About a Boy Hereditary Little Miss Sunshine Muriel’s Wedding The Hours The Sixth Sense Toni Collette

โทนี คอลเล็ตต์ : ยอดหญิงนักแสดง…ที่โลกลืม

Home / bioscope / โทนี คอลเล็ตต์ : ยอดหญิงนักแสดง…ที่โลกลืม

โดย ประสาร งานแข็ง

 

ให้เวลา 5 วินาที นึกถึงนักแสดงหญิงเจ้าบทบาทที่ร้องไห้ได้ดีพอๆ กับร้องเพลง เต้นก็เอาอยู่ ตลกยิ่งถนัด เพิ่มน้ำหนักก็จัดให้ได้ตามสั่ง ผ่านงานมายาวนานทั้งหนังตลาดและหนังรางวัล เมอรีล สตรีป คงมาเป็นชื่อแรก ตามด้วย เคต แบลนเช็ตต์, เรเน เซลล์เวเกอร์, แอนน์ แฮธาเวย์ ฯลฯ และอีกหลายคน

…แต่ไม่ว่าคุณจะนึกถึงใคร – อย่ามองข้ามหรือหลงลืม โทนี คอลเล็ตต์ เป็นเด็ดขาด!

Muriel’s Wedding

แค่การแสดงหนังใหญ่เรื่องแรกใน Spotswood (1991, มาร์ค จอฟฟ์) คอลเลตต์ก็ฝ่าทัพรุ่นพี่เข้าไปชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมของสถาบันภาพยนตร์ออสเตรเลียได้สำเร็จ และได้ขยับมารับบทนำในหนังใหญ่เรื่องต่อมาทันทีกับ Muriel’s Wedding (1994, พี เจ โฮแกน) หนังเล็กๆ ที่ทิ้งเรื่องของผู้หญิงสวยเป๊ะแบบ จูเลีย โรเบิร์ตส์ หรือ เม็ก ไรอัน ไปเล่าเรื่องของสาวเจ้าเนื้อที่อยากทำตามฝัน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นผลงานแจ้งเกิดแบบเต็มตัวให้คอลเล็ตต์ที่ไปไกลถึงขั้นชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงประเภทเพลงหรือตลกยอดเยี่ยม แม้ต้องพ่ายให้เพื่อนร่วมชาติอย่าง นิโคล คิดแมน จากเรื่อง To Die For (1995, กัส แวน แซนต์) แต่สำหรับแดนจิงโจ้บ้านเกิด คอลเล็ตต์ก็คว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากสถาบันภาพยนตร์ออสเตรเลียไปแบบไม่ต้องลุ้น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน คอลเล็ตต์ชิงรางวัลจากเวทีนี้ไป 9 ครั้ง และได้มาถึง 5 ตัว! -2 ตัวในฐานะนักแสดงนำและ 3 ตัวในฐานะนักแสดงสมทบ- แบลนเช็ตต์ที่ว่าแน่ยังได้แค่ 2 นำ 1 สมทบ (และ 1 ขวัญใจมหาชน) ส่วนคิดแมนที่ดังนักหนายังได้ไปแค่ตัวเดียวเองนะจ๊ะ!

จากบทแจ้งเกิดข้างต้นนั่นเองที่ทำให้ค่ายหนังตัดสินใจมอบอีกบทสาวเจ้าเนื้ออย่าง บริดเจ็ต โจนส์ ใน Bridget Jones’ Diary (2001, ชารอน แม็กไกวร์) ให้เธอ แต่ด้วยภารกิจละครเวที The Wild Party ที่มีทีท่าจะยืดเยื้อในตอนนั้น ทำให้คอลเล็ตต์ปฏิเสธบทดังกล่าวไป ซึ่งสุดท้ายก็อย่างที่ทราบกันว่า สาวเท็กซัสอย่างเซลล์เวเกอร์ได้บทนี้ไปครอง และชิงออสการ์เป็นครั้งแรก ก่อนชิงออสการ์ครั้งที่ 2 ด้วยบท ร็อกซี ฮาร์ต ในหนังเพลง Chicago (2002, ร็อบ มาร์แชลล์) แต่รู้ไหมว่า คนที่ออดิชั่นได้จนสตูดิโอแทบจะมอบบทร็อกซีให้เดี๋ยวนั้นก็คือคอลเล็ตต์นี่เอง แต่ก็ดันต้องมาเสียโอกาสไปอีกหนด้วยเหตุผลแบบฮอลลีวูดๆ ว่า คอลเล็ตต์ดังน้อยกว่าเซลล์เวเกอร์ (-__-)

The Hours
Little Miss Sunshine
About a Boy

เส้นทางสายอาชีพของเธออาจเหมือนบุญมีแต่กรรมบัง ไม่ได้เกิดเป็นดาวดังคับฟ้ากับเขาสักที ทั้งที่ฝีมือก็ไม่น้อยหน้าใคร ร้องเล่นเต้นระบำก็ทำได้อย่างใน Connie and Carla (2004, ไมเคิล เลมเบ็ค) จนเกือบจะได้เล่น Chicago อย่างที่บอก, จะให้ขายสวยก็ทำได้อย่างใน The Hours (2002, สตีเฟน ดาลดรี …โผล่มาไม่กี่นาที ได้สมทบหญิงจากชมรมวิจารณ์แวนคูเวอร์ซะงั้น!), ตลกเบาสมองก็ถนัดแบบใน Little Miss Sunshine (2006, โจนาธาน เดย์ตัน และ วาเลอรี ฟาริส) ยิ่งเรื่องร้องไห้น้ำตาแตกก็ยิ่งถนัด ประวัติบทดราม่ายาวเป็นหางว่าว เด่นหน่อยก็ Japanese Story (2003, ซู บรูคส์) หรือทั้งร้องไห้ ร้องเพลง และตลกในเรื่องเดียวอย่าง About a Boy (2002, คริส และ พอล ไวต์ซ) – ครบเครื่องขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีใครยกให้เธอเป็นนักแสดงตัวแม่เจ้าบทบาทคนหนึ่งของวงการ

The Sixth Sense

แต่หนึ่งหนังที่คอลเล็ตต์มักไม่ค่อยรับเล่นคือ ‘หนังสยองขวัญ’ ทั้งที่เธอเคยชิงออสการ์กับเขามาแล้วครั้งนึงเมื่อ 19 ปีก่อน ตอนเล่นเป็นแม่เด็กเห็นผีใน The Sixth Sense (1999) ผลงานของผู้กำกับหน้าใหม่ที่ชื่อ เอ็ม ไนต์ ชยามาลัน จนกระทั่งล่าสุด เธอหวนกลับมารับบทในหนังสยองขวัญอีกครั้งกับ Hereditary หนังที่มีหลายอย่างเหมือน The Sixth Sense ไม่ว่าจะในแง่ที่ทั้ง 2 เรื่องเป็นผลงานของผู้กำกับหน้าใหม่ที่ทำหนังใหญ่เป็นเรื่องแรก (หนังกำกับโดย อาริ แอสเตอร์ ที่เขียนจดหมายไปเชิญคอลเล็ตต์ให้มารับบทนำด้วยตัวเอง), ทั้ง 2 เรื่องเป็นหนังผีที่หลายสำนักวิจารณ์ชมว่า “น่ากลัวที่สุดในรอบหลายปี” และทั้ง 2 เรื่องมีคอลเล็ตต์รับบท “แม่ของเด็กน้อยที่พัวพันกับวิญญาณ(และตัวคุณแม่เองก็ผูกพันกับคุณยายอย่างลึกซึ้ง)”

ครั้งก่อน คอลเล็ตต์ได้แค่ชิงออสการ์ แต่ครั้งนี้กระแสมาแรงทีเดียวว่า นักแสดงสาววัย 45 คนนี้อาจหลุดเข้าไปคว้ารางวัลนำหญิงมาเป็นของเธอได้กับเขาเสียที เราจึงอยากให้คุณกลับไปทำความรู้จักกับโทนี คอลเล็ตต์ใน Hereditary กันอีกซักหน่อย เพราะดูท่าเธอจะถูกโฉลกกับหนังผี ทั้งที่เคยสารภาพว่าไม่อยากเล่นบทแบบนี้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “ฉันกลัวค่ะ”

Hereditary
คุณเคยเห็นผีไหม

ไม่ค่ะ อยากเห็นเหมือนกันนะ แบบของจริงเลย ฉันอยากได้หลักฐาน แต่ฉันมีเพื่อนสนิทที่ฉันเชื่อใจมาก เป็นคนปากตรงกับใจ และไม่โกหกเรื่องพวกนี้แน่ เขาเห็นผีมาตั้งแต่วัยรุ่น จนป่านนี้อายุเข้าเลข 7 แล้ว มันต้องมีโลกอื่นนอกเหนือจากโลกที่เราอยู่กัน ต้องมีแน่ๆ เพราะโลกนี้เป็นแค่ภาวะชั่วคราวเท่านั้น – คือฉันก็อยากตอบอะไรที่มันมีน้ำหนักกว่านี้นะ แต่ฉันไม่เคยเห็นหรอกค่ะ

คนพูดกันว่า ถ้านักแสดงอ่านบทแล้ว ‘แอบกลัว’ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี ควรรับบทนั้นแล้วลองวัดดวงดูสักที – คุณประหม่าไหมที่ต้องรับบทนี้

ฉันไม่ประหม่านะ ฉันรู้แค่ว่า ฉันต้องเล่นให้ได้ ถึงจะไม่รู้ว่า จะเล่น ‘ถึง’ ไหมก็เถอะ แต่หลังจากที่ฉันประกาศไปแล้วว่า ไม่ขอรับบทหนักๆ และเน้นรับแต่บทเบาๆ บทนี้ก็ดันส่งมาหาฉันเฉยเลย ฉันก็อ่านไปแบบไม่เต็มใจ แล้วกลายเป็นปฏิเสธไม่ลง ยังไงก็ต้องเล่นให้ได้ ฉันว่า การแอบกลัวนิดๆ มันก็ดีนะ

คุณเพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า นี่เป็นบทที่ยากที่สุดในชีวิต ไหงงั้นล่ะ

ก็มันมีแต่ฉากใส่อารมณ์รัวๆ ไม่หยุดเลยน่ะค่ะ คืออารมณ์มันก็มีหลายแบบเนาะ บางอารมณ์ก็ “พอรับได้” และบางอารมณ์ก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ซึ่งอารมณ์แบบนั้นไม่มีในหนังเรื่องนี้เลยค่ะ นี่เป็นหนังที่การตื่นไปทำงานของฉันคือการต้องไปคลุกคลีกับความเศร้า ความเกลียดชัง ความโกรธแค้น และอีกสารพัดอารมณ์สุดโต่งในชีวิต เราต้องทำแบบนั้นอยู่หลายอาทิตย์ หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากไหนง่ายเลย สัปดาห์แรกบางฉากฉันถ่ายไป 14 เทค เอาแต่พูดถึงความสูญเสียและความยากลำบากที่เกิดขึ้นในครอบครัว …แต่อย่าเข้าใจผิดนะคะ ฉันโคตรรักมันเลย เพราะในฐานะนักแสดง มันน่าปลื้มมากที่ได้ลองเล่นอารมณ์สุดโต่งแบบนี้ ไม่มีฉากไหนที่ถ่ายไปงั้นๆ ทุกฉากคือ ดิบ ตรงไปตรงมา และเป็นธรรมชาติมาก ตลกดีที่มันถูกเอามารวมกันได้

Hereditary
คุณบอกว่า ถ่ายหนังเรื่องนี้มีแต่เรื่องเซอร์ไพรส์ทุกวัน ลองเล่าได้ไหม

ฉันเคยคุยยาวๆ สองหนกับอาริ เขาเขียนปูมหลังตัวละครไว้เพียบให้ฉันได้อ่านและเอาไปคิด เราคุยกับเด็กๆ (อเล็กซ์ โวล์ฟฟ์ และ มิลลี แชปิโร – ซึ่งเล่นเป็นลูกของเธอในเรื่อง) อยู่หลายชั่วโมง เสร็จแล้วก็กินมื้อเย็นกับอาริและลุยถ่ายเลย เรารักกันมากค่ะ ฉันชอบบรรยากาศแบบนี้เวลาถ่ายหนัง แบบพอเราคิดถึงฉากนั้นๆ แบบหนึ่ง แล้วลงท้ายมันก็ออกมาเป็นฉากในแบบที่เราคิดไว้ มันต้องใช้ความทุ่มเทเพิ่มขึ้น ตรงไปตรงมายิ่งขึ้น เข้มข้นมากขึ้น และมันจึงยิ่งออกมาน่าปลาบปลื้มมากขึ้นไปอีกค่ะ

แต่ละฉากที่คุณกรี๊ดในเรื่องนี้มันสุดยอดมาก หนึ่งในฉากกรี๊ดในหนังที่ดูแล้วขนลุกที่สุดเลย เตรียมตัวยังไงสำหรับฉากพวกนี้

แทบจะเรียกได้ว่า พอรับเล่นก็ลุยอย่างเดียวเลยค่ะ แทบไม่ได้เตรียมตัวในแต่ละฉาก พอกล้องเดินปั๊บ ฉันก็ปล่อยทุกอย่างออกมาเลยแบบไม่มีกั๊ก!