(WORLD CINEMA) ‘เมื่อบ้านไม่ใช่บ้าน’ Hereditary หนังที่ ‘หลอน’ ที่สุดของซันแดนซ์ที่เราอยากดู

Home / bioscope / (WORLD CINEMA) ‘เมื่อบ้านไม่ใช่บ้าน’ Hereditary หนังที่ ‘หลอน’ ที่สุดของซันแดนซ์ที่เราอยากดู

นี่คือหนังที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนังที่ ‘หลอนที่สุดแห่งปี’ ของเทศกาลซันแดนซ์ปี 2018

เรื่องราวชวนประสาทเสียและขวัญผวา บังเกิดขึ้นในครอบครัวของ แอนนี (โทนี คอลเล็ตต์) หญิงสาวที่มีลูกสาววัยรุ่นและต้องขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนเมื่อแม่ผู้แก่เฒ่าของเธอตายลงด้วยโรคเกี่ยวกับสมอง เพื่อจะทดแทนความคิดถึงผู้เป็นแม่ เธอจึงสร้างบ้านจำลองที่มีตุ๊กตาตัวจิ๋วแทนสมาชิกแต่ละคนในบ้าน ก่อนที่เธอจะค่อยๆ พบว่าการเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยปราศจากแม่จอมบงการของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หนำซ้ำ ดูเหมือนหญิงชราจะไม่ได้จากไปจริงๆ ตรงกันข้าม หล่อนยังอยู่ที่นี่ ในบ้าน -สักแห่งที่แอนนีและลูกสาวมองหาไม่เห็น- เฝ้าคุกคามและสาปแช่งผู้มีชีวิตอยู่ในตระกูลต่อไปอย่างเลือดเย็น…!

งานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ อาริ แอสเตอร์ อดีตลูกศิษย์ที่จบมาจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกา (American Film Institute: AFI) ก่อนหน้านี้เขาโดดเด่นอยู่ในหมู่คนทำหนังสั้นและมีหนังเจ๋งๆ น่าจับตาอย่าง Munchausen (2013) หนังสั้น 17 นาทีเล่าถึงแม่ที่จับตามองดูลูกชายจากไปเรียนมหาวิทยาลัย และ C’est La Vie (2016) หนังความยาวแปดนาทีที่ว่าด้วยชายจรจัดที่พยายามจัดการชีวิตพังทลายของตัวเอง

และนอกเหนือจาก Hereditary จะเป็นหนังยาวเรื่องแรกของแอสเตอร์แล้ว อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการที่มันเป็นหนังธริลเลอร์เรื่องแรกที่เขากำกับด้วย! เพราะที่ผ่านมา แอสเตอร์มักเล่นประเด็นดราม่าคอมิดี้สไตล์ถนัดในหนังสั้นของเขาเสมอ ทว่า สิ่งหนึ่งที่เขายังคงจุดเด่นในงานของตัวเองไว้คือการที่มันยังคงพูดถึงเหตุชวนสะเทือนอารมณ์ของคนในครอบครัวนั่นเอง

“ผมแค่ทำหนังที่ปั่นประสาทคนดูอย่างลึกซึ้งมากๆ น่ะ” แอสเตอร์เล่า ก่อนเพิ่มเติมว่าช่วงที่หนังฉายรอบปฐมทัศน์ในงานเทศกาลนั้น คนดูต่างเงียบกริบจนแทบไม่หายใจตลอดความยาวสองชั่วโมงของหนัง ซึ่งทำให้เขาช็อคกับผลตอบรับเช่นนี้ไปเลยทีเดียว เพราะอันที่จริง ไอเดียแรกเริ่มของ Hereditary นั้นไม่ได้เริ่มมาจากการเป็นหนังสยองขวัญเสียด้วยซ้ำ! (อ้าว)

“ผมตั้งต้นว่าจะทำหนังที่ว่าด้วยครอบครัวที่ต้องฝ่าฟันเรื่องเศร้าและโศกนาฏกรรมไปด้วยกันน่ะ” ผู้กำกับหนุ่มบอก และนั่นจึงเป็นที่มาของแกนหลักของหนังที่เล่าถึงการสืบทอดสายเลือด, การสูญเสียคนสำคัญในครอบครัว และการเปลี่ยนผ่านผู้นำภายในบ้าน “มันสำคัญมากนะครับที่เราสร้างเรื่องจากความดราม่าในครอบครัวก่อน ก่อนจะใส่องค์ประกอบของหนังเฮอร์เรอร์เข้าไป และนั่นแหละครับเหตุผลว่าทำไมมันถึงสยองขวัญนัก”

ไม่น่าแปลกใจที่แอสเตอร์จะมีแนวคิดเช่นนี้ในหนังของเขา เพราะหนังชวนประสาทหลอนอย่าง The Cook, the Thief, His Wife & Her Lover (1989, ปีเตอร์ กรีนอะเวย์) คือหนังที่บันดาลใจเขาตั้งแต่วัยเด็ก “พ่อบอกผมว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เขากลัว และเท่าที่ผมรู้ เขาไม่เคยกลัวอะไรมาก่อน” แอสเตอร์ย้อนความ “ดังนั้น ผมจึงดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ 12-13 ขวบ… ผมเสียใจนะที่ดูลงไป เพราะจากนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเดินอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด ผมจะนึกภาพคนที่เรารักถูกย่าง (เป็นฉากสำคัญในหนังของกรีนอะเวย์) เหมือนไก่งวง แต่ความงามที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้คือการที่มันพูดเกี่ยวกับความอัปลักษณ์นั่นเอง… และที่สำคัญคือมันช่างเป็นหนังที่ปราศจากศีลธรรมความดีความชั่วเสียเหลือเกิน”

นั่นทำให้แอสเตอร์กล่าวยกย่องว่าหากจะมีผู้กำกับสักคนที่เป็นต้นแบบในการทำ Hereditary คือกรีนอะเวย์นั่นเอง และสิ่งสำคัญที่เป็นหมุดหมายหลักในการกำกับหนังเรื่องนี้ของแอสเตอร์ -อย่างที่เราเล่าไปเมื่อต้นบทความ- นั่นคือปั่นประสาทคนดูให้ถึงที่สุด ด้วยความเครียดจัดของเนื้อเรื่อง, การแสดงสุดขีดคลั่ง และเสียงไวโอลินชวนหลอนหูที่เราได้ยินตั้งแต่ตัวอย่างหนัง Hereditary มันจึงกลายเป็นหนังที่กลับสูตรหนังที่ว่าด้วยครอบครัวแทบทุกเรื่อง

“หนังเหล่านี้่ส่วนมากมักเล่าว่าโศกนาฏกรรมนั้นทำร้ายคนได้อย่างไร และเราต่างเยียวยากันและกันได้อย่างไร” แอสเตอร์ว่า “แต่ผมอยากทำหนังที่ชี้ให้เห็นไปด้วยว่า ความทุกข์ตรมนั้นฉีกทึ้งมนุษย์ได้มากแค่ไหน ความทรมานมันเปลี่ยนแปลงเราได้อย่างไร ก็ไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องเป็นคนดีขึ้นเลยนี่ครับ! เรื่องของกรรมพันธุ์ (หรือ Hereditary) น่ะเป็นแหล่งกำเนิดสถานการณ์เลวร้ายและสิ้นหวังสุดๆ แล้ว และผมอยากสำรวจเรื่องพวกนี้แหละ”

แต่คนทำหนังที่ได้ชื่อว่าสยองขวัญที่สุดในซันแดนซ์อย่างเขา ก็ยังมีเรื่องให้กลัวเหมือนกัน “ผมกลัวจะตายอย่างโดดเดี่ยวน่ะ กลัวว่าจะเป็นสาเหตุอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับคนที่ผมรักและผมจะไม่ได้รับการให้อภัยอีกเลย กลัวว่าคนในครอบครัวจะมองผมเปลี่ยนไป

“บทความของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์ชื่อดัง) เคยบอกไว้ว่า เรื่องสยองขวัญคือเมื่อบ้านไม่เป็นบ้านอีกต่อไป และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมคำนึงเสมอตอนทำหนังเรื่องนี้ ผมอยากทำเรื่องที่ว่าด้วยบ้านและครอบครัวที่คลั่งไปในท้ายที่สุด เป็นความรู้สึกที่คุณเห็นว่านั่นคือแม่ของคุณ แต่เธอไม่ใช่แม่ของคุณอีกต่อไปแล้ว”