Robert Redford Sundance Film Festival

ในวันที่ปลดเกษียณ: โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ไอ้หนุ่มหล่อผมแดงจอมขบถผู้ก่อตั้งเทศกาลหนังซันแดนซ์

Home / bioscope / ในวันที่ปลดเกษียณ: โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ไอ้หนุ่มหล่อผมแดงจอมขบถผู้ก่อตั้งเทศกาลหนังซันแดนซ์

“ชั่วทั้งชีวิต ผมดึงดันอยู่ด้วยความรู้สึกผิดตลอดเวลาเพราะรู้สึกว่า มันช่างมีความแตกต่างมหาศาลเหลือเกิน ระหว่างรูปลักษณ์ที่ผมมี และสิ่งที่ผมรู้สึกข้างใน”

นั่นคือประโยคที่ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด กล่าวไว้หลังจากเขารับบทบาทเป็นนักปล้นหนุ่มหน้าหล่อที่ถูกตำรวจไล่กวดอย่างเอาเป็นเอาตายใน Butch Cassidy and the Sundance Kid (1969, จอร์จ รอย ฮิลล์), นักสกีก้าวร้าวหัวแข็งแห่ง Downhill Racer (1969, ไมเคิล ริตชี) และนักต้มตุ๋นที่ตลบหน้าตลบหลังทั้งแก๊งมาเฟียและเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก The Sting (1973, ฮิลล์) ซึ่งเรื่องหลังสุดนี้ส่งเขาเข้าชิงออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยมด้วย

และในวาระที่เขาเพิ่งประกาศปลดเกษียณตัวเองจากการแสดง ไปสู่การเป็นผู้กำกับและคนเบื้องหลังอย่างเดียวนั้น เราจึงอยากพาทุกคนมาย้อนดูความสำเร็จในวันวานของเขา ทั้งในแง่การเป็นนักแสดง, คนทำหนัง และผู้ก่อตั้งเทศกาลซันแดนซ์!

 

หนุ่มผมแดงจอมขบถ

หากแต่ความรุ่งโรจน์ของงานแสดงและภาพลักษณ์ ‘หนุ่มหล่อจอมขบถขวัญใจชาวอเมริกัน’ กลับกลายเป็นตะกอนถ่วงในใจของเรดฟอร์ดในวันที่เขาดังเป็นพลุแตก “ผมมาตระหนักได้ว่า ผมเอาแต่เล่นเกมกับชื่อเสียงมาตลอดทั้งชีวิต และนาทีนั้นเองที่ผมกลัวจับใจจนต้องปรับตัวเสียใหม่

“ผมไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับมีคนห้อมล้อมบอกว่ารูปหล่อหรืออะไรทั้งนั้น” เขาเล่า ย้อนวัยไปถึงยามยังเป็นเด็ก หวังจะได้ท่องโลกกว้างและทำตามความปรารถนานั้นได้ตอนที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน “แต่เป็นไอ้เด็กหน้าตกกระ หัวแดงยุ่งเหยิงแบบที่เป็นเป้าให้คนรุมแกล้ง และยังเป็นเด็กที่ใครก็เอาไม่อยู่อีกด้วย ทุกคนจะบอกผมว่า ‘ไอ้หนู ช้าลงหน่อย’, ‘นั่งลง’, ‘หยุดนะ’ ไม่ก็ ‘หายไปไหนมาน่ะ ฮึ'”

ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่สวนทางจากการเป็นเด็กบ้านทุ่งที่แซนตาโมนิกา ก่อปัญหาให้เรดฟอร์ดอย่างมากในทันทีที่เขากลายเป็นขวัญใจมหาชน เมื่อแสงสปอตไลต์สาดใส่ การใส่ชุดสูทหรู และพยายาม ‘เป็น’ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ในแบบที่สื่ออยากให้เขา ‘เป็น’ ก็กัดกินเขาในเวลาต่อมา “นั่นแหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของการถูกย่นย่อตัวตน เพราะคุณจะเห็นตัวเองก็แค่ตอนที่อยู่ใต้แสงสว่างเท่านั้น เป็นเรดฟอร์ดที่เป็นดาราดัง และเขาก็เป็นได้แค่นั้นแหละ… ทั้งที่คุณรู้ว่าคุณเป็นได้มากกว่านั้น แสดงได้มากกว่านั้น ทำงานได้มากกว่านั้น”

 

สู่เส้นทางผู้กำกับ

เรดฟอร์ดตัดสินใจกำจัดตะกอนที่ถ่วงอกของเขาออกด้วยการเดินหน้าศึกษาเรื่องภาพยนตร์อย่างจริงจัง เขาจัดงานเสวนาที่ว่าด้วยคนทำหนัง และมันได้งอกงามขึ้นจนกลายเป็นแล็บเล็กๆ ที่ห้อมล้อมด้วยผู้กำกับและคนเบื้องหลังมาเสวนาชุมนุมกัน พร้อมกันนั้น -อย่างแน่วแน่และอาจหาญ- เรดฟอร์ดในวัย 44 ปีก็ตัดสินใจกำกับหนังเรื่องแรกอย่าง Ordinary People (1980) หนังดราม่าที่เล่าถึงครอบครัวหนึ่งที่ต้องรับมือกับการสูญเสียลูกชายไป

แต่หนทางตั้งต้นของไอ้หนุ่มหล่อแห่งฮอลลีวูดในการทำหนังเรื่องแรกก็ไม่ง่าย เรดฟอร์ดเดินหน้าขายโปรเจ็กต์ให้สตูดิโอหลายแห่งแต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้งด้วยเหตุผลที่ว่าหนังน่าจะขายออกยาก ทั้งตัวละครหลักยังเป็นผู้หญิงที่ทุกข์ตรมและเศร้าสร้อย กระทั่งเมื่อ แบร์รี ดิลเลอร์ ประธานอาวุโสของค่ายพาราเม้าต์รู้เรื่องโปรเจ็กต์ทำหนังของเรดฟอร์ดเข้า และวางใจให้ทุนเขามาก้อนหนึ่งทันที

Ordinary People (1980)

และ Ordinary People ก็ได้กลายเป็นหนังที่เรดฟอร์ดนิยามว่า ‘เปลี่ยนชีวิต’ เขาไปโดยสิ้นเชิง เมื่อมันคว้ารางวัลออสการ์มาสี่สาขา (จากการเข้าชิงหกสาขา) รวมถึงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย!

“อันที่จริงมันยากทีเดียวเพราะผมไม่เคยกำกับมาก่อน ในฐานะนักแสดง ผมตั้งใจปฏิเสธที่จะเรียนรู้อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องเชิงเทคนิคในอุตสาหกรรมนี้เพราะคิดว่ามันอาจส่งผลต่อการแสดงของผมได้” เขาว่า “ผมแค่อยู่ในส่วนที่เป็นพื้นที่ของผมเท่านั้น ไม่งั้นก็จะเอาแค่คิดว่า ‘พวกเขาใช้เลนส์นี้ถ่าย พวกเขาจะตัดเราออกจากเฟรมตอนไหนนะ’ ผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นเลยคิดว่า ‘ให้ผู้กำกับจัดการก็แล้วกัน’ ฉะนั้น ผมเลยแทบไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับงานกล้องหรือศัพท์แสงต่างๆ เลย

“ตอนที่ต้องมาเป็นผู้กำกับ ผมก็เลยเอาแต่ถามตัวเองว่า ‘ไงวะ ใช้เลนส์อะไรถ่ายดี’ และ ‘นี่มันเชี่ยอะไรกันวะเนี่ย’ อยู่อย่างนั้น เลยจัดการวาดทุกสิ่งที่อยู่ในหัวแล้วยื่นให้ผู้กำกับภาพ (จอห์น ไบเลย์) ดู และทำแบบนั้นตลอดการถ่ายหนังทั้งเรื่องเพราะมันเป็นหนทางเดียวที่ผมจะสื่อสารกับเขาได้แล้ว กว่าจะถ่ายหนังจบ ผมแม่งได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรโคตรเยอะ”

 

กำเนิดซันแดนซ์

สืบเนื่องจากงานเสวนาเล็กๆ ที่รวมเอาผู้กำกับมาคุยกัน ก่อให้เกิดเป็น ‘แล็บคนทำหนัง’ แล้วค่อยๆ ขยับขยายมาเป็น ‘สถาบันซันแดนซ์’ อย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาไต่ถามของคนในอุตสาหกรรม “ผมริเริ่มสร้างเทศกาลหนังซันแดนซ์ขึ้นมาเพราะว่าตอนนั้นรู้สึกว่าหนังกระแสหลักท่วมท้นไปหมด และนึกถึงคนที่อยู่นอกเหนือจากกระแสที่ว่านี้ที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ มีเรื่องอยากบอกเล่าแต่ไม่มีโอกาส ผมเลยอยากสร้างพื้นที่ที่หนังของพวกเขาจะได้ฉาย และให้คนทำหนังมาพบปะ นั่งดูหนังของกันและกัน

“มันเริ่มจากการที่ไม่มีอะไรเลย มีโรงหนังแค่โรงเดียวด้วยซ้ำ จะใช้ได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยตอนนั้นน่ะ มันมีแต่ความเสี่ยง คนก็มากันหยิบมือเดียว คงสักร้อยคนได้มั้ง เดินเตร่ไปมาว่าจะมีอะไรฉายไหมนะ แล้วเรามีหนังมาฉาย 25 เรื่องได้ละมั้ง สารคดี 6 เรื่อง นั่นแหละจุดเริ่มต้นของซันแดนซ์ และเป็นอย่างนั้นต่อมาอีกสามปีจนกระทั่ง Sex, Lies, and Videotape (1989, สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์) มาเข้าฉายในเทศกาล”

Sex, Lies, and Videotape (1989)

Sex, Lies, and Videotape -ที่ว่าด้วยเซ็กซ์ ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตคู่- ของโซเดอร์เบิร์กห์ ไม่เพียงแต่จะแจ้งเกิดเขาในฐานะคนทำหนังรุ่นใหม่ไฟแรง (แถมพล็อตสุดบรรเจิด) เท่านั้น หากแต่ยังสร้างชื่อให้ซันแดนซ์กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง (กว่าเดิม) อีกด้วย จนแม้แต่ตัวเรดฟอร์ดเองก็ยังต้องประทับใจในผลลัพธ์ของมัน จนอีกหลายปีต่อมา ซันแดนซ์ก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวของคนทำหนังอินดี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดให้คนทำหนังหลายต่อหลายคน ไม่เพียงแต่โซเดอร์เบิร์กห์ หากแต่ยังมี เควนติน ทารันติโน จากหนังโจรกรรมที่ไม่มีฉากโจรกรรมอย่าง Reservoir Dogs (1992 / ชิงหนังดราม่ายอดเยี่ยม), พี่น้องโคเอนจาก Blood Simple. (1984, / ชนะหนังดราม่ายอดเยี่ยม), Memento (2000 / ชิงหนังดราม่ายอดเยี่ยม) ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

 

ก้าวต่อไปหลังปลดระวาง

เรายังจะได้เห็นเขาบนจอภาพยนตร์ได้ใน The Old Man & the Gun (2018, เดวิด ลอวรีย์) เป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาแสดง (และควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์ด้วย)

“ผมแสดงหนังมาตลอดตั้งแต่อายุ 21 ซึ่งนั่นก็เกินพอแล้ว ทำไมไม่ลองไปทำอย่างอื่นดูบ้างล่ะ” เขาว่า