App war ณัฏฐ์ กิจจริต ยรรยง คุรุอังกูร วริศรา ยู อร BNK 48 อร พัศชนันท์ เจียจิรโชติ แอปชนแอป

‘ความฝันต้องเกิดหยาดเหงื่อจึงได้มา’ คุยกับเหล่านักแสดงจาก App War บนโลกการแข่งขันสุดขีดคลั่งที่พวกเขาเผชิญ

Home / bioscope / ‘ความฝันต้องเกิดหยาดเหงื่อจึงได้มา’ คุยกับเหล่านักแสดงจาก App War บนโลกการแข่งขันสุดขีดคลั่งที่พวกเขาเผชิญ

*หัวข้อกระทู้จากเนื้อเพลง Shonichi (วันแรก) ของวง BNK48

ในวาระที่ App War ‘แอปชนแอป’ -ซึ่งเล่าถึงการขับเคี่ยวเอาชนะกันระหว่างทีมผลิตแอปพลิเคชั่นที่หน้าตาเหมือนกันสองแอปฯ เพื่อชิงเงินรางวัลจากเวทีสตาร์ตอัพ- กำลังเข้าโรงฉายอยู่ในขณะนี้ เราจึงชวนเหล่านักแสดงนำ อันได้แก่ นัท – ณัฏฐ์ กิจจริต ซึ่งรับบทเป็น บอมบ์ หัวหน้าทีมแอปพลิเคชั่น Inviter, จิงจิง – วริศรา ยู หรือ จูน หัวหน้าทีมแอปพลิเคชั่น Amjoin และ อร – พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ อร BNK48 ที่รับบทเป็น มายด์ นักศึกษาสาวผู้เป็นสายลับระหว่างสองทีม!

จุดที่เหมือนกันของทั้งสามคือ พวกเขาล้วนไม่ได้เดินและเติบโตบนเส้นทางของการแสดงหนังกระแสหลัก ทั้งตัวนัทเองที่ก่อนนี้เป็นที่รู้จักจากการแสดงเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอ (ภาพจำ โดย ป๊อป – ปองกูล) และหนังโฆษณา (RiAeDo ของ Eversense Thailand, Heartbeat…จังหวะจะรัก) หรือจิงจิงซึ่งเป็นนางแบบอาชีพ และอร ในฐานะไอดอลวง BNK48

และด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ในสายงานอาชีพของพวกเขานั้น มันขับเคี่ยวและแข่งขันกันหนักแค่ไหน!

 

นัท

สำหรับเราที่เป็นนักแสดงโฆษณาและเล่นเอ็มวีเพลงมาก่อน มองว่าวงการการแสดงแข่งขันกันสูงไหม

ในวงการนี้มันคงแข่งขันกันสูงแหละนะ (คิด) แต่เหมือนเราเป็นตลาดนี้มั้ง ไม่อยากใช้คำว่าอินดี้ เราก็อยู่ของเราแบบนี้ เหมือนความเข้าใจที่เรามีต่อการแสดงมันมากขึ้น อย่างเมื่อก่อน ผมมองว่าการแสดงต้องสูง ขาว นั่นนี่แต่พอชีวิตมันไม่ได้ดังทะลุเพดาน ได้ทำงานเล็กๆ น้อยๆ มาเรื่อยๆ เราก็ชิลล์ และแฮปปี้มากด้วย แสดงเสร็จก็กลับบ้านและไม่ได้คิดถึงปัจจัยอื่น เราคิดแค่ว่าจะจัดการบทยังไง คือตัวผมเป็นคนสังคมแคบด้วยมั้ง

 

แล้วถ้าเกิดไปแคสติ้งแล้วไม่ผ่าน -ซึ่งก็คงเคยผ่านมาแล้ว- เรามองว่ามันเกิดจากอะไร

ฟอร์มตก (หัวเราะ) เอาจริงๆ ก็มองแล้วก็คิดว่าทำอะไรไม่ได้ (หัวเราะ) เหมือนผมกับทูที่ลุคคล้ายกันอยู่นิดหน่อยแต่นิสัยจริงๆ ไม่คล้าย หรือสิ่งที่ทูมันเก่งหรือสิ่งที่ผมทำได้มันต่างกัน ก็ไม่ได้ทับกันขนาดนั้น แต่เวลาไปแคสต์งานก็จะมีคนบอกว่าคล้าย แต่เราทำอะไรไม่ได้ มันแล้วแต่ว่าตัวบทมันจะเรียกเราเอง เพราะสุดท้ายถ้าสมมติวันนั้นแคสต์งานไม่ได้ จะโทษอะไร คงคิดว่าเออ ฟอร์มตกละมั้ง (ยิ้ม)

ได้ข่าวว่าบนให้หนัง App War ด้วย

(หัวเราะ) ตอนผมมาแคสต์เป็นวันที่ผมต้องขึ้นรถทัวร์ไปปางอุ๋งพอดี เสร็จแล้วก็ไปบน บนว่าถ้าพี่เขาโทรกลับมาว่าผมได้ ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ อย่างน้อยๆ ถูกพูดถึงในด้านอื่นนอกจากรายได้ ผมบนไว้หล่อมากเลยนะ (ยิ้ม) ทีมงานบอกให้ผมกลับไปแก้บนผมก็แก้ละ ใช้พวงมาลัยร้อยพวง

 

คิดว่าถ้าไปเป็นสายลับเพื่อสืบงานสักอย่าง จะรอดไหม

คิดว่าถ้าได้เป็นสปายสายลับอาจจะรอดนะ ผมเนียนเก่งประมาณหนึ่ง (ยิ้ม) แต่คงไม่ไปหรอก มันดูต๊องๆ น่ะไปนั่งเป็นสปาย

 

 

จิงจิง

ในฐานะที่จิงจิงเป็นนางแบบอาชีพและเคยชนะไทยซูเปอร์โมเดลมาแล้วด้วย มองว่าการแข่งขันของอุตสาหกรรมนางแบบมันสูงไหม

เราว่าวงการไอดอลแข่งขันสูงกว่านะ อย่างในวงการนางแบบที่ไทย นางแบบที่ไทยมันมีกันอยู่แค่นี้น่ะ ที่คนใช้งานกันเยอะๆ แต่ละคนก็มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน อย่างแบรนด์นี้ต้องการคนลุคแบบนี้ ก็ใช้งานคนนั้น มันปัจเจกประมาณหนึ่ง มันอยู่ที่ผลงานของเราด้วย และนิสัยของเราด้วย สมมตินิสัยไม่ดีก็อยู่ในวงการนี้ได้หรอก ถ้าวงการนางแบบไทยนี่เคร่งมาก ถ้าไปทำนิสัยไม่ดีกับผู้ใหญ่นี่คือโดนแบนเลยนะ อยู่ที่ว่าคุณจะกลับมาได้ไหม หรืออาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย บางคนเป็นนางแบบชาวต่างชาติแล้วมาทำงานที่ไทย นิสัยไม่ดีใส่ก็โดนส่งกลับบ้านไปเลยก็มี

การเป็นนางแบบ ทำงานทุกงานมันได้รับบทบาทอยู่แล้ว แบรนด์นี้บอกว่าเราเป็นผู้หญิงสวย เศร้าและแพงมาก อีกแบรนด์หนึ่งอาจจะบอกว่า เราเป็นผู้หญิงน่ารัก จินตนาการเราต้องสูง

 

เห็นผลงานถ่ายแบบจิงจิงเยอะมาก ซึ่งก็แปลว่าจิงจิงได้รับความนิยมพอสมควร กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้เราเรียกร้องอะไรจากตัวเองเยอะไหมในการทำงาน

ให้พูดตรงๆ คือเราเรียกร้องตัวเองไม่สูงหรอก เราเก็บทุกอย่างเป็นประสบการณ์ อย่างไปทำงานที่เกาหลีแล้วกลับมาไทย ทุกคนก็ชมว่าทำงานเก่งขึ้นมาเลย ทุกคนบอกว่าทำงานเก่งขึ้นนะ (ยิ้ม) ชมไม่ขาดปากเลย อย่างล่าสุดที่คำชมที่เราภูมิใจจริงๆ เลยนะ คือมาจากพี่ณัฐ ประกอบสันติสุข ถ่าย Vogue ตอนนั้นไปถ่ายที่เกาะเต่า หลังกลับจากเกาหลี เหมือนพี่ณัฐบอกเล่าว่าเราเป็นสาวอกหักนะ เราต้องเศร้ามาก แววตาต้องเศร้า เราก็ถ่ายแววตาเศร้ามาก แล้วพี่ก็บอกว่า ขอแววตาแข็งกร้าว เป็นคนแข็งกร้าวที่เศร้าอยู่ แล้วเราก็ทำเลย แล้วสรุปเขาก็เอาช็อตนั้นแหละ พี่เขาชมว่า แกเป็นคนสมาธิดีมากเลยนะ ฉันพูดอะไรแกสามารถทำได้หมดเลย แกเก่งขึ้นเยอะมากแล้วเรารู้สึกดีใจมากๆ เพราะเจอพี่ณัฐตั้งแต่ยังเด็ก ตอนนี้เลยรู้สึกดี ภูมิใจเพราะช่างภาพลำดับต้นๆ ของไทยชมเราแบบนี้

 

ก่อนหน้านี้เคยแสดงหนังสั้นมาก่อน คิดว่ามันเหมือนหรือต่างกับหนัง App War ที่เรารับบทนำไหม

ก่อนหน้านี้เราเคยแสดงหนังสั้นมาก่อนก็จริงนะ แต่บทมันไม่ซับซ้อนเท่านี้ ผู้กำกับแทบไม่ได้บรีฟเลยที่เขาเลือกเราเพราะอยากให้เราเล่นเป็นตัวเอง แต่พอมาเล่นหนังเราต้องพยายามเข้าถึงตัวละครมากๆ ให้เป็นจูนนะ ไม่ใช่จิงจิง

แต่สำหรับเรา ใน App War บทที่ยากคือร้องไห้ เพราะเราเป็นคนร้องไห้ยาก เวิร์คช็อปเราก็ไม่ร้อง ทุกคนร้องไห้หมดเลยแต่เราไม่ร้อง ก็คิดอยู่ว่าตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เครียดมากเลยตอนนั้น ซ้อมกันอยู่นานเลย

 

คิดว่าถ้าไปเป็นสายลับเพื่อสืบงานสักอย่าง จะรอดไหม

ไม่เคยเอาความลับจากคนอื่นมีแต่เขาเอาความลับมาเล่าให้ฟัง (หัวเราะ) เราเป็นคนเก่งในเรื่องการสืบเองมากกว่า แต่ให้ไปถามอะไรเองแบบนี้ไม่ได้แน่นอน เพราะหลอกถามไม่เก่ง ถ้าเราจะถามก็จะถามตรงๆ แต่เป็นคนสืบอะไรจากสภาพแวดล้อมได้ดี เราขุดข้อมูลได้

 

 

อร

ในฐานะไอดอล BNK48 ที่มีการจัดลำดับความนิยมจากแฟนๆ ด้วย มองว่าการแข่งขันที่เราเจอมันสูงไหม

การแข่งขันของเรามันสูง อย่างที่รู้ว่ามีตัวจริง 16 คน คนที่ได้รับความนิยมจะมีโอกาสติดมากกว่าคนที่ไม่ได้รับความนิยม แต่ถ้ามองในแง่การตลาดบนโลกใบนี้ ถ้าคุณขายได้มันก็ดี มันจึงต้องแข่งขันกัน เหมือนเพลง Shonichi ที่บอกว่าเราเป็นเพื่อนกันแต่เราก็ต้องแข่งขันกัน คือมันจะเป็นความเจ็บปวดตรงนี้ แต่สำหรับเรา เราสนุกนะ เพราะมันทำให้เราไม่หยุดนิ่งต้องพัฒนาตัวเอง เหมือนเป็นไกด์ไลน์ เพราะถ้าหยุดนิ่งก็จบ คนอื่นก็ข้าม เราจึงอยู่นิ่งไม่ได้

อย่าง BNK48 ถ้าเราไม่มีวินัย ทัศนคติไม่ดี ก็แย่นะ คือคิดไม่ดี คิดร้าย ส่วนใหญ่เราจะโฟกัสงานสำคัญกว่า ถ้าเราไม่เต็มที่กับงาน แล้วอย่างที่บอกว่าในวงคนมันเยอะ ถ้าทำตัวแบบนี้ ก็จะโดนดอง คนอื่นที่มีศักยภาพมากกว่าก็จะข้ามไป

 

ที่บอกว่าการแข่งขันสูง อรต้องทำยังไงบ้างถึงจะอยู่กับมันให้ได้

อรเรียกร้องตัวเองสูงนะ มีช่วงหนึ่งถ่ายหนังหนักๆ และมันใกล้คอนเสิร์ต BNK และต้องแสดงเพลง River อันนั้นแหละยาก มันยากในการแบ่งเวลา ยากที่จะทำให้ดีทุกอย่าง ทีมงานเขาก็บอกแล้วว่าบล็อคกิ้ง 16 คนต้องได้ก่อนคอนเสิร์ต แล้วอรตอนนั้นถ่ายงาน คนอื่นไปครึ่งเพลงแล้วเรายังไม่ได้สักท่าเลยทั้งที่เป็นเซ็นเตอร์ สุดท้ายเราต้องรับท่า จำบล็อค จำท่าทุกอย่างภายในชั่วโมงเดียว สุดท้ายก็ผ่านมันไปได้ (ตบมือ) แต่ว่าตอนนั้นอรเครียด กดดัน นั่งดูคลิปแล้วน้ำตาไหลเลย มันกดดันเพราะเราต้องทำให้ดี เพราะโอกาสมันมาแล้ว อรเป็นคนไม่ชอบเสียโอกาส ถ้าเราได้โอกาสมาเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด

อีกอย่างคือมันเป็นหน้าที่ที่ค้ำคออยู่ อรไม่ชอบเสียโอกาส ก็ต้องทำให้ดีที่สุดแม้จุดนั้นเราจะเหนื่อยหรือไม่โอเคเลย ทุกวันนี้เราก็ใช้ชีวิตกับการแข่งขันกันสูงๆ เราคิดตลอดว่าทำไปเพื่อใคร เพื่ออะไร ถ้าเป้าหมายมันชัดเจนแล้วระหว่างทางก็เป็นเรื่องง่าย

 

 

มีฉากที่ยากสำหรับเราไหม

ที่ยากที่สุดน่าจะเป็นฉากที่จะไปแอ๊วพระเอกแล้วเราต้องพูดเยอะกว่าเดิม เหมือนรุกเขา แล้วต้องเปลี่ยนโหมดเป็นอีกโหมดหนึ่ง สลับอารมณ์ ในบทบทหนึ่งมันมีหลายอารมณ์มันเลยยาก อรว่าฉากร้องไห้ยังง่ายกว่าฉากนี้อีก

 

คิดว่าถ้าไปเป็นสายลับเพื่อสืบงานสักอย่าง จะรอดไหม

อรว่าทำได้เพราะอรหลอกถามเก่ง (หัวเราะ) คือถ้าเรามีจุดประสงค์ก็อาจจะถามได้นะ ทุกคนมีสัญชาติญาณการเอาตัวรอดอยู่แล้วใช่ไหม คืออาจไม่ต้องถามแต่ขโมยมาเลย หรือว่าอาจจะคลุกคลีเอาข้อมูลมา คือคิดว่าน่าจะรอดแหละ ข้อมูลเราก็ขุดได้ ทุกอย่างมีหลักฐานบนโซเชียลฯ อรว่ามันเป็นปกติของคนนะ แอบส่องแอบขุด น่าจะเคยกันอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ (ยิ้ม)

 

App War ฉายแล้วนะจ๊ะวันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์