Henry Cavill Man of Steel เจมส์ บอนด์ เซดริก ดิกกอรี เฮนรี คาวิลล์

ย้อนดูชะตากรรมรันทดของ เฮนรี คาวิลล์ เจ้าของฉายา ‘หนุ่มผู้อับโชคที่สุดแห่งฮอลลีวูด’

Home / bioscope / ย้อนดูชะตากรรมรันทดของ เฮนรี คาวิลล์ เจ้าของฉายา ‘หนุ่มผู้อับโชคที่สุดแห่งฮอลลีวูด’

กว่าจะมาเป็นยอดมนุษย์บุรุษเหล็กให้เราๆ รักกันในทุกวันนี้ เฮนรี คาวิลล์ นักแสดงหนุ่มเลือดอังกฤษต้องใช้เวลาเนิ่นนานทีเดียวกว่าที่คนดูวงกว้างจะจดจำเขาได้ เพราะก่อนหน้านั้นเขารับเล่นหนังฟอร์มเล็กหลายต่อหลายเรื่อง เช่น The Count of Monte Cristo (2002, เควิน เรย์โนลด์ส) และ I Capture the Castle (2003, ทิม เฟย์เวลล์) หรือหนังที่ฉายทางโทรทัศน์ประปราย

คาวิลล์ถูกจดจำได้จากบท ดยุคชาร์ลส์ แบรนดอน จอมเจ้าชู้จากซีรีส์ The Tudors แต่ที่ทำให้อุตสาหกรรมฮอลลีวูดรู้จักเขาจริงๆ คือการก้าวเข้ามารับบทซูเปอร์แมนใน Man of Steel (2013, แซ็ค ชไนเดอร์) ในฐานะนักแสดงที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันคนแรกที่รับบทนี้

แต่ก่อนที่คาวิลล์จะโด่งดังได้นั้นก็กินเวลานานเหลือเกิน ก่อนนี้เขาเคยไปแคสติ้งบท เซดริก ดิกกอรี พ่อมดหนุ่มรูปหล่อบ้านฮัฟเฟิลพัฟใน Harry Potter and the Goblet of Fire (2005, ไมค์ นีเวลล์) และบทแวมไพร์ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน จาก Twilight (2008, แคทเธอรีน ฮาร์ดวิค) -ซึ่ง สเตฟานี เมเยอร์ นักเขียนเจ้าของนิยายเรื่องนี้กล่าวว่าเธอนั้นคิดว่าคาวิลล์จะเป็นเอ็ดเวิร์ดที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับเธอ- แต่ถึงอย่างนั้นคาวิลล์ก็ ‘ชวด’ บททั้งสองให้แก่ โรเบิร์ต แพ็ตตินสัน (โดยผู้กำกับอย่างฮาร์ดวิคให้เหตุผลว่า คาวิลล์นั้น เอ่อ… หน้าแก่เกินกว่าจะรับบทเป็นแวมไพร์วัย 17 ปีได้น่ะ…)

ชะตากรรมเศร้าของคาวิลล์ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะนอกจากจะยังไม่ได้แจ้งเกิดในโลกหนังอเมริกาเสียที เขายังชวดบทซูเปอร์แมนใน Superman Returns (2006, ไบรอัน ซิงเกอร์) ให้แก่พระเอกหนุ่ม แบรนดอน เราธ์ และในปีเดียวกันนี้ ก็แคสติ้งบท เจมส์ บอนด์ ใน Casino Royale (2006, มาร์ติน แคมป์เบลล์) ไม่ผ่านจนบทหนังตกมาถึงมือของ แดเนียล เคร็ก ในที่สุด โดยเหตุผลที่เขาพลาดบทนี้ทั้งที่อุตส่าห์เข้าตาโปรดิวเซอร์รอบลึกๆ ไปแล้ว ก็ด้วยเหตุผลว่า เขาดู ‘เด็ก’ เกินกว่าจะมารับบทเจมส์ บอนด์นั่นเอง (จนนิตยสาร Empire ยกให้เขาเป็น ‘ชายหนุ่มอับโชคที่สุดแห่งฮอลลีวูด’ ในปีนั้นไปโดยปริยาย… โถพ่อคุณ)

กว่าสป็อตไลต์จะฉายมายังคาวิลล์ก็เมื่อเขาอายุได้ 30 ปีพอดีเมื่อรับบทเป็นซูเปอร์แมนใน Man of Steel ก่อนจะตามมาด้วยหนังสายลับตัวป่วนที่ทำให้เขาต้องหัดพูดสำเนียงอเมริกันอยู่พักใหญ่อย่าง The Man from U.N.C.L.E. (2015, กาย ริชชี) จนล่าสุดที่เขาปรากฏตัวในหนังจากจักรวาลดีซีแทบทุกเรื่อง และแสดงในหนังฟอร์มยักษ์ -ที่กวาดเงินไปมหาศาลอีกเช่นกัน- อย่าง Mission: Impossible – Fallout (2018, คริสโตเฟอร์ แม็กควอร์รี) แถมยังมีซีรีส์ฮิต The Witcher ที่คนจับตารอดูกันมหาศาลอีกด้วย