โลกถล่ม เชื้อโรคระบาด ทำไมมนุษยชาติถึงหลงใหลในหนังภัยพิบัติ (กันนักนะ!)

Home / bioscope / โลกถล่ม เชื้อโรคระบาด ทำไมมนุษยชาติถึงหลงใหลในหนังภัยพิบัติ (กันนักนะ!)

ในโลกทุกวันนี้ที่สภาพอากาศแปรปรวน, สงคราม, ความแร้นแค้นยังเกิดขึ้นแทบทุกหย่อมหญ้าบนโลก ยังไม่นับปัญหาความเจริญที่กระจุกตัวอยู่ไม่กี่ประเทศ ทำไมหนังหายนะ ภัยพิบัติ และบรรดาความล่มสลายที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติจึงขายดีนัก นับตั้งแต่ Deep Impact (1998), The Day After Tomorrow (2004), The Core (2003), Bølgen (2015) ฯลฯ ก็ยังเป็นหนังชื่อดังที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคนดูมาเป็นระยะเวลานาน

หนังเหล่านี้มักประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ คือเหตุการณ์วายป่วงที่เกิดขึ้นกับโลก ทั้งภูเขาไฟระเบิด, น้ำท่วม, พายุเข้า, แกนโลกเอียง และอีกสารพัดที่ทำให้เหล่าตัวละคร-ซึ่งส่วนมากแล้วก็ไม่กี่คน-ดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดไปพลาง และแก้ไขปัญหาเพื่อหยุดยั้งหายนะเหล่านี้ไปพลาง

จอห์น ฮูปส์ นักสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคสซัส ให้ความเห็นว่า หายนะนั้นล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่แตกต่างฟังก์ชั่นกันไป “แต่อย่างหนึ่งคือ มันบรรเทาความกลัวตายของมนุษย์เพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั้งหมด เราไม่มีทางตายพร้อมกันทั้งโลกแบบในหนัง” และด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ ทำให้หนังที่ว่าด้วยหายนะโลกทั้งหลายต่างทำงานแตกต่างกันไปในเนื้อตัวคนดูแต่ละคนตามแต่ประสบการณ์

ขณะเดียวกัน เหล่าตัวละครหลักต่างก็ทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการเอาชีวิตรอดและกอบกู้โลกไว้จากภัยพิบัติเหล่านั้น และตัวละครเหล่านี้นี่เองที่ยึดโยงคนดูไว้ พวกเขาคือตัวละครที่มีชีวิตรอดซึ่งคนดูรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวด้วย ไม่ใช่เหล่าตัวละครที่ตายเกลื่อนในหนังซึ่งไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามใดๆ “คนดูต่างแทนตัวเองเป็นตัวละครในกลุ่มเล็กๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมในหนัง” ริชาร์ด ไมเคิล ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอนว่า

ใน The Core หนังของผู้กำกับ จอน เอมีล ก็เป็นหนังที่ทำให้เราค่อยๆ เห็นผลกระทบของภัยพิบัติอย่างชัดแจ้ง เมื่อแกนกลางของโลกหยุดหมุนและทำให้สนามแม่เหล็กของโลกเปลี่ยนแปลงกะทันหัน จนส่งผลให้ประชาชนขาดใจตายอย่างรวดเร็ว, สะพานโกลเดลเกตล่มสลายทับผู้คนนับร้อย เช่นเดียวกับสัตว์บางชนิด เช่น นกพิราบ ที่สูญเสียทิศทางการบินในทันที ทำให้รัฐบาลเรียกรวมตัวผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้เพื่อกอบกู้โลกและมนุษยชาติด้วยการส่งพวกเขาลงไปยังใจกลางของโลก

The Day After Tomorrow ก็นับเป็นอีกเรื่องที่ลายเซ็นความเป็นหนังหายนะแสนจะชัดเจน เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนกระทบกระแสน้ำแอตแลนติกเหนือจนนำพาสภาพอากาศไปสู่ยุคน้ำแข็ง พายุขนาดยักษ์ซัดถล่มโลกทุกทิศทุกทาง เช่นเดียวกับคลื่นสึนามิ จนตัวละครกลุ่มเล็กๆ ดิ้นรนหนีตาย (กับฉากวิ่งหนีพายุน้ำแข็งที่พัดไล่หลัง!) หรือ The Mist (2007, แฟรงค์ ดาราบอนต์) ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ สตีเฟน คิง เล่าถึงเมืองเล็กๆ ที่อยู่ๆ หมอกก็ลงทึบจนมองทางข้างหน้าแทบไม่เห็น และสัตว์ประหลาดในความทึมเทานั้นก็ค่อยๆ ย่องมาเด็ดชีวิตของผู้คนในเมืองอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนเหลือเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในร้านสะดวกซื้อและยังชีพด้วยสินค้าในนั้น พร้อมพยายามหาทางเอาตัวรอดจากสัตว์ประหลาดและมนุษย์จากความบ้าคลั่งด้วยกันเอง

เจฟฟ์ เกรซ นักแสดงหนุ่มจาก It’s a Disaster (2012, ท็อดด์ เบอร์เกอร์)-หนังอินดี้ทุนต่ำที่เล่าถึงคนสี่คู่ที่พบว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับวันสุดท้ายของโลกอย่างไม่อาจเลี่ยงได้-บอกอย่างเรียบง่ายว่า “ผมชอบหนังหายนะพวกนี้นะถ้ามันทำออกมาถูกที่ถูกทาง แต่หนังประเภทนี้ส่วนมากทำอะไรตามสูตรสำเร็จไปซะหมด อย่างระเบิดทำเนียบขาว, บึ้มตึกเอ็มไพร์สเตต แล้วคนดูก็รู้สึกพอใจละ

“ผมคิดว่าคนดูเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับหนังประเภทนี้มากขึ้นนะในระยะหลัง เพราะพวกเขารู้สึกว่าในที่สุดแล้วก็รู้สึกสนุกกับมันขึ้นมาได้นิดหน่อยเพราะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น แล้วคนดูก็จะเข้าใจมุกตลกที่เราเปรียบเปรยในหนังด้วย”

ติดตามชม The Core ได้ ทาง Mono29
วันที่ 3 เม.ย. เวลา 23.20 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv