BIOSCOPE Brad Pitt Christian Bale Jessica Chastain terrence malick

#อย่าเห็นฉันเป็นสนามอารมณ์ บันทึก(ชะตา)กรรมนักแสดงในหนังของ เทอร์เรนซ์ มาลิค

Home / bioscope / #อย่าเห็นฉันเป็นสนามอารมณ์ บันทึก(ชะตา)กรรมนักแสดงในหนังของ เทอร์เรนซ์ มาลิค

ในบรรดาผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าอาร์ตตัวพ่อ ชื่อของ เทอร์เรนซ์ มาลิค น่าจะติดโผอย่างไม่ต้องสงสัย การันตีด้วยการทำหนังนิ่งเนิบ เน้นสายลมแสงแดดและปรัชญาชีวิตทุกเรื่อง ทั้งยังโดดเด่นด้วยงานภาพที่งดงามอย่างหาตัวจับได้ยาก

แต่กว่าจะไปเป็นความอาร์ตที่เราได้เห็นกันในหนังของเขา ทีมงานและนักแสดงของมาลิคก็ได้ผ่านกระบวนการอาร์ตเหล่านั้นมาแล้วอย่างจุใจ ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นชะตากรรมของเหล่านักแสดงที่ต้องร่วมงานกับเขาเลยทีเดียว และใครจะเจอกับอะไรบางนั้น ตามอ่านกันเลยจ้า

 

เหล่านักแสดงจาก Days of Heaven (1978)

มาลิคออกฤทธิ์ความอาร์ตมาตั้งแต่หนังเรื่องแรกๆ ในชีวิตผู้กำกับของเขา โดย Days of Heaven เป็นหนังดราม่า-โรแมนติกที่เล่าถึงชีวิตวายป่วงของ บิลล์ (ริชาร์ด เกียร์) หนุ่มโรงงานที่พลั้งมือฆ่าคนตายโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจึงพา แอ็บบี (บรูค อดัมส์) แฟนสาวหนีจากสถานที่เกิดเหตุไปสร้างชีวิตใหม่ในเมืองอื่น โดยไปรับจ้างเป็นคนเก็บไร่ให้เจ้าของฟาร์ม (แซม เชพาร์ด) โดยโกหกเจ้าของไร่ผู้เป็นนายว่าเขาและแอ็บบีเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกัน เรื่องยิ่งเดือดเมื่อเจ้าของไร่เกิดไปตกหลุมรักแอ็บบีเข้าและขอเธอแต่งงาน โดยเขาใจว่าแอ็บบีและบิลล์คือพี่น้องกัน… ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่!

เห็นเรื่องดราม่าเข้มข้นขนาดนี้ แต่หลังจากถ่ายทำไปได้แค่ระยะเวลาสั้นๆ มาลิคกลับโยนบทหนังทิ้งทั้งก้อน และปล่อยให้เหล่านักแสดงนำ -ซึ่งคือเกียร์, อดัมส์ และเชพาร์ด- “ค้นหาเรื่องราวของเหล่าตัวละครด้วยตัวเอง” จนจบ ซึ่งก็ทำให้กระบวนการถ่ายทำกินเวลานาน ทั้งยังเรียกร้องความเข้าใจจากบทและพลังการแสดงจากเหล่านักแสดงอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่หนักหนาว่าการแสดงคือการตัดต่อ ที่มาลิคใช้เวลาถึงสองปีเต็ม กว่าจะจัดการฟุตเทจยาวยืดทั้งหมดให้กลายเป็นหนังความยาว 90 นาทีได้ (โถ)

 

บิลลี บ็อบ ธอร์นตัน, เอเดรียน โบรดี จาก The Thin Red Line (1998)

จะเป็นอย่างไรหากมาลิคทำหนังสงคราม! …คำตอบคือมันก็ยังคงเป็นหนังดราม่าที่งดงามราวกับบทกวีอยู่ดี แถมนักแสดงยังต้องเผชิญชะตากรรมสุดเหวอ เริ่มกันจากบิลลี บ็อบ ธอร์นตัน ที่มาลิคให้เขามาเป็นผู้ให้เสียงบรรยายตลอดหนังทั้งเรื่อง โดยธอร์นตันต้องอ่านสคริปต์ยาวเหยียด อัดเสียงอยู่นานกว่า 3 ชั่วโมง (!!) จนทั้งหมดนี้ทำให้เขาเข้าใจว่าหนังทั้งเรื่องนี้น่าจะมีเสียงเขาพากย์คลออยู่ตลอด

แต่พอหนังฉายจริง ธอร์นตันกลับพบว่าไม่มีเสียงเขาเลยแม้แต่คำเดียว (กรี๊ดด!) กลายเป็นมาลิคให้นักแสดงนำทั้งแปดคนมาให้เสียงคนละนิดคนละหน่อยแทน

แต่ชะตากรรมที่ธอร์นตันเผชิญก็ไม่ต่างอะไรกับที่เอเดรียน โบรดีเจอ เพราะเขาเข้าใจ(เอาเอง)ว่าด้วยบทและฟุตเทจที่ถ่ายทำไปมหาศาล เขาน่าจะเป็นหนึ่งในนักแสดงนำที่ปรากฏตัวบนจอมากที่สุดคนหนึ่ง แต่ก็อีกเช่นกันที่มาลิคได้กระทำความอาร์ตด้วยการยำ ตัดต่อหนังเสียใหม่จนเมื่อฉายรอบปฐมทัศน์ โบรดีถึงกับช็อคที่พบว่าตลอดระยะเวลาเกือบสามชั่วโมงของหนัง แทบไม่มีเขาปรากฏตัวเลยแม้แต่นิด!

 

คริสเตียน เบล และ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ จาก The New World (2005)

และฟ้าก็ได้ส่ง คริสเตียน เบล มาเป็นผู้ท้าชิงความอาร์ตของมาลิค!

โดยใน The New World -หนังดราม่าความยาวร่วมสามชั่วโมงที่เล่าถึงคนอังกฤษที่เดินทางไปตั้งรกรากในรัฐเวอร์จิเนียในปี 1607- เบลซึ่งรับบทเป็นหนึ่งในชาวอังกฤษที่ต้องเผชิญหน้ากับคนพื้นเมือง เล่าว่าเขานั้นได้ยินกิตติศัพท์การกำกับแสนพิศดารของมาลิคมานักต่อนัก และอยากรู้ว่าหากระหว่างที่ถ่ายทำเขาเกิดเดินออกจากเฟรมกล้องไป มาลิคจะทำอย่างไร เพื่อจะหาคำตอบ ระหว่างที่ถ่ายทำฉากดราม่าแสนเครียด เบลจึงเดินดุ่ยๆ ออกจากเฟรมและพุ่งตรงเข้าไปในกลุ่มทีมงานที่นั่งกองกันอยู่ แต่ที่เหนือกว่าคือมาลิคดันไม่สั่งคัตและตามถ่ายเบลด้วย! “หลังจากนั้นเหรอครับ ทีมงานก็แตกฮือกันทั้งกอง” เบลเล่าหน้าตาเฉย “พวกเขาวิ่งหน้าตั้ง กระโดดเข้าพุ่มไม้หรืออะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาไม่ติดเข้ากล้องเพื่อให้มาลิคยังถ่ายผมได้อะ!”

(อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่มาลิคจะยังตามถ่ายเบล เพราะตัวเขาในฐานะผู้กำกับ ได้ตกลงกับ เอ็มมานูเอล ลูเบซกี ผู้กำกับภาพ -ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นทีมงานคู่บุญอีกคนของมาลิค- ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทีมกล้องมีหน้าที่ตามเก็บตามถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้า… หรืออะไรก็ตามที่ลางสังหรณ์ของลูเบซกีบอกว่าดี ก็ให้ถ่ายติดมาด้วย!)

ขณะที่นักแสดงจอมเก๋าอย่างคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ไม่ได้สนุกสนานกับความอาร์ตของมาลิคเท่าเบล เพราะฉากแสนสำคัญของเรื่องที่ตัวละครของเขาต้องพูดบทสนทนายาวเหยียดและเคร่งเครียดนั้น ถูกมาลิคเอาไปใส่เป็นเสียงประกอบแผ่วๆ ในหนังเท่านั้น จนพลัมเมอร์ถึงกับลั่นวาจาว่าจะไม่ทำงานกับมาลิคอีกแล้วนับจากนี้!

แบรด พิตต์ และ ฌอน เพ็นน์ ใน The Tree of Life (2011)

หนังเล่าถึงครอบครัวโอไบรอันที่สูญเสียลูกชายคนหนึ่งไปอย่างไม่มีวันกลับ ของหัวหน้าครอบครัวอย่างนายโอไบรอัน (แบรด พิตต์) และคุณนายโอไบรอัน (เจสสิกา แชสเทน)

ฉากที่สวยงามราวกับเป็นบทกวีอันแสนลือลั่นของหนังเรื่องนี้คือฉากที่ผีเสื้อตัวน้อยบินร่อนลงที่ปลายนิ้วของแชสเทน และลูเบซกี -ผู้กำกับภาพที่กลับมาร่วมงานกับมาลิคอีกหน- ก็บังเอิญจับภาพนี้ไว้ได้ทัน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าของการถ่ายทำ ระหว่างที่แชสเทนและพิตต์กำลังซักซ้อมบทอย่างดิบดีนั้น มาลิคเกิดเห็นผีเสื้อบินไปมาอยู่แถวนั้นจึงให้แชสเทนไปยืนใกล้ๆ และสั่งให้ลูเบซกีคอยตามเก็บภาพไว้ โดยที่ เอ่อ… ทิ้งให้พิตต์ยืนซ้อมการแสดงอยู่คนเดียวเหงาๆ ที่เดิม (; ̄Д ̄)

ขณะที่เพ็นน์ ซึ่งรับบทเป็นหนึ่งในลูกชายของพิตต์ในวัยผู้ใหญ่ เล่าว่าเขาไม่เคยอ่านบทหนังเรื่องไหนที่งุนงงและไม่เข้าใจอะไรเลยได้มากเท่าบทหนังของมาลิค “คือตามปกติแล้ว ยิ่งสคริปต์หนังเข้าใจง่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นใช่ไหม แต่นี่ไม่ใช่เลย คือสำหรับผม การที่มันคลุมเครือและเข้าใจยากเช่นนี้มันก็งดงามและส่งผลต่อตัวหนังไม่น้อย แต่ก็นะ จนถึงตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจเลยว่าตอนที่ถ่ายหนังน่ะผมทำอะไรอยู่ หรือควรทำอะไรกันแน่ แล้วเทอร์รีก็ไม่ยอมอธิบายอะไรให้เคลียร์สักอย่างเลยด้วย”

 

เหล่านักแสดงจาก To the Wonder (2012)

หนังว่าด้วยความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครอย่าง To the Wonder ซึ่งเล่าถึงชายหนุ่ม (เบน แอฟเฟล็ค) ที่กลับไปพูดคุยกับคนรักสมัยยังเด็ก (ราเชล แม็กอดัมส์) อีกครั้งหลังจากมีปัญหากับแฟนสาวชาวฝรั่งเศส (โอลกา คูรีเลนโก) ที่คบอยู่ในปัจจุบัน

มาลิคยังคงความอาร์ตเช่นเดิมด้วยการไม่แจกบทหนังให้นักแสดง แต่ให้พวกเขาคิดและเขียนบทในทุกๆ เช้าแทน (!!) พร้อมทั้งขอให้พวกเขาแสดงอารมณ์ของตัวละครออกมาโดยปราศจากบทพูด แถมความที่ไม่มีบทเป็นรูปเป็นร่างนี่เองที่ทำให้เขาเพิ่มตัวละครได้ตามใจ โดยเฉพาะบทรับเชิญของแชสเทนที่บังเอิญมาเยี่ยมเยือนกองถ่ายและมาหาเพื่อนเท่านั้น แต่มาลิคคิดว่าคงดีหากมีเธออยู่ในหนังด้วย ก็เลยงอกตัวละครขึ้นมาสดๆ ในนาทีนั้นเอง (และแชสเทนก็รับแสดงด้วยนะ!)

อย่างไรก็ดี คูรีเลนโกนั้นสืบทราบมาดีถึงนิสัยชอบตัดตัวละครทิ้งขว้างของเขา เธอจึงจับเขามานั่งสัญญาด้วยกันว่าจะไม่ตัดตัวละครของเธอทิ้งในหนังเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

 

คริสเตียน เบล (อีกครั้ง) จาก Knight of Cups (2015)

สมกับเป็นนักแสดงผู้ท้าทายความอาร์ตของมาลิคได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ เพราะเบลกลับมาร่วมงานกับมาลิคอีกครั้งหลัง The New World และมาลิคก็ตอบแทนเบลและแก๊งนักแสดงอย่างจุใจด้วยการไม่มีบทหนังให้ (หืม!) โดยเขาขอให้นักแสดงทุกคนแสดงอารมณ์ของตัวละครขึ้นมาสดๆ แทน โดยเฉพาะกับเบล -ในฐานะนักแสดงนำ- มาลิคไม่ได้บอกอะไรเขาเลย ทำให้เบลถ่ายทำหนังทั้งเรื่องโดยไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวละครของเขาบ้าง

อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มีบท แต่มาลิคก็ยังมีเมตตา (…ถ้าจะเรียกอย่างนั้นน่ะนะ) กับนักแสดงอยู่บ้าง เพราะเขาจะเขียนบทสนทนาแบบสุ่มๆ วางกองๆ ไว้และบอกให้นักแสดง “เลือกพูดเฉพาะท่อนที่อยากพูดได้เลย” แต่อนิจจา ชะตากรรมของนักแสดงนำอย่างเบลนั้นทำให้เขาต้องแบกรับภาระกว่าคนอื่นเพราะมาลิคไม่ยอมให้เขาได้ใช้บทพูดในนี้ ทำให้เบลต้องไปด้อมๆ มองๆ นักแสดงคนอื่นเวลาเข้าฉากเพื่อจะได้รู้ว่า เขาควรแสดงอะไรหรือพูดแบบไหนเมื่อถึงฉากของตัวเอง

 

เหล่านักแสดงจาก Song to Song (2017)

เช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา มาลิคยังคงท็อปฟอร์มด้วยการ “ไม่มีบท” ให้นักแสดงและทีมงาน หนังทั้งเรื่องจึงถ่ายทำไปอย่างที่ไม่มีใครหน้าไหนรู้ทั้งสิ้นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แถมความโหดอีกอย่างของการถ่ายทำคือ เรื่องเล่าทั้งหมดกินเวลายาวนานสองปี แต่พวกเขามีเวลาถ่ายทำเพียง 40 วันเท่านั้น ทำให้ต้องถ่ายทำกันตั้งแต่เช้าถึงมืดค่ำ และมีเวลาพักกินข้าวมื้อเที่ยงพียง 30 นาทีเท่านั้น แม้กระทั่งเวลาไปนั่งอยู่บนรถเพื่อเคลื่อนย้ายสถานที่ถ่ายทำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง มาลิคก็ยังอุตส่าห์ตามถ่ายเก็บไว้ เงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่จะหยุดถ่ายเหล่านักแสดงคือเมื่อเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า (…)

Image may contain: 1 person, text

BIOSCOPE Theatre

เสาร์ที่ 4 สิงหาคม
รับชม Knight of Cups ได้ตลอด 24 ชม.

ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre