‘มันคือเรื่องของความรักและความขัดแย้งที่เรามีให้กับคนคนหนึ่งต่างหากล่ะ’ เกรตา เกอร์วิก กับบทบาทผกก.ใน Lady Bird

Home / bioscope / ‘มันคือเรื่องของความรักและความขัดแย้งที่เรามีให้กับคนคนหนึ่งต่างหากล่ะ’ เกรตา เกอร์วิก กับบทบาทผกก.ใน Lady Bird

“การกำกับหนังนี่มันก็ต้องใช้สัมผัสที่หกเหมือนกันนะคะ คุณต้องแน่ใจกับตัวเองได้ก่อนว่าจะถ่ายฉากนี้ไหม อยากได้ฉากนี้จริงหรือเปล่า” เกรตา เกอร์วิก เล่าประสบการณ์การทำหนังของเธออย่าง Lady Bird ว่าอย่างนั้น

บางทีสัมผัสที่หกของเธอคงแม่นอย่างน่าประทับใจ เพราะตัวหนัง อันว่าด้วยการเติบโต coming-of-age ของ คริสติน (เซอร์ชา โรแนน) ในเมืองเล็กๆ กับครอบครัวสุดว้าวุ่นหลังเหตุการณ์ 911 ของอเมริกา ก็เข้าชิงออสการ์ถึงห้าสาขาด้วยกัน รวมทั้งสาขากำกับและเขียนบทยอดเยี่ยม

แต่การไปถึงจุดนั้นสำหรับเกอร์วิกแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธอเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้าที่มันจะออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้ขนาดนี้นั้น เธอก็รู้สึกราวกับกำลังวิ่งชนกำแพงที่ข้ามไม่ได้ กระทั่งอยู่ดีๆ บทสนทนาเรียบง่ายสองบรรทัดก็วาบเข้ามาในหัว และเปิดทางให้ทุกอย่างคลี่คลายอย่างง่ายดาย

“ฉันเขียนข้อความนั้นลงที่บรรทัดบนสุดของหน้ากระดาษ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาจากไหน ไอ้ที่ว่า ‘ทำไมแม่ไม่เรียกหนูว่าเลดีเบิร์ดล่ะ แม่สัญญาแล้วนี่’ ฉันมองประโยคนี้แล้วก็คิดว่า ยัยนี่เป็นใครกันนะ”

ด้านหนึ่ง ตัวละครอย่างเลดีเบิร์ดกลับเป็นเสมือนการกลับเข้าไปสำรวจตัวตนและเรื่องราวในอดีตของเกอร์วิกเอง (แม้เธอจะให้สัมภาษณ์ว่า “ในชีวิตจริงฉันไม่เคยย้อมผมแดง ไม่เคยให้คนอื่นเรียกชื่อฉันด้วยชื่ออื่น คริสตีนน่ะสุดเหวี่ยง เปิดเผยกว่าฉันในสมัยนั้นเยอะ แต่นั่นแหละ เมื่อไรก็ตามที่คุณลงมือเขียนเรื่องที่คุณรู้จริงๆ มันออกมาเวิร์คเสมอ”) “การเขียนตัวละครนี้ขึ้นมามันทำให้ฉันได้สำรวจในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำหรือไม่อาจทำได้มาก่อน มันรู้สึกคล้ายๆ กับการสร้างตัวละครฮีโร่สาวที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องมากมาย แต่ก็ยังเป็นคนที่เราชื่นชมอยู่ได้น่ะ เพราะเธอกล้าหาญมากแม้ในวันเวลาที่บอบช้ำสุดๆ”

อันที่จริงแล้ว แก่นสำคัญของเรื่องคือความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกของ มาเรียน (ลอรีน เม็ตคาล์ฟ) และคริสติน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกอร์วิกรู้สึกว่ามันใกล้ชิดกับเธอที่สุด แม้ว่าแม่ตัวจริงของเธอจะไม่มีอะไรใกล้เคียงคุณแม่เจ้าอารมณ์แถมยังขี้บ่นและปากไม่ตรงกับใจสุดๆ อย่างมาเรียนสักนิด “เพราะเรื่องของเรื่องจริงๆ มันคือความรักและความขัดแย้งที่เรามีให้กับคนคนหนึ่งต่างหากล่ะ” (อย่างไรก็ตาม ภายหลังหนังออกฉาย แม่จริงๆ ของเกอร์วิกถึงกับถามเธอว่า “เกรตา นี่ลูกอยากให้แม่งอนจริงๆ ใช่ไหมนี่”)

ความสำเร็จของหนังและการที่มันเดินหน้าเข้าชิงรางวัลน้อยใหญ่มากมาย ย่อมเป็นเรื่องที่แทบจะเกินความคาดหมายสำหรับนักแสดงสาวผู้ผันตัวมากำกับหนังอย่างเกอร์วิก “จำได้เลยว่าตอนที่ โซเฟีย คอปโปลา เข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและชนะสาขาเขียนบทยอดเยี่ยม (จาก Lost in Translation – 2004) ซึ่งเปี่ยมความหมายต่อฉันมากเหลือเกิน” เธอว่า “และยังจำได้ด้วยว่าตอนที่ แคธรีน บิเกโลว ชนะออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและดูเหลือเชื่อมากๆ ฉันหวังว่ามันน่าจะสื่อความหมายถึงผู้หญิงทุกช่วงวัย ทุกอาชีพ และนั่นแหละค่ะ พอเห็นอะไรแบบนั้น ฉันก็คิดว่า ‘อยากทำหนังบ้างจังแฮะ'”

นั่นทำให้ Lady Bird ไปไกลกว่าการเป็นหนัง Coming-of-Age ธรรมดาคือการที่มันสะท้อนภาพของครอบครัวชนชั้นกลางในเมือง กับการยึดโยงศีลธรรมเข้าเป็นหนึ่่งเดียวกับศาสนาแนบแน่น จนเราเห็นภาวะที่ตัวละครดิ้นรนอยากหลุดพ้นจากกรอบค่านิยมเหล่านั้น ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้การเขียนบทและกำกับที่จับหัวใจการเล่าเรื่องจากเกอร์วิกได้

(BIOSCOPE Theatre)
มีนาคม เต็มอิ่มกับ 5 หนังคุณภาพในธีม ‘Feel Good’

เสาร์ที่ 31 มีนาคม
Greenberg

รับชมพร้อมกันแบบสดๆ ทุกวันเสาร์ 2 ช่วงเวลา
19.00 น. และ 22.00 น.

ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre : มีนาคม 2018