‘การทำหนังคือการวิ่งมาราธอน’ การกำกับหนังของ เบน แอฟเฟล็ค จากคนหน้ากล้องสู่คนหลังกล้อง

Home / bioscope / ‘การทำหนังคือการวิ่งมาราธอน’ การกำกับหนังของ เบน แอฟเฟล็ค จากคนหน้ากล้องสู่คนหลังกล้อง

ไอ้หนุ่มหน้าหล่อและมีคางบุ๋มอันเป็นเอกลักษณ์ ที่แจ้งเกิดจากการเขียนบทร่วมกับเพื่อนรักอย่าง แม็ตต์ เดมอน ใน Good Will Hunting (1997, กัส แวน แซนต์) ด้วยการคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, เป็นนักขุดเจาะน้ำมันที่ต้องเดินทางไปหยุดอุกกาบาตนอกโลก, นายทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง, ซูเปอร์ฮีโร่ตาบอดผู้สวมชุดแดง, ผัวที่อยู่ดีๆ เมียก็หายตัวไป มาจนถึงบทล่าสุดกับ แบตแมน อัศวินรัตติกาลแห่งจักรวาลดีซี

แหงล่ะ เรากำลังพูดถึง เบน แอฟเฟล็ค!

ที่ผ่านมา เราคงจดจำแอฟเฟล็คได้จากหลากบทบาท -ดังที่เราระบุข้างต้น- หากแต่ผลงานที่ ‘สร้างชื่อ’ ให้เขาเป็นที่รู้จักในฮอลลีวูดและในวงกว้างคือการคว้าออสการ์รางวัลเขียนบทยอดเยี่ยมร่วมกับเพื่อนรักอย่างเดมอน ก่อนที่ในเวลาต่อมา แอฟเฟล็คจะหันมากำกับหนังเอง… แถมยังเป็นหนังรางวัลทั้งนั้นเลยด้วย!

อย่างไรก็ดี บทภาพยนตร์ของ Good Will Hunting นั้นเริ่มมาจากเดมอนที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และต้องเขียนบทภาพยนตร์ส่งอาจารย์ และลากเอาเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กอย่างแอฟเฟล็คให้มาช่วยเขียนบทด้วย (แอฟเฟล็ครู้จักเดมอนมาตั้งแต่เขาอายุ 8 ขวบและดามอนอายุ 10 ขวบ เขาเล่าว่าอุปสรรคเดียวของพวกเขาในวัยเด็กคือ จักรยานของเดมอนคันใหญ่เกินกว่าที่แอฟเฟล็คตัวน้อยจะปั่นได้ …แม้ว่าตอนนี้แอฟเฟล็ค -ด้วยความสูง 192 ซม.- จะสูงนำหน้าเดมอนไปมากแล้วก็ตาม)

matt damon and ben afflect in Good Will Hunting

“แม็ตต์ขอให้ผมช่วยเขียนบทหนังให้หน่อย เพราะไม่รู้จะเริ่มหรือจบยังไงดี” แอฟเฟล็คย้อนความหลัง “เราสองคนเลยเริ่มลงมือเขียนบทด้วยกัน ไอเดียหลักๆ ของเราคือ ไอ้เด็กอัจฉริยะกับเพื่อนกังๆ ของเขา ที่อยู่ดีๆ ก็เป็นที่สนใจของรัฐบาลขึ้นมาเพราะความพิเศษของเขาเอง ซึ่งเราคิดว่ามันคล้ายกับหนังอย่าง Beverly Hills Cop (1984, มาร์ติน เบรสต์) หรือ Midnight Run (1988, เบรสต์) มากไปหน่อย คือหนังแบบที่เล่าเรื่องเด็กจากบอสตันที่ยื่นมือให้ความช่วยเหลือสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA)”

เพื่อจะฉีกไปจากหนังสูตรสำเร็จที่ว่าด้วยคนโนเนมกลายมาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือภาครัฐ ทั้งแอฟเฟล็คและเดมอนจึงลงเอยด้วยการดื่มเบียร์นับสิบขวด แล้วโพล่งทุกอย่างที่พวกเขาคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดีของบทหนังเรื่องนี้ใส่เทป “ตอนนั้นเราเอาแต่คิดว่า คนที่จะมาเล่นเป็นศาสตราจารย์ได้นี่ต้องเป็น มอร์แกน ฟรีแมน หรือ โรเบิร์ต เดอ นีโร แหงๆ ฉะนั้นตอนที่เราทั้งเมาทั้งพูดความคิดออกมา เราเลยมีภาพพวกเขาทั้งสองคนในหัวตลอด น่าเขินเนอะ”

อย่างไรก็ตาม หลังจากความสำเร็จของ Good Will Hunting แล้ว แอฟเฟล็คก็ไม่ได้เข้าไปจับงานเบื้องหลังอีก กระทั่งเมื่อเขากำกับ Gone Baby Gone (2007) ซึ่งเล่าถึงสองนักสืบในบอสตันที่เข้ามาพัวพันกับคดีลักพาตัวเด็ก และส่งชื่อของแอฟเฟล็คชิงสาขาผู้กำกับหน้าใหม่จากหลายเวทีในเทศกาลหนัง (ขณะที่ตัวหนังเองถูกนักวิจารณ์แซวว่าเป็นหนัง ‘พี่หาบน้องคอน’ เพราะได้ เคซีย์ แอฟเฟล็ค น้องชายแท้ๆ ของเบนมาแสดงนำ)

“การได้กำกับหนังมันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ นะครับเพราะมันเหมือนเราได้เป็นฝ่ายดูว่าจะเล่าเรื่องอย่างไร” แอฟเฟล็คเล่าถึงงานกำกับครั้งแรกของเขา “โคตรจะรู้สึกดีเลยนะที่เราอาจจะประสบความสำเร็จหรือเจ๊งเพราะตัวเราเองล้วนๆ มันอาจจะเปรี้ยงหรือมันอาจจะแป้ก ก็เป็นเรื่องที่ทั้งน่าวิตกและน่าพึงพอใจในเวลาเดียวกัน สำหรับผมนะ ผมชอบที่ได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองน่ะ”

แอฟเฟล็คกลับมาทำงานเบื้องหลังอีกครั้งในฐานะผู้กำกับ The Town (2010) หนังปล้นที่มีมากกว่าฉากปล้นซึ่งทำคำวิจารณ์และรายได้งดงาม หากแต่หนังที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในฐานะคนทำหนังที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากออสการ์และอุตสาหกรรมหนังคือ Argo (2012) ที่คว้ารางวัลหนังแห่งปีมาครอง เช่นเดียวกับสถาบันใหญ่ๆ อย่างลูกโลกทองคำ (หนังยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม), BAFTA (หนังยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม) โดยเล่าถึงเจ้าหน้าที่ CIA ที่ต้องปฏิบัติภารกิจพาตัวประกันชาวอเมริกันจากการถูกจับกุมของชาวอิหร่านให้ได้

แน่นอนว่ามันเป็นหนังการเมืองที่วิพากษ์ระบบการทำงานของภาครัฐของอเมริกาผ่านการทำงานของเจ้าหน้าที่ CIA ทั้งยังขยับไปสู่การเมืองในสเกลใหญ่ขึ้นด้วยการพูดถึงผู้ก่อการร้ายและประเด็นแสนจะอ่อนไหวอย่างเรื่องของศาสนา -ซึ่งด้านหนึ่งก็ดูเป็นหนังที่ ‘โดนใจ’ อเมริกาอยู่ไม่น้อย- หากก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยอดเยี่ยมในแง่รายละเอียดและการเกาะกุมประเด็นของหนัง ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการกำกับที่แน่วแน่ในเรื่องที่จะเล่าจากแอฟเฟล็ค

“เวลาทำหนัง ผมถือว่าเราได้เปรียบนะเพราะมีเรื่องที่คนอื่นทำมาก่อนอยู่แล้วรอคุณไปเก็บเกี่ยวมากมาย แต่คุณแค่ต้องรู้ให้ได้ว่าจะเก็บอะไรมา ซึ่งนั่นแหละเรื่องใหญ่ รู้ว่าจะให้ใครมาดูเรื่องงานสร้าง ใครจะดูเรื่องเทคนิค

“การทำหนังเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอนเลยครับ ครั้งแรกที่ผมลงวิ่ง ผมไม่แน่ใจว่าจะวิ่งได้ถึงเส้นชัยไหม แต่รู้ว่ามันต้องมีทางจบหนังลงให้ได้ และนั่นแหละที่ผมโฟกัส จนถึงตอนนี้การทำหนังก็ยังเป็นเรื่องชวนเครียดอยู่ แต่มันต่างออกไปนิดหน่อย อย่างน้อยผมก็ผ่อนคลายมากขึ้น แต่มันก็อยู่บนฐานที่ว่าเราทำงานหนักมากที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะครับ”

Live by Night (2016) หนังลำดับต่อมาที่แอฟเฟล็คกำกับและเขียนบท เล่าถึงแก๊งนักเลงกับการปะทะกันในยุคที่ศาสนาคริสต์เรืองอำนาจเต็มที่ ได้รับคำวิจารณ์ระดับกลางๆ ที่น่าจับตาคือหนังเรื่องต่อไปที่เขาจะกำกับ (และแสดงนำ) อย่าง Witness for the Prosecution ที่ได้ คริสโตเฟอร์ คีย์เซอร์ คนเขียนบทจากซีรีส์ Tyrant มาเขียนบทให้ ขณะที่ตัวแอฟเฟล็คยังลงมือเขียนบทหนังร่างแรกของ The Batman ที่ได้ แม็ตต์ รีฟส์ มากำกับด้วย

 

ติดตามชมแอฟเฟล็คใน Daredevil ได้ ทาง Mono29
วันที่ 8 ส.ค. เวลา 18.15 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv