5 เทคนิคการทำของหนังปู่ซ่าบ้าพลัง มาร์ติน สกอร์เซซี!

Home / bioscope / 5 เทคนิคการทำของหนังปู่ซ่าบ้าพลัง มาร์ติน สกอร์เซซี!

“ชั่วชีวิตของผมก็มีแค่ภาพยนตร์กับศาสนาเท่านั้นแหละ ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว”

ประโยคข้างต้นน่าจะยืนยันความเป็นนักทำหนังบ้าพลังของ มาร์ติน สกอร์เซซี ได้เป็นอย่างดี ด้วยวัย 75 ปีและผลงานการกำกับกว่า 60 เรื่อง (ทั้งยังถ่ายทำค้างอยู่อีก 4 เรื่อง!) เป็นเจ้าของสถิติเข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้งสิ้น 9 ครั้ง และหนังของเขาจำนวนมากยังได้รับการยกย่องผ่านกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย

ก่อนนี้ ในยุค 70 เขาคือไอ้สิงห์หนุ่มนักทำหนังโคตรบ้าพลัง แจ้งเกิดด้วยหนัง Taxi Driver (1976) ที่ทำให้สป็อตไลต์ส่องมาที่เขาในฐานะคนทำหนังรุ่นใหม่ที่มาพร้อมหนังสุดอลัง ตีแผ่ด้านมืดของสังคม ต่อมาในยุค 90 ก็สร้างชื่ออีกครั้งด้วย Goodfellas (1990) โคตรหนังแก๊งสเตอร์แห่งปี จนยุคหลังๆ ความบ้าพลังของเขาก็ยังฉายชัดอยู่ในหนังฟอร์มยักษ์อย่าง The Wolf of Wall Street (2013) และ Silence (2016)

ทั้งหมดนี้คงพอจะกล่าวได้ว่า สกอร์เซซีนั้นเป็นคนทำหนังที่เปี่ยมไปด้วยความหลงใหลในการทำภาพยนตร์ และได้สร้างลายเซ็นบางอย่างขึ้นมาในหนังของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของคนในโลกมืด, การต่อสู้ของคนตัวเล็กตัวน้อยไปสู่การเติบโต และความยิ่งใหญ่ในหนังของเขาทุกเรื่อง

ด้านเทคนิคก็เช่นกัน หากเรามาวิเคราะห์สไตล์หนังของสกอร์เซซีดีๆ ก็อาจจะพบว่า มีวิธีการทำหนังบางประการที่อยู่เคียงคู่ในหนังของเขาแทบทุกเรื่อง!

เริ่มต้นหนังด้วยฉากกลางหรือฉากจบของเรื่อง

ใครจะลืมฉากเริ่มเรื่องของ Goodfellas ที่มาพร้อมเสียงล้อรถยนต์บดถนน, ชายสามคนที่สนทนาด้วยท่าทางขุ่นเครียด และการเปิดกระโปรงหลังรถที่มีชายร่างโชกเลือดนอนหายใจรวยรินอยู่ หรือแม้แต่ฉากปาร์ตี้อันบ้าคลั่งสุดขีดใน The Wolf of Wall Street ที่เปิดเรื่องมาด้วยการใช้คนแคระเป็นลูกดอกมนุษย์ในการปาเข้าเป้าขนาดยักษ์!

นี่คือวิธีที่สกอร์เซซีใช้ร่ายมนต์กับคนดูของเขาตั้งแต่นาทีแรกที่หนังเริ่มเรื่องจนคนดูถูกตรึงไว้กับหน้าจอ เพราะการเปิดเรื่องด้วยฉากชวนเหวอแตกเช่นนี้สร้างผลลัพธ์ที่ทรงพลังอย่างการอยากติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหรือหลังจากเหตุการณ์นี้ เราต่างอยากรู้ที่มาว่าเหตุใดชายคนนั้นจึงนอนใกล้ตายเลือดท่วมอยู่หลังกระโปรงรถ หรืออะไรทำให้พนักงานเหล่านี้มาปาร์ตี้ด้วยวิธีที่ เอ่อ… เพี้ยนสุดขีดเช่นนั้น อย่างไรก็ดี สกอร์เซซีนั้นฉลาดเฉลียวเสมอในการเลือกฉากมาเปิดหนังของเขา เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการตรึงคนดูไว้กับหนังเท่านั้น แต่มันยังเป็นฉากที่แสนจะอธิบายธีมของหนังและอธิบายตัวละครได้ครบถ้วนกระบวนความอีกด้วย

 

อลังการที่งาน tracking shot

คู่สามีภรรยาที่เดินจับมือกันผ่านชั้นใต้ดิน ห้องครัว ผู้คนต่างๆ จนมาถึงห้องโถงกลางของไนต์คลับในเรื่อง  Goodfellas คือหนึ่งในการถ่ายทำ tracking shot ที่ขึ้นชื่อที่สุดของสกอร์เซซี ด้วยการถ่ายลองเทค มีกล้องเลื้อยไล่ตามตัวละครตลอดสามนาทีเต็ม ทำให้เขาได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาแห่ง  tracking shot” เลยทีเดียว

แน่นอนว่าการถ่ายทำฉากเช่นนี้เป็นเรื่องยาก เพราะไม่เพียงแต่ต้องคุมแสง สีให้อยู่ในโทนเดียวกันแทบตลอดทั้งฉาก หากแต่การแสดง, มุมกล้อง และความไหลลื่นต่างๆ ยังต้องสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวอีกด้วย

 

ใช้ dolly-zoom บอกเล่าความรู้สึกของตัวละคร

อีกสิ่งหนึ่งที่สกอร์เซซีโดดเด่นคือการใช้ dolly-zoom เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์หรือห้วงอารมณ์ของตัวละคร เห็นได้จากใน Cape Fear (1991) เมื่อคุณนายโบวเดน (เจสสิกา แลงจ์) จะโกนบอกสามีของเธอว่าเธอกำลังจะ “ชงชา” ให้เขา หากแล้วก็ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอีกฝ่ายแน่นอน กล้องจับใบหน้าถอดสีของเธอพลางเคลื่อนเข้าหาให้เห็นความหวาดหวั่นเมื่อเธอออกเสียงเรียกสามีอีกครั้ง คนดูจะรับรู้ได้ถึงความกังวลและกลิ่นอายผิดปกติที่อวลอยู่ในหนังชัดเจนกว่าเดิม

dolly-zoom ที่ขึ้นชื่ออีกครั้งของสกอร์เซซีคือใน Raging Bull (1980) ฉากขึ้นสังเวียนสุดโหดระหว่าง เจค (โรเบิร์ต เดอ นีโร) และ โรบินสัน (จอห์นนี บาร์นส์) ที่หลังจากโรบินสันสาวหมัดใส่หน้าเจคนับไม่ถ้วนและถอยมาตั้งการ์ด กล้องจับที่เขา ก่อนจะค่อยๆ ให้คนดูเห็นถึงฉากหลังที่ถอยไกลออกไปแต่โรบินสันยังยืนอยู่ที่เดิม ขับเน้นความรู้สึกว่าเขาคือศัตรูตัวฉกาจ ที่ทั้งแข็งแกร่งและสุดอันตรายโดยไม่ต้องมีคำบรรยายจากเจคผู้สะบักสะบอมเลย

 

ฉากโบเก้เร้าอารมณ์

ฉากเปิดของ Taxi Driver (1976) ขณะที่ เทรเวอร์ (เดอ นีโร) คนขับแท็กซี่หนุ่มผู้เป็นอดีตทหารผ่านศึก ขับแท็กซี่อยู่คนเดียวในวันที่ฝนตกพรำ หน้ากระจกรถของเขามัวด้วยหยาดน้ำ ก่อนที่กล้องจะค่อยๆ จับภาพนั้นที่มัวพร่า ฉายให้เห็นแสงสีของมหานครใหญ่โตที่เทรเวอร์อาศัยอยู่ ทั้งยังให้ความรู้สึกของความบ้าคลั่งจากเหล้ายาที่เหล่าตัวละครใช้กันด้วย เช่นเดียวกับฉากเปิดของเรื่อง Casino (1995) ที่ฉายให้เห็นภาพแสงสีหลากหลายของคาสิโนในสหรัฐฯ โดยภาพเบลอๆ เหล่านี้ขับให้คนดูยิ่งรู้สึกหม่นมัว ราวกับอยู่ในโลกที่ไม่มีอะไรชัดเจนสักอย่าง

 

 

มีตัวละครที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้บรรยาย” ภายในเรื่อง

ใครจะอธิบายความรู้สึกและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังได้ดีไปกว่าตัวละครหลักล่ะ! นั่นจึงทำให้หนังหลายๆ เรื่องของสกอร์เซซีเต็มไปด้วยเสียงบรรยาย ที่นอกจากบอกเหตุการณ์และความคิดแล้ว มันยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะหรืออุปนิสัยบางอย่างที่ตัวละครมีด้วย ทั้งเสียงเล่าเฉื่อยเนือย น้ำเสียงประชดประชันโลกที่เทรเวอร์พูดใน Taxi Driver, ความระห่ำสุดกราดเกรี้ยวทุกถ้อยทุกคำของ เบลฟอร์ต (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ใน The Wolf of Wall Street หรือการพร่ำพูดทบทวนตัวเองของ โรดริเกซ (แอนดรูว์ การ์ฟีล์ด) ใน Silence ที่ยิ่งโหมสถานการณ์ความคลั่งที่ตัวละครต้องเผชิญ

BIOSCOPE Theatre
พาชมหนังดัดแปลงวรรณกรรมญี่ปุ่นจากฝีมือคนทำหนังต่างชาติ
เสาร์ที่ 18 สิงหาคม
Silence (2016, มาร์ติน สกอร์เซซี)

Image may contain: one or more people, text and outdoor

BIOSCOPE Theatre รูปแบบใหม่!
ทุกวันเสาร์ รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre