5 วิธีปั้นหนังแบบ ฮิโรคาสุ โคเระเอดะ ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำคนล่าสุดของคานส์

Home / bioscope / 5 วิธีปั้นหนังแบบ ฮิโรคาสุ โคเระเอดะ ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำคนล่าสุดของคานส์

เนื่องในวาระที่ Shoplifters หนังดราม่า-ว่าด้วยครอบครัวยากไร้ที่ดำรงชีพอยู่ด้วยการเป็นหัวขโมยและรับเด็กคนหนึ่งมาเลี้ยงดู-เรื่องล่าสุดของ ฮิโรคาสุ โคเระเอดะ คว้ารางวัล ‘ปาล์มทอง’ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาครองได้เป็นครั้งแรก หลังจากได้แค่เข้าชิงมานานอยู่เกือบสองทศวรรษ และเป็นหนังสัญชาติญี่ปุ่นที่ได้รางวัลปาล์มทองเป็นเรื่องที่ 5 ในรอบ 21 ปีหลัง โชเฮย์ อิมามูระ คว้ารางวัลนี้ได้จาก The Eel (1997) เราจึงอยากพาทุกคนกลับไปสำรวจถึงเทคนิคการทำหนัง-ทั้งดราม่าและอบอุ่น-ของผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคนนี้กัน!

กำกับเด็กอย่างไรให้ได้ดี

เป็นที่ทราบกันดีว่า โคเระเอดะนั้นนิยมทำหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และนั่นทำให้หนังของเขาแทบทุกเรื่องประกอบไปด้วยนักแสดงหลากหลายช่วงวัย ทั้งหนุ่มสาว คนชรา และเด็ก ซึ่งในขวบวัยหลังสุดนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำหรับคนทำหนังหลายคนแล้วนับเป็นโจทย์ที่ยากในการกำกับเด็กให้แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและตรงกับบทที่สุด

แต่โคเระเอดะทำได้!

Nobody Knows

ไม่ว่าจะเป็นสี่พี่น้องที่ถูกแม่ทิ้งไว้ที่อพาร์ตเม้นต์ใน Nobody Knows (2004), พี่ชายน้องชายที่ถูกพรากจากกันใน I Wish (2011), เด็กน้อยที่ถูกสลับตัวของสองครอบครัวจาก Like Father, Like Son หรือลูกชายที่อยู่กับครอบครัวร้าวรานใน After the Storm (2016) ก็ล้วนประกอบไปด้วยนักแสดงเด็กทั้งสิ้น

“เวลาผมทำงานกับเด็ก ผมไม่เคยใช้สคริปต์หนังเลย” โคเระเอดะว่า “ผมเลือกนักแสดงเด็กมาแสดงในหนังตัวเองจากบุคลิกและตัวตนของพวกเขา และพูดคุยกันด้วยภาษาของพวกเขาเอง เพราะงั้นผมเลยไม่ใช้ศัพท์ยากๆ หรือโวหารอะไรทั้งนั้น ผมพยายามจำคำศัพท์ที่พวกเขาใช้และใส่มันลงในหนังของตัวเอง อันที่จริง ผมพยายามจะใช้คำศัพท์จากพวกเขาในหนังของผมให้ได้มากที่สุด ดังนั้น คำพูดพวกนั้นจึงมาจากเด็กๆ ไม่ใช่จากผม”

Like Father, Like Son

ใน Nobody Knows ซึ่งมีตัวละครเด็กๆ เป็นผู้ดำเนินเรื่องตลอดความยาวเกือบสองชั่วโมงครึ่ง-และยังส่งให้ ยูยะ ยากิระ ที่รับบทเป็นพี่ชายคนโต คว้ารางวัลนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังคานส์มาได้-โคเระเอดะบอกว่า พวกเขาไม่ซ้อมการแสดงก่อนถ่ายด้วยซ้ำไป “เราใช้เวลาเตรียมตัวอย่างมาก เราใช้เวลามหาศาลกับเด็กๆ และบันทึกพวกเขาด้วยกล้องวิดีโอ เพื่อให้พวกเขารู้สึกเป็นธรรมชาติว่ามีกล้องถ่ายอยู่และมีพวกเราอยู่รอบๆ กองถ่ายตลอดเวลา พวกเรายังสังเกตตัวตนของเด็กๆ แต่ละครด้วย เราสร้างสถานการณ์ขึ้นมา เช่น ถามคำถามบางอย่างแล้วให้เด็กๆ แสดงความคิดเห็น ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีที่แตกต่างกัน นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าควรจะถ่ายเด็กแต่ละครแตกต่างกันอย่างไร” โคเระเอดะเล่า

 

เล่าเรื่องครอบครัวให้ปัง
Our Little Sister

ความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวภายในครอบครัวของโคเระเอดะนั้น ถ่ายทอดผ่านหนังเรื่องแรกๆ ของเขาอย่าง Maborosi (1995) ที่ตัวละครหลักเป็นหญิงสาวที่สามีฆ่าตัวตายโดยที่เธอก็ไม่รู้สาเหตุ, Still Walking (2008) เมื่อคนในครอบครัวต้องมารวมตัวกันอีกครั้งในวันครบรอบการจากไปของลูกชายคนโตของบ้าน, Our Little Sister (2015) เด็กหญิงที่ต้องปรับตัวเข้าหากลุ่มพี่สาวต่างแม่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่มีแก่นกลางเป็นเรื่องราวในครอบครัวทั้งสิ้น “มันเป็นประเด็นที่ผมอินกับมันมาก แถมตัวผมก็กลายมาเป็นพ่อคนแล้วและผ่านการสูญเสียพ่อแม่มาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ผมชอบสำรวจเรื่องราวเหล่านี้”

Maborosi

การสำรวจความเป็นพ่อนี้เด่นชัดใน Like Father, Like Son ที่เขาตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งใดกันแน่ที่เชื่อมโยงตัวเขาและลูกสาว ก่อนจะนำมันมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์สะเทือนใจ ไปจนถึง After the Storm ที่เขาได้ไอเดียมาตั้งแต่ปี 2001 นับจากการจากไปของพ่อและการแยกไปอยู่คนเดียวในแฟลตของแม่ตั้งแต่เขายังเด็ก โดยเขาเล่าว่าเขาได้รับอิทธิพลการทำหนังครอบครัวมาจากหนังของ มิคิโอะ นารุเสะ และ ชินิจิ คาโมชิตะ คนทำหนังและละครทางโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น ซึ่งโคเระเอดะตามดูมาตั้งแต่เด็กๆ นั่นเอง

แต่นอกเหนือจากนั้น สำหรับโคเระเอดะ การทำหนังที่พูดถึงครอบครัว ด้านหนึ่งมันยังเป็นการสะท้อนภาพสังคมอันยุ่งเหยิงและเปราะบางของญี่ปุ่นอีกด้วย “มันเหมือนกับการย่อสังคมญี่ปุ่นลงให้เหลือในสเกลของครอบครัวน่ะครับ” เขาว่า

 

วิธีเล่าแบบสารคดี
After Life

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังของโคเระเอดะนั้น มีวิธีเล่าเรื่องแบบสารคดีอยู่ไม่น้อย ทั้งการลำดับเหตุการณ์ตลอดจนถึงมุมกล้อง และไม่น่าแปลกที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาเริ่มสร้างชื่อด้วยการกำกับ Nonfix ซีรีส์สารคดีที่ออกฉายทางโทรทัศน์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนังสารคดีทางโทรทัศน์อยู่สามปีก่อนจะเลื่อนขั้นเป็นผู้กำกับและสร้างหนังสารคดีสั้นถึงแปดเรื่อง ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นรากฐานในหนังของเขา เริ่มจาก Maborosi ที่ไอเดียแรกเริ่มของหนังนั้นมาจากการที่โคเระเอดะสัมภาษณ์หญิงหม้ายที่สามีฆ่าตัวตาย “ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนเผชิญหน้ากับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก พวกเขาอยู่ได้อย่างไรกับความเศร้าและความหวนคำนึง”

เช่นเดียวกับ After Life (1998) ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสารคดีเช่นกัน โดยเขาสัมภาษณ์คน 500 คนด้วยคำถามเดียวว่า ถ้าต้องเลือกความทรงจำเพียงหนึ่งเดียวเพื่อนำติดตัวไปสวรรค์ จะเลือกความทรงจำไหน และสุดท้าย เขาเลือกเอาเจ้าของความทรงจำ 10 คนมาเป็นส่วนหนึ่งของนักแสดง อีกส่วนหนึ่งมาจากนักแสดงอาชีพ แล้วจึงออกมาเป็นหนังนั่นเอง

 

การเลือกใช้นักแสดงขาประจำ
The Third Murder

หนังของโคเระเอดะส่วนมากแล้วนั้น-หากไม่นับนักแสดงเด็ก-เขามักจะวนเวียนใช้นักแสดงหน้าเดิมๆ อยู่เสมอ ทั้ง ฮิโรชิ อาเบะ ชายผู้รับบทเป็นพ่อมาแล้วอย่างโชกโชนใน Still Walking, I Wish, After the Storm และซีรีส์ Going My Home (2012), คิริน คิกิ ผู้รับเล่นในหนังของเขามาแล้วถึง 6 เรื่อง นับจาก Still Walking มาจนถึง Shoplifters, มาซาฮารุ ฟูคุยามะ กับบทคุณพ่อใน Like Father, Like Son และทนายที่ต้องรับมือกับคดีฆาตกรรมโหดจาก The Third Murder และ ลิลี แฟรงกี นักแสดงวัย 54 ที่โลดแล่นอยู่ในโลกของโคเระเอดะมาแล้วใน Like Father, Like Son; Our Little Sister; After the Storm และ Shoplifters

 

การสูญเสียและการจากลา
Still Walking

หนังของโคเระเอดะนั้นแทบจะมี ‘ความตาย’ อยู่ในทุกองค์ประกอบ นับจาก August Without Him (1994) สารคดีที่จับจ้องไปที่ผู้ติดเชื้อเอดส์และทางเลือกในการใช้ชีวิต, Maborosi ที่เล่าถึงการพยายามใช้ชีวิตอยู่ของภรรยาที่สามีตาย, After Life ซึ่งเหล่าวิญญาณที่ต้องเลือกความทรงจำเพียงเรื่องเดียวตลอดชีวิตที่ผ่านมาของตนติดตัวไปยังภพหน้า, Distance (2001) ความร้าวรานหลังโศกนาฏกรรมฆ่าตัวตายหมู่, Hana (2006) ซามูไรผู้รักสงบที่ถูกญาติมอบหน้าที่ให้ไปล้างแค้นแทนพ่อเขาที่ถูกสังหาร, Our Little Sister ที่การตายของผู้เป็นพ่อทำให้พี่น้องสองครอบครัวต้องมาอยู่ร่วมกัน, After the Storm เมื่อพ่อตายลง ทำให้ เรียวตะ พยายามพิสูจน์สถานะผู้ชายคนเดียวของบ้านอย่างดีที่สุด, The Third Murder เมื่อความตายของชายคนหนึ่งยึดโยงคนทั้งสามเข้าไว้ด้วยกัน

After the Storm

“ผมสนใจเรื่องภาวะการสูญเสียอะไรสักอย่างไปน่ะ และดูว่าความเศร้าโศกนั้นจะนำอะไรมาสู่ชีวิตบ้าง หนังเรื่องแรกของผมอย่าง Maborosi ก็พูดเรื่องความตายและความเจ็บปวด หรือสารคดีเรื่องแรกที่ผมทำก็มีความเศร้าเป็นบรรยากาศหลักในเรื่อง ผมคงสนใจเรื่องความเศร้าโศกโดยไม่รู้ตัวละมั้งนะ” เขาว่า

เพราะแม้แต่ Still Walking เขาก็ได้ความตายของแม่แท้ๆ ในชีวิตจริงเป็นแรงบันดาลใจในการทำหนัง “ความตายของแม่บันดาลใจให้ผมทำหนังเรื่องนี้ เพื่อพูดถึงสิ่งที่ผมไม่สามารถทำได้หรือไม่เคยทำให้แม่เลยตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่้ผมเสียใจอย่างที่สุดครับ”

*บางส่วนจากนิตยสารไบโอสโคปฉบับที่ 142 บทความ Hot of The Month โดยกองบรรณาธิการ, ไบโอสโคปฉบับที่ 142 บทความ After the Storm การกลับมาของ ‘พ่อ’ …ผู้ไม่เคยสมบูรณ์แบบ โดยกองบรรณาธิการ, ไบโอสโคปฉบับที่ 87 คอลัมน์ Art of Screenwriting โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์