพลงคู่กับ Five O’Clock Heroes ในเพลง Who อีกด้วย

ติดตามชม Clash of the Titans ได้ ทาง Mono29
วันที่ 24 มี.ค เวลา 12.30 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv