David Fincher Fight Club เดวิด ฟินเชอร์

คืบคลานเข้าไปในหัวใจและความดำมืดของมนุษย์ เจาะกลยุทธ์การทำหนังแบบ เดวิด ฟินเชอร์

Home / bioscope / คืบคลานเข้าไปในหัวใจและความดำมืดของมนุษย์ เจาะกลยุทธ์การทำหนังแบบ เดวิด ฟินเชอร์

หนังของเขามักจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายความดำมืด การขุดกระชากจิตด้านบอดใบ้ของมนุษย์ เล่าถึงการไล่ค้นหาความจริงบางสิ่ง และจุดจบชวนเหวอ! เรากำลังพูดถึงหนังของ เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่ามีลายเซ็นชัดที่สุดคนหนึ่ง จากไอ้หนุ่มแคลิฟอร์เนียที่มาไล่ตามความฝันการเป็นนักทำหนังด้วยการมาเป็นลูกมือของ จอห์น คอร์ตี (กำกับ The Crazy Quilt, The Autobiography of Miss Jane Pittman) ที่โรงเรียนสอนทำหนังของคอร์ตี ผันตัวไปทำงานที่ ILM แล้วค่อยจับงานกำกับวิดีโอสั้นและมิวสิกวิดีโอ กลายมาเป็นผู้กำกับที่ชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของออสการ์ถึงสองครั้ง ทั้งยังเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่ชัดเจนในสไตล์ของตัวเองมากที่สุดอีกด้วย

แนวทางการทำหนังของฟินเชอร์ฉายชัดตั้งแต่เขาทำหนังยาวเรื่องแรกในวัยเพียง 28 ปีอย่าง Alien³ (1992 -ใช่! เขาประเดิมการกำกับหนังยาวชิ้นแรกด้วยหนังฟอร์มยักษ์ที่รับไม้ต่อมาจากผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่เคยกำกับภาคก่อนหน้าอย่าง ริดลีย์ สก็อตต์ และ เจมส์ แคเมอรอน!) ตั้งแต่ฉากแลนด์สเคปเวิ้งว้าง, ตัวละครที่ซับซ้อนผู้ต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัว, ฉากบีบคั้นทางจิตใจที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และการจับจ้องไปที่ตัวละครมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “สิ่งแรกที่เราตัดสินใจจะทำคือ เอเลี่ยนจะไม่ใช่สิ่งหลักที่หนังจะโฟกัสอีกต่อไป” ฟินเชอร์ให้สัมภาษณ์ “เราจะไม่ทำเสียงปืนให้มันดังเปรี้ยงปร้าง แต่จะพูดถึงตัวละครมากกว่า เล่าเรื่องผู้หญิงวัย 40 ที่เดินทางไปนอกอวกาศ ไม่ใช่เหยื่อในอยู่ในชุดอวกาศแบบหนังภาคแรกน่ะ”

และ Alien³ ก็เปลี่ยนชีวิตของไอ้หนุ่มไฟแรงคนนั้นโดยสิ้นเชิงเมื่อมันประสบความสำเร็จมหาศาล อีกสามปีต่อมา ฟินเชอร์ในวัย 31 ปีก็ตัดสินใจกำกับหนังที่จะสร้างชื่อให้เขาดังยิ่งกว่าเก่า และผูกมิตรกับนักแสดงคู่บุญในอนาคตอย่าง แบรด พิตต์ ในหนังธริลเลอร์สุดเดือดอย่าง Se7en (1995) -ว่าด้วยนักสืบสองนายที่ต้องออกล่าฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนตามบาปทั้งเจ็ดประการของคริสตศาสนา- ลายเส้นของฟินเชอร์เด่นชัดเมื่อเหล่าตัวละครปรากฏตัวพร้อมเงาดำมืด บรรยากาศคละคลุ้งไปที่กลิ่นอายของการฆ่าฟันและคุกคาม โดยเฉพาะฉากที่คนร้ายปรากฏตัวแล้วฟินเชอร์ปล่อยให้ตัวละครและคนดู ‘เห็น’ เขาเพียงเงาสะท้อนดำมืดในแอ่งน้ำ ซึ่งเทคนิคนี้นี่เองที่ไม่เพียงแต่ทำให้คนดูหายใจไม่ทั่วท้อง แต่มันยังสะท้อนถึงภาวะจิตใจอันดำมืดและอ่านไม่ออกของตัวละครดังกล่าวด้วย

Fight Club (1999) คือหนังที่ฟินเชอร์กลับมาร่วมงานกับพิตต์อีกครั้ง และมันยังเต็มไปด้วยลีลาของการเล่าที่เปี่ยมชั้นเชิง เมื่อหนุ่มออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ไปเจอกับ ไทเลอร์ เดอร์เดนต์ (พิตต์) ผู้ชายขายสบู่ที่ชวนเขาไปตั้งชมรมมวยใต้ดิน และการถ่ายทำเรื่องนี้ยังเพิ่มข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกำกับของฟินเชอร์ว่าเขานั้นเป็นพวกเข้มงวดในการถ่ายทำมาก หนังเกือบทุกเรื่องของเขาแม้จะถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้วแต่นักแสดงและทีมงานก็ยังถูกเรียกตัวมาให้ถ่ายทำซ้ำอยู่เป็นประจำ และใน Fight Club และมีฉากหนึ่งในหนังที่ถ่ายไปทั้งสิ้น 38 เทค! ยังไม่นับว่าในฉากถ่ายเจาะนักแสดงเดี่ยวๆ ฟินเชอร์ยังกระตุ้นให้นักแสดงอิมโพรไวซ์สิ่งใหม่ๆ เข้าฉากด้วย (อย่างไรก็ตาม เขาให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า “จริงจังนะ ถ้าผมต้องเป็นใครสักคน ผมก็อยากเป็นแบรด พิตต์นี่แหละ ต่อให้ผมหน้าตาไม่เหมือนเขาเลยสักกะนิดก็ตาม แค่อยากเป็นแบบนั้นน่ะ เขาเป็นอย่างที่เป็นนี่แหละที่โคตรเจ๋งเลย”)

แล้วจะเป็นอย่างไรเมื่อฟินเชอร์ไม่ทำหนังสืบสวนชวนหลอน แต่มาทำหนังดราม่าโรแมนติก (…หืม) อย่าง The Curious Case of Benjamin Button (2008) ที่ทำให้หลายคนสงสัยว่าหนังที่ว่าด้วยชายที่เกิดมาแล้วแก่เลยก่อนจะค่อยๆ อายุน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ฟินเชอร์จะทำให้มันกลายเป็นหนังรักฆาตกรรมไปหรือเปล่านะ (โถ่) ตามมาด้วยหนังของเด็กเนิร์ด เพราะปี 2010 เขาทำหนัง The Social Network ที่ดัดแปลงมาจากชีวิตของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค และฟินเชอร์ก็ยังเป็นฟินเชอร์ เมื่อเขาทำสิ่งที่ถนัดที่สุดอย่างการคว้านหาลงไปในแง่มุมความเป็นมนุษย์ของตัวละครได้อย่างถึงแก่น และแม้มันจะไม่ใช่หนังธริลเลอร์อย่างที่เขาเคยกำกับ หากแต่มันก็แฝงไปด้วยลายเส้นแสนจะคุ้นตาของเขา ทั้งการปล่อยให้ตัวละครอยู่ในจุดบีบคั้นสุดขีด การตั้งคำถามต่อจิตใจและความรู้สึกของตัวเอง ไปจนถึงการสร้างความรู้สึกหวั่นกลัวต่อปีศาจร้ายในใจได้ด้วย โดยเขาชิงออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ขณะที่ เจสซี ไอเซ็นเบิร์ก (รับบทเป็นซัคเคอร์เบิร์ก) ชิงนำชายยอดเยี่ยม และมันเป็นหนังแจ้งเกิด อาร์มี แฮมเมอร์ ในบทแฝดนรกผู้ล้างผลาญซัคเคิลเบิร์กด้วยนะ

ฟินเชอร์หวนคืนวงการหนังธริลเลอร์สืบสวนอีกครั้งใน The Girl with the Dragon Tattoo (2011) นักสืบสาวผู้ถูกโลกหักหลังนับครั้งไม่ถ้วนและจำใจมาตามสืบคดีฆาตกรรมอย่างเสียมิได้ จนลงเอยด้วยการหลุดเข้าไปในวังวนของการฆ่านั้นโดยไม่รู้ตัว, Gone Girl (2014) เมื่อผัวพยายามตามตัวเมียจอมแสบให้กลับมายังบ้านโดยไม่ได้รู้เลยว่ามีการซ้อนแผนโหดไว้เบื้องหลัง และซีรีส์ Mindhunter ของเน็ตฟลิกซ์ที่เล่าถึงนายตำรวจที่ตามสัมภาษณ์ฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการคืนสังเวียนหนังธริลเลอร์อย่างงดงามของเขาเมื่อทั้งหนังและซีรีส์ประสบความสำเร็จ

ทั้ง Gone Girl และ Mindhunter ยังคงเต็มไปด้วยเทคนิคการทำหนังสไตล์เขา โดยเฉพาะการใช้สีโทนเขียว-เหลืองเพื่อให้ความรู้สึกชอกช้ำ หนังของฟินเชอร์ส่วนมากใช้สีพื้นไม่กี่สีกับสีดำเป็นองค์ประกอบหลัก (อย่างที่เราจะเห็นได้จาก Fight Club ที่สีหลักคือสีเขียวกับสีน้ำเงินเพื่อสื่อถึงรอยฟกช้ำบนเนื้อตัวหลังร่างกายถูกปะทะ) โดยไอเดียหลักๆ คือการทำให้สีเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ตัวละครโดดเดี่ยว เนื่องจากสีในคุกหรือสถานีตำรวจนั้นเป็นสีที่ดูเยือกเย็นและแห้งแล้งด้วยแสงไฟนีออน ฟินเชอร์จึงจงใจใช้สีเหล่านี้ขับเน้นบุคลิกตัวละครให้ตัดกันกับโทนสีอบอุ่นข้างนอกนั่นเอง

ติดตามชม The Girl with the Dragon Tattoo ได้ ทาง Mono29
วันที่ 19 ก.ย. เวลา 23.30 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv