5 เทคนิคการทำของหนังตลกร้ายสไตล์พี่น้องโคเอน!

Home / bioscope / 5 เทคนิคการทำของหนังตลกร้ายสไตล์พี่น้องโคเอน!

“ผมชอบหนังของพี่น้องโคเอนนะ หนังของพวกนั้นเจ๋งและบ้าบอชะมัด!” เทอร์รี กิลเลียม คนทำหนังรุ่นป๋าจาก Twelve Monkeys (1995) กล่าวถึงหนังของสองพี่น้องโคเอน – โจเอลและอีธาน- อย่างชื่นชม และสำหรับคนดูหนังอย่างเราก็อดเห็นด้วยกับประโยคดังกล่าวของกิลเลียมไม่ได้ เพราะหนังของไอ้เจ้าพี่น้องจอมป่วนที่กวาดรางวัลมาแล้วแทบทุกเทศกาลหนัง มันช่างมีเสน่ห์ตรงกับที่ป๋าว่าเสียจริงๆ ไม่ว่าจะทั้งบทสนทนาร้ายกาจของตัวละครบ้าๆ บวมๆ, เรื่องวิปริตที่เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศเฮี้ยนของอเมริกา และการ ‘หักมุม’ หนังกลางเรื่องอันชวนเหวอ ดูจะเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนของพี่น้องคู่นี้

“เราไม่เคยดูหนังของตัวเองซ้ำรอบสองเลยจริงๆ” (อ้าว!) สองพี่น้องเล่าหน้าตาเฉย “เราปล่อยให้มันมีชีวิตของมันเองต่อไป เรื่องก็แค่นั้น!”

และนี่คือ 5 เคล็ดการทำหนังฉบับพี่น้องโคเอน คนทำหนังที่เต็มไปด้วยลายลักษณ์อักษรในงานกำกับของตัวเอง ที่แม้จะเล่าเรื่องแหกขนบวิถีฮอลลีวูดแค่ไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรหนังของพวกพี่แกก็จะเป็นที่ต้องการของทุกคนอยู่ดี!

 

1.) ทำหนังฟิล์มนัวร์ที่ตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์

หนึ่งในสไตล์จัดจ้านของพี่น้องโคเอนคือฟิล์มนัวร์ –ตระกูลหนังที่เล่าถึงเรื่องมืดหม่นในสังคมที่เต็มไปด้วยมนุษย์ซึ่งพร้อมจะเผยด้านเลวร้ายของตนเข้าห้ำหั่นอีกฝ่ายเสมอ- ซึ่งก็ตรงกับหนังสไตล์ที่พี่น้องโคเอนนิยมชมชอบพอดี หนังของพวกเขานั้นมักเล่าเรื่องราวของผู้คนที่ใช้ชีวิตในโลกยากเข็ญ แม้จะอยู่อย่างสุขสบายแต่ก็ไม่วายดิ้นรนไปทำเรื่องเถื่อนถ้ำต่ำช้า! (จนพวกเขาบอกว่า “ถามว่าพวกเราอยากไปอยู่ในหนังเรื่องไหนของตัวเองน่ะเหรอ ฝันไปเหอะ สังคมในหนังของพวกเราอยู่ยากจะตาย เลือกได้ก็อยากใช้ชีวิตของตัวเองไปแบบนี้แหละครับ”)

‘ด้านมืด’ ประสาโคเอนนั้นถูกตีแผ่ผ่านหนังอย่าง Blood Simple. (1984) หนังเรื่องแรกของทั้งคู่ที่เล่าถึงชายที่สงสัยว่าเมียตัวเอง (ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์) แอบตีท้ายครัวเลยจ้างนักสืบมาเฝ้าระวัง แต่แผนการณ์กลับล่มไม่เป็นท่าแถมยังมุ่งหน้าสู่การนองเลือดเมื่อไอ้หนุ่มนักสืบก็ดันมีจุดประสงค์ลับของตัวเองอีกอย่างเหมือนกัน! หรือ The Man Who Wasn’t There (2001) หนังที่ดูจะเต็มไปด้วยกลิ่น ‘ฟิล์มนัวร์’ แบบสุดๆ เมื่อหนังทั้งเรื่องถ่ายด้วยภาพขาวดำ สะท้อนผิดชอบชั่วดีของตัวละครที่ว่าด้วยผัวอยากแบล็คเมล์เมีย (แม็กดอร์มานด์-อีกครั้ง) ที่นอกใจเขา (อีกแล้ว) และ No Country for Old Men (2007) ว่าด้วยชายหนุ่ม (จอช โบรลิน) ที่ดันไปเก็บเงินล้านได้และดันโลภมากอยากเก็บไว้กับตัว แม้จะต้องเผชิญหน้ากับมือสังหารจอมโหดที่มาตามเก็บเขาก็ตามที!

 

2.) เล่าเรื่องด้วยความรุนแรงและตลกร้าย

หนังของพี่น้องโคเอนนั้นมาพร้อมกับมุกตลกแบบที่เราอาจต้องสงสัยว่า เอ๊ะ… จะหัวเราะดีไหมนะกับชะตากรรมบัดซบที่เหล่าตัวละครต้องเจอ เพราะแต่ละคนก็ดูจะทำตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะไอ้เจ้าเทรนเนอร์จอมจุ้นที่หวังจะแบล็คเมล์เจ้าหน้าที่ CIA โดยไม่รู้เหนือรู้ใต้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นมันบ้าบอแค่ไหนจาก Burn After Reading (2008) และ Raising Arizona (1987) ว่าด้วยสองผัวเมียที่เห็นชาวบ้านวุ่นจนไม่มีเวลาเลี้ยงลูกก็เลยไปขโมยลูกเขามาเลี้ยงเสียเอง (อะรั๊ยยย!) ซึ่งหนังทั้งเรื่องเต็มไปด้วยบทลงโทษพฤติกรรมบ้องตื้นของตัวละครที่เราต่างได้แต่ยิ้มขมขื่นให้พวกเขา เพราะแม้จะสงสารมากแค่ไหน แต่ก็เห็นชัดๆ ว่านี่คือสิ่งที่พวกนายสมควรได้รับหลังก่อเรื่องวุ่นพวกนี้ยังไงล่ะยะ!

นอกจากนี้แล้วความรุนแรงยังดูจะเป็นสิ่งที่มาคู่กันกับตลกสไตล์โคเอน หนังของเขาแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะมีฉากหน้าเป็นหนังของหนุ่มเหน้าสาวออฟฟิศ หรือมีตัวละครเดินแบกปืนมาโท่งๆ ทั้งแต่ต้นเรื่อง ก็ล้วนแล้วต้องมีฉากให้เลือดตกยางออกเสมอไป ซึ่งด้านหนึ่งแล้วมันกลับการเป็นการ ‘ยั่วล้อ’ คนดูอย่างเราๆ ว่าแท้จริงแล้วรู้สึกอย่างไรกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเหล่านี้กันแน่

 

3.) ตัวละคร ‘ไอ้เชี่ย’ และ ‘อีชั่ว’

“มันง่ายจะตายน่าที่จะทำหนังที่ขัดอกขัดใจคนดู พวกเขาจะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีถ้าตัวละครหลักในหนังไม่ได้ดูน่าเห็นใจแบบตัวละครสูตรสำเร็จในฮอลลีวูด หนังของพวกเราเต็มไปด้วยอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ตรงกับรสนิยมคนทั่วไป” พี่น้องโคเอนเล่า

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า เสียเวลาเปล่าถ้าเราจะหาพระเอก-นางเอกผู้แสนดีจากหนังของโคเอน เพราะแม้แต่ A Serious Man (2009) ที่ว่าด้วยชีวิตของศาสตราจารย์ผู้แสนดีแต่เผชิญกับสถานการณ์ห่ะเหวในชีวิตเมื่อเมียรักมาตีจาก แถมน้องชายไม่เอาอ่าวก็ย้ายมาอยู่ด้วย ดันกลับกลายเป็นหนังกระชากหน้ากากคนดีไปเสียฉิบ! หรือ True Grit (2010) ที่เปิดเรื่องด้วยน้ำเสียงของเด็กสาวผู้ถูกกระทำ กล่าวว่าพ่อของเธอต้องตายเพราะถูกชายชั่วฆ่าเอาทองคำจำนวนกระจิริดไป, The Big Lebowski (1998) ที่ศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่มาเฟียจอมโหด (ที่กระทำการอุกอาจด้วยการฉี่รดพรมหรูของมหาเศรษฐีในเรื่อง),  No Country for Old Men ที่จับจ้องไปยังไอ้หนุ่มคนโลภกับไอ้มือสังหารโหดที่มาพร้อมกับปืนลมสุดอำมหิต (และถามจริง ใครจะลืมการแสดงสุดเลือดเย็นของ ฆาเบียร์ บาร์เด็ม กับทรงผมสุดเหวอนั่นได้กันฮึ! –อย่างไรก็ตาม บาร์เด็มคว้ารางวัลสมทบชายจากออสการ์ก็บทนี้แหละจ้ะ)

 

4.) ใช้พื้นที่เวิ้งว้างช่วยขับอารมณ์เคว้งคว้าง

เพื่อจะเน้นย้ำถึงความกลวงเปล่าและเวิ้งว้างของอเมริกา ซึ่งเป็นโลเคชั่นหลักที่หนังของเขาแทบทุกเรื่องปักหลักเล่าเรื่องราว โคเอนมักจะใช้ภาพแลนด์สเคปในการเล่าเรื่องขับเน้นความกว้างใหญ่ มิหนำซ้ำ หนังของเขาส่วนมากก็มักจะพูดถึงชาวตะวันตกและคาวบอยหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งร้างห่างไกลอย่าง True Grit, No Country for Old Men และ Fargo (1996) ที่เล่าถึงนายจ้างงั่งที่จ้างโจรโง่เพื่อลักพาตัวเมียตัวเอง (เอ่อ…) ซึ่งฉากสำคัญของเรื่องถูกบอกเล่าผ่านฉากที่ถ่ายในมุมกว้าง ขับเน้นให้ตัวละครดูเล็กจิ๋วท่ามกลางสภาพภูมิอากาศหนาวเหน็บมหาโหด

 

5.) สร้างจุดจบปลายเปิดอันแสนคลุมเครือ

หนังของสองพี่น้องโดดเด่นที่ตอนจบแสน “อะไรวะ” เสมอ ทั้งฉากพายุเข้าที่กล้องจับจ้องไปยังสีหน้าเรียบเฉย เฝ้ามองกลุ่มเมฆเหล่านั้นคุกคามเข้ามาใกล้ตัวเขาใน A Serious Man, ชายแก่ผู้กำลังน้ำอัดลมสีเข้มลงแก้วแล้วหนังก็ตัดจบอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจาก No Country for Old Men หรือชายสองคนที่พูดจาเรื่อยเปื่อยในห้องทำงานหลังเกิดเหตุพิลึกพิลั่นมากมายอย่าง Burn After Reading

แน่ล่ะว่าทั้งหมดมันช่างเป็นฉากจบที่ชวนสงสัย ข้องใจ บางคนถึงขั้นงุนงงว่าดูราวกับผู้กำกับยังกำกับไม่เสร็จแต่ก็ตัดสินใจปล่อยหนังออกมาให้ได้ดู ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ หากแต่เป็นเจตนาแสนยียวนกวนอารมณ์สไตล์โคเอนอีกเช่นกัน ที่มักจะทิ้งความรู้สึกว่างเปล่า แห้งแล้งไว้ให้คนดูของเขาอยู่เสมอ โดยไม่ชัดว่าคำตอบของคำถามมากมายในเรื่องนั้นคืออะไร

BIOSCOPE Theatre
ชวนชมผลงานกำกับชนิดฮาเฮี้ยนหลุดโลกของสองพี่น้องตระกูลโคเอน ที่มาพร้อมกับนักแสดงดังอย่าง จอร์จ คลูนีย์, แบรด พิตต์, จอห์น มัลโควิช และ ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์

เสาร์ที่ 15 กันยายน
Burn After Reading (2008, โจเอล และ อีธาน โคเอน)

รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 2 people, text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre กันยายน 2018