รื้อหิ้งหนังเก่า : Run Lola Run (1998) ผู้หญิงผมแดง วิ่งฟัดหัวใจให้โลกตะลึง

Home / bioscope / รื้อหิ้งหนังเก่า : Run Lola Run (1998) ผู้หญิงผมแดง วิ่งฟัดหัวใจให้โลกตะลึง

อย่าแปลกใจ หากหนังดราม่าอาชญากรรมที่มีพล็อตแสนธรรมดา -ซึ่งเล่าถึง โลลา (ฟรังคา โพเทนเทอ) สาวผมแดงที่วิ่งหาเงิน 100,000 มาร์คสเยอรมันไปให้ มานนิ (มอริตซ์ ไบลบ์ทรอย) แฟนหนุ่มของเธอก่อนออกปล้นร้านค้า- จะกลายเป็นหนังสุดล้ำที่แจ้งเกิดให้คนทำหนังสัญชาติเยอรมันอย่าง ทอม ทีคเวอร์ ทันทีที่มันออกฉายในปี 1998 แถมยังคว้ารางวัลหนังแห่งปีจากเวที German Film Awards อีกต่างหาก และตัวทีคเวอร์เองก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาลหนังเวนิซจากหนังเรื่องนี้ด้วย

นั่นเพราะ Run Lola Run เป็นหนังที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเหนือจริงในทุกองค์ประกอบ ท่ามกลางบรรยากาศหนังในยุคนั้นที่เต็มไปด้วยการระเบิดฟอร์มยักษ์ใส่กันอย่าง Armageddon (1998, ไมเคิล เบย์) หรือ Blade (1998, สตีเฟน นอร์ริงตัน) แต่ Run Lola Run ของทีคเวอร์กลับมีแค่คนสามคนเดิน(หรือจริงๆ คือวิ่ง)อยู่ในเรื่องเท่านั้น รวมถึงการทำหนังที่ทำลายโครงสร้างการเล่าเรื่องเรียงลำดับจากต้นจนจบ-ซึ่งเป็นสูตรที่หนังฮอลลีวูดในยุคนั้นนิยมชมชอบ สู่การเล่าเรื่องสามรูปแบบที่แตกต่างกันเมื่อโลลาออกวิ่งทั้งสามรอบ และการออกวิ่งในแต่ละรอบของเธอ ก็นำพาชะตากรรมที่แตกต่างมาให้กับเหล่าผู้คนที่เธอพบระหว่างทางด้วย

ไอเดียหลักของการทำหนังเรื่องนี้ ทีคเวอร์เล่าว่ามันวนเวียนอยู่ในหัวเขามานานแสนนานแล้ว โดยเฉพาะภาพของหญิงสาว -ที่ถูกถ่ายด้วยระยะปานกลาง (Medium Shot) วิ่งวนไปมาทั่วทั้งเมือง “ผมว่าความคิดอยากจะทำหนังแบบไดนามิก (หนังที่มีความเป็นพลวัต) น่าจะเป็นความปรารถนาลึกๆ ของคนทำหนังส่วนใหญ่อยู่แล้วนะ และนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบดูหนังแอ็กชั่นกัน เพราะภาพยนตร์มันถ่ายทอดความเร็วได้ไง อย่างเรื่องนี้ ที่ว่าด้วยคนหนึ่งคนที่ออกวิ่งแล้วนำพาทุกสิ่งมาเชื่อมโยงกัน

“ผมชอบการเล่าเรื่องปลายเปิด เหมือนใน Wintersleepers (1997, ทีคเวอร์ / ว่าด้วยชะตากรรมของคนหลายคนที่ได้รับผลกระทบเป็นทอดๆ จากความเปลี่ยนแปลง) ที่จุดจบของหนังก็เป็นจุดเริ่มต้นเหมือนกัน” ทีคเวอร์สาธยาย “แม้แต่ใน Run Lola Run เองก็ใช้วิธีการเล่าซ้ำในหนัง และการเล่าแต่ละครั้งนั้นก็มีตอนจบของตัวเองที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละเหตุการณ์นั้นมีจุดจบได้เพียงแบบเดียวเท่านั้น คุณสลับตอนจบของแต่ละเหตุการณ์ไม่ได้แน่ๆ”

ทีคเวอร์

และตอนจบที่ไม่อาจสลับสับเปลี่ยนได้นี่เองที่ทำให้ทีคเวอร์อธิบายว่า กระบวนการทำงานของ Run Lola Run นั้นจุกจิกมาก โดยเฉพาะสตอรี่บอร์ดที่ต้องละเอียดและแม่นยำที่สุด “ฉากจำพวกตัวละครต้องยืนตรงไหน หรือระยะกล้อง พวกนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ครับ แถมการออกวิ่งทั้งสามครั้งของโลลานั้นก็คือวันเวลาเดียวกัน ฉะนั้น สภาพอากาศ แสง ก็ต้องเหมือนกันทั้งหมด และความวุ่นวายสุดๆ ของการถ่ายทำคือเรื่องเวลาและนาฬิกานี่แหละ เราเถียงกันแทบตายว่าการกระทำแบบนี้ๆ มันควรจะใช้เวลากี่นาทีกันแน่เพื่อให้ตัวละครออกวิ่งไปยังที่แห่งใหม่ แต่หมุดหมายทั้งหมดของเรื่องพวกนี้คือการที่โครงสร้างหนังมันถูกทำให้เลือนหายไป คนดูจะจับจ้องอยู่ที่ชีวิตของโลลาและมานนิเท่านั้น”

ความโหดหินของมันไม่ได้อยู่แค่เรื่องเบื้องหลังเท่านั้น แต่รวมไปถึงนักแสดงนำอย่างโพเทนเทอ -ซึ่งรับบทนี้ในวัย 24 ปี- ที่นอกจากวิ่งแทบทั้งเรื่องแล้ว เธอยังห้ามสระผมเด็ดขาดนานถึงเจ็ดสัปดาห์ (คุณพระ!) เพราะไม่เช่นนั้นสีแดงที่ย้อมผมของเธอจะลอกและเปลี่ยนสีจนดูไม่ต่อเนื่องในหนังอีกต่างหาก

“เธอสูบบุหรี่ด้วยนะ” ทีคเวอร์เล่า “แต่ต่อมาเธอก็ต้องเลิกไปเอง เพราะระหว่างถ่ายทำต้องวิ่งตลอด ไม่งั้นก็ไม่มีแรง”

หากแต่ถ้าถามโพเทนเทอแล้วละก็… “ฉันไม่ได้อยากเลิกบุหรี่หรอกนะ ไม่ได้อยากเพิ่มน้ำหนักเพื่อมาเล่นหนัง หรือต้องมาแสดงฉากโกรธแบบนี้ตลอดเวลาด้วย แต่มันก็เจ๋งดีอ่ะนะ… ยังไงก็ตาม ฉันคิดว่าโลลาเป็นเพียงเด็กสาวชาวเบอร์ลินธรรมดาที่สุดเท่าที่คุณจะนึกได้เท่านั้นเอง ไม่ใช่แบบ Tank Girl (ตัวละครในหนังสือคอมิก) ในเยอรมนีเด็กสาวส่วนใหญ่ก็เป็นแบบโลลาทั้งนั้น พวกเธอวิ่งพล่านไปทั่วทั้งเมืองกับสีผมหลากสไตล์นั่นแหละ” (และในเวลาต่อมา เธอให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้เปลี่ยนชีวิตเธอครั้งใหญ่หลังจากที่มันประสบความสำเร็จไปทั่วโลกและทำให้เธอต้องเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลากประเทศ “ถึงขั้นที่ฉันรู้วิธีเก็บกระเป๋าเดินทางภายในห้านาทีได้ ถ้าคุณบอกฉันว่าให้เดินทางไปฮ่องกงพรุ่งนี้ ฉันก็เก็บของเดินทางได้สบาย ไม่มีปัญหาเลย” เธอว่า)

นอกเหนือไปจากการกำกับและเส้นเรื่องชวนเหวอแล้ว Run Lola Run ของทีคเวอร์ยังโดดเด่นด้วยเพลงประกอบสุดจี๊ดทั้ง Running One และ Wish ที่ได้โพเทนเทอ(ซึ่งเธอเป็นนักร้องอยู่แล้ว)มาขับร้องให้ “ดนตรีเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการทำหนังนะครับ” ทีคเวอร์ว่า “ถ้าเพลงผิดแม้แต่นิดเดียวหนังก็พังได้เลย มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เชื่อคุณลองนึกถึงหนังเรื่อง Once Upon a Time in the West (1968, เซอร์จิโอ เลโอเน) แบบไม่มีดนตรีประกอบสิ! เพราะดนตรีกับภาพนั่นแหละคือภาพยนตร์แหละ”

ไม่เพียงเท่านั้น นักวิจารณ์หลายสำนักยังกล่าวว่า หนึ่งในความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้คือการที่มันผสานเอาปรัชญาอย่าง เจตจำนงเสรี (Free Will) ปะทะกับลัทธินิยัตินิยม (determinism – ที่เชื่อว่าการกระทำทุกสิ่งของมนุษย์นั้นถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว) ผ่านการออกวิ่งทั้งสามครั้งของโลลา ซึ่งเปลี่ยนชีวิตหญิงชรากับรถเข็นเด็กที่เธอพุ่งชน, ชายหนุ่มเสื้อสีแดงกับจักรยาน, หญิงสาวในที่ทำงานของพ่อ ฯลฯ ไปจนกระทั่งฉากในคาสิโนอันชวนระทึก

“สำหรับผมนะ Run Lola Run ก็เล่าเรื่องเหมือนที่หนังคลาสสิกส่วนใหญ่เล่ากันนั่นแหละ” ทีคเวอร์สรุป “ตัวละครถูกขับเคลื่อนไปด้วยแรงแห่งรัก มีเป้าประสงค์ที่ชัดเจน นั่นคือตัวละครเหล่านี้ต่างวิ่งไปสู่จอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) ทั้งนั้น เพียงแต่จอกในเรื่องนี้มันอยู่ในรูปแบบเงิน 100,000 มาร์คสเท่านั้นเอง”