Bond 25 Cary Fukunaga Daniel Craig James Bond

เบ้าหลอมของความหลากหลาย: แครี ฟูคุนางะ ผกก.ชาวอเมริกันที่ได้กำกับหนังบอนด์ใน Bond 25 คนแรกของโลก

Home / bioscope / เบ้าหลอมของความหลากหลาย: แครี ฟูคุนางะ ผกก.ชาวอเมริกันที่ได้กำกับหนังบอนด์ใน Bond 25 คนแรกของโลก

หลังจากที่แฟนหนังตระกูลบอนด์อดทนเฝ้ารอผู้กำกับมากำกับ Bond 25 อยู่นานวัน ในที่สุดก็ได้เฮเสียทีเมื่อมีการประกาศตัวแล้วว่า คนที่จะมานั่งแท่นเล่าเรื่องการเดินทางของ เจมส์ บอนด์ ในโลกภาพยนตร์ครั้งที่ 25 นี้คือ แดนนี บอยด์ ผู้กำกับชาวอังกฤษที่ทำหนังสไตล์จัดจ้านมาตั้งแต่ Trainspotting (1996), Slumdog Millionaire (2008) ก่อนจะมีอันใจแป้วเมื่อบอยด์ประกาศถอนตัวจากการกำกับ และมีอันต้องมาลุ้นกันอีกระลอกว่าใครกันที่จะมาเป็นหัวเรือใหญ่ของการผจญภัยครั้งนี้

และแล้ว ชื่อของ แครี โจจิ ฟูคุนางะ ก็ถูกเคาะให้เป็นผู้กำกับ Bond 25 ท่ามกลางความเหวอเล็กๆ ของแฟนหนัง เพราะก่อนหน้านี้ หลังการสละตำแหน่งของบอยด์ ชื่อของผู้กำกับอังกฤษหลายรายถูกเสนอขึ้นมา แต่คนที่ได้ตำแหน่งนี้ไปครองกลับเป็นคนทำหนังชาวอเมริกันนามฟูคุนางะ และแม้ว่าที่ผ่านมา ในบรรดาผู้กำกับหนังบอนด์ทั้ง 11 รายชื่อ -ซึ่งแน่ล่ะว่าส่วนใหญ่เป็นผู้กำกับชาวอังกฤษ- จะมีผู้กำกับที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษแท้ๆ ทั้ง มาร์ติน แคมป์เบลล์ และ ลี ทามาโฮริ ซึ่งเป็นชาวนิวซีแลนด์, โรเจอร์ สป็อตติสวูด ชาวอังกฤษ-แคนาดา และ มาร์ก ฟอร์สเตอร์ ชาวเยอรมัน แต่การก้าวมาเป็นผู้กำกับหนังที่ว่าด้วยสายลับอังกฤษของชาวอเมริกันอย่างฟูคุนางะก็ยังเป็นเรื่องน่าสนใจอยู่ดี

ฟูคุนางะมีสัญชาติอเมริกัน หากแต่เราคงสะดุดหูตั้งแต่ชื่อกลางและนามสกุลของเขาที่ฟังดูตะวันออกเหลือเกิน ซึ่งไม่แปลกเพราะพ่อของเขา -แอนโธนี ชูโซ ฟูคุนางะ- คือชาวญี่ปุ่น-อเมริกันรุ่นที่สามซึ่งเกิดและเติบโตในค่ายกักกันชาวญี่ปุ่นระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนแม่ของเขาเป็นลูกครึ่งสวีเดน-อเมริกัน ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายไปแต่งงานใหม่ในเวลาต่อมา จึงอาจกล่าวได้ว่าฟูคุนางะนั้นเติบโตและรับรู้เรื่องราวของความหลากหลายทางเชื้อชาติมาตั้งแต่ยังเด็ก …และความโหดร้ายของสงครามที่ครอบครัวเขาต้องเผชิญก็มีส่วนหล่อหลอมฟูคุนางะไม่น้อยทีเดียว “ตอนสงครามโลก คนที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นหรือมีสัญชาติต้องถูกส่งเข้าค่ายกักกันเพื่อไปเป็นแรงงาน พ่อผมเกิดในค่าย ลุงผมก็เช่นกัน” เขาเล่า “แรกเริ่ม พวกเขาอยู่ที่ยูท่าห์ แล้วถูกส่งมาที่แคลิฟอร์เนียในค่ายที่เรียกว่า ‘no-no’ ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขายัดคนทุกคนที่พูดคำว่า ‘ไม่’ เพื่อเป็นสัญญาณในการสละความจงรักภักดีต่อญี่ปุ่น และ ‘ไม่’ ซึ่งหมายถึงปฏิเสธจะต่อกรกับกองทัพ

“นั่นส่งผลต่อวิธีการที่ผมมองดูรัฐบาลต่อสิ่งที่พวกเขาทำกับครอบครัวผม และนี่แหละชีวิตจริง ที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้มีอะไรเท่าเทียมหรือเป็นธรรมทั้งสิ้น และนั่นแหละที่ทำให้ทุกสิ่งยากขึ้นไปอีก

“พ่อผมมีเชื้อชาติญี่ปุ่น แม่ก็มาจากสวีเดน ทั้งสองแต่งงานแล้วหย่าร้างกันไปมีครอบครัวใหม่ ครอบครัวผมจึงเป็นครอบครัวที่หลากหลายเชื้อชาติมากๆ ครับ มีคนพูดภาษาสเปนเยอะแยะเลยในบ้าน (แม่เขาแต่งงานใหม่กับหนุ่มชาวเม็กซิกัน-อเมริกันตอนเขาอายุราวสี่ขวบ)” ฟูคุนางะเล่า ก่อนขยายความว่าเขานั้นเติบโตมากับวัฒนธรรมชาวเม็กซิกันก็จริง แต่ก็เติบโตที่แคลิฟอร์เนีย ดินแดนแห่งความอเมริกันจ๋า และซึมซับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกมาเต็มที่

ฟูคุนางะเริ่้มเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่อายุเพียงเก้าหรือสิบขวบ และเขียนสคริปต์หนังครั้งแรกตอนอายุเพียง 14 ปี เล่าถึงสองพี่น้องในสงครามกลางเมือง (ฉายแววสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ดูสิ!) และพยายามจะทำหนังกับเพื่อนแต่ก็แห้วเพราะไม่มีใครสนใจเท่าไหร่ “ผมเลยต้องพักโครงการนั้นไว้แล้วไปสนใจเรื่องอื่นๆ อย่างกีฬาและสาวๆ (อะแฮ่มๆ) อะไรทำนองนั้นที่เข้ามาตอนเรียนในโรงเรียนและเข้าวิทยาลัย แต่พอตอนอายุราวๆ 20 หรือ 21 นี่แหละที่ผมล้มแล้วทำเข่าตัวเองแตก เคลื่อนไหวแทบไม่ได้อยู่เป็นเดือนๆ”

ในความโชคร้ายนั้นมีประกายของอนาคตแฝงตัวอยู่ เมื่อเจ้าหนุ่มฟูคุนางะที่ต้องพักฟื้นร่างกายจนกลับไปเล่นกีฬาอะไรไม่ไหว เกิดเบื่อที่จะนั่งๆ นอนๆ อยู่ทั้งวันเลยเข้าไปเที่ยวชมโรงละคร และนั่นเองที่บันดาลใจให้เขากลับมาเขียนอะไรบางอย่างอีกครั้ง ซึ่งเป็นประกายแรกที่ทำให้เขารู้ตัวว่า “นี่แหละสิ่งที่กูอยากทำ!”

ฟูคุนางะเริ่มลองมากำกับหนังเป็นครั้งแรกเรื่อง Kofi (2003) หนังสั้นความยาวสี่นาทีที่เล่าถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวที่เด็กชายคนหนึ่งต้องเผชิญ และ Victoria para chino (2004) หนังสั้นความยาว 13 นาทีที่เล่าถึงการลักลอบขนแรงงานเถื่อนชาวเม็กซิกันเข้ารัฐเม็กซัส, อเมริกาด้วยการยัดพวกเขาใส่ ‘ตู้เย็น’ (!!!)

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำหนังของผม” เขาว่า “อย่างน้อยก็วิธีที่ผมมองรัฐบาลประเทศนี้แหละ เวลาผมมองไปที่ปู่ย่า ซึ่งไม่เคยบ่นหรือโอดครวญอะไรในชีวิตเลยแม้ว่าส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขาจะถูกรัฐบาลกระทำก็ตาม”

และดูเหมือนว่าความสนใจต่อเรื่องของความหลากหลายและการถูกกดทับโดยรัฐหรือ ‘อำนาจ’ ของเขานั้นจะระเบิดออกมาในหนังยาวที่สร้างขึ้นมาถัดจากนั้นอย่าง Sin nombre (2009 -การผจญภัยของสาวน้อยชาวฮอนดูรัสกับแก๊งสเตอร์หนุ่มเม็กซิกันที่เดินทางข้ามชายแดนอเมริกา), Chinatown Film Project (2009 -ผลงานกำกับร่วม เล่าเรื่องราวของหลากผู้คนในไชน่าทาวน์), Jane Eyre (2011 -เรื่องรักโรแมนติกของหญิงสาวผู้เผชิญหน้ากับชะตากรรมบัดซบ), Beasts of No Nation (2015 -ชะตากรรมของเด็กชายผู้กลายเป็นทหารในสงครามกลางเมืองของประเทศแอฟริกันแห่งหนึ่ง) และล่าสุดกับการเขียนบท It (2017, แอนดี มูเชียตติ)

อย่างไรก็ตาม Beasts of No Nation -หนังที่สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันของ อูโซดินมา อิเวียลา– ส่งให้ชื่อของเขาโดดเด่นขึ้นมาในหมู่ผู้กำกับอันมากหน้าหลายตาในฮอลลีวูด ทั้งการเล่าเรื่องที่หนักหน่วง การลงพื้นที่ไปถ่ายทำยังกาน่า (จน ไอดริส เอลบา -นักแสดงนำของเรื่องซึ่งถูกส่งชื่อเข้าชิงสมทบชายยอดเยี่ยมเวทีลูกโลกทองคำ- แทบจะลื่นตกเขาระหว่างออกกอง ส่วนตัวฟูคุนางะนั้นโดนยุงป่ากัดจนเป็นมาลาเรีย) และการที่ตัวหนังชำแหละบาดแผลของสงครามได้อย่างถึงแก่น โดยโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ฟูคุนางะเรียนอยู่ และมีโอกาสได้อ่านเรื่องราวความขัดแย้งของผู้คนในแอฟริกา โดยเฉพาะเหตุการณ์ในรวันดา และเข้าเรียนในชั้นเรียนลัทธิจักรวรรดินิยมแบบใหม่ (neo-colonial) ซึ่งทำให้เขารู้จักเรื่องราวของผู้คนอีกซีกโลกหนึ่ง

“ตอนนั้นผมได้เรียนเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก เลยได้รู้เรื่องสงครามเพชรสีเลือดในประเทศเซียร์ราลีโอนกับไลบีเรีย” เขาว่า “และตอนเข้ามาเรียนทำหนังปี 2001 ผมก็เริ่มเกิดไอเดียที่จะเขียนถึงทหารวัยเด็กในตอนนั้นเอง

“พอปี 2003 ผมเดินทางไปนิวกาน่า, เซียร์ราลีโอนและชายแดนไลบีเรียเพื่อค้นหาข้อมูลมาเขียนบท แต่ก็ติดๆ ขัดๆ อยู่ราวสองปีได้ ระหว่างนั้นก็ได้เขียนบท Sin Nombre ขึ้นมาแทน พอดีกับเพื่อนผมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสันติภาพสหรัฐอเมริกา (Peace Corps) ที่เกาะนิวกินีให้ผมยืมหนังสือเรื่อง Beasts of No Nation มาอ่าน ซึ่งผมคิดว่ามันสมบูรณ์แบบมากๆ และรู้เลยว่านี่แหละคือเรื่องราวที่ผมอยากจะเล่า!”

ฟูคุนางะกำกับ Sin Nombre ไปพลางเขียนบท Beasts of No Nation ไปพลาง เมื่อเสร็จแล้วก็ส่งมันไปตามสตูดิโอต่างๆ ซึ่งกินเวลาอีกพักใหญ่ทีเดียวกว่าที่สตูดิโอจะตอบตกลงให้ทุนเขามาทำหนัง พร้อมนักแสดงนำอย่างเอลบาที่แสดงเป็นหัวหน้าทหารได้อย่างน่าสะพรึงและบ้าคลั่งสุดๆ ในบทผู้บัญชาการไร้ชื่อผู้เป็นมือสังหารที่เด็กๆ ต่างมองว่าเขาคือฮีโร่ “หมอนี่คือคนที่เด็กๆ ในกองโจรรู้สึกว่าคือผู้ช่วยชีวิตพวกเขา” เอลบากล่าว “ตัวละครนี้เกือบเหมือนหัวหน้าหมู่ของกลุ่มลูกเสือเลยล่ะ ซึ่งไอ้การรับบทเป็นวายร้ายนั้นใครก็เล่นได้ แต่การสวมใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในตัวละครเหล่านี้ต่างหากที่ยาก

“ผมไม่ได้มีใครเป็นต้นแบบในการแสดงเป็นตัวละครตัวนี้เพราะไม่อยากให้มันเป็นการแสดงที่เหมือนการเลียนแบบใครน่ะ แต่สิ่งที่ผมมองหาคือลักษณะร่วมบางอย่างที่พวกคนเผด็จการพึงมี คนพวกนี้ประสบความสำเร็จได้ยังไง ฮิตเลอร์จัดการเรื่องรอบตัวเขาแบบไหน ผมอยากศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้น่ะ”

ภาพจาก Variety โดย ปีเตอร์ ฮาเป็ค

กลับมาที่หนัง Bond 25 ที่ตั้งแต่ประกาศว่าจะมีการสร้างก็ดูมีเรื่องให้ระทึกกันอยู่บ่อยๆ ทั้งจากนักแสดงเจ้าเก่าอย่าง แดเนียล เคร็ก ที่อยู่ๆ ก็มีข่าวแว่วมาว่าจะถอนตัวจากการรับบทนี้แล้ว ไปจนถึงการควานหาตัวผู้กำกับที่ดูยากเย็นยิ่งกว่าอะไร ไหนจะสาวบอนด์คนใหม่ที่ยังไม่ลงตัว “ผมอยากทำหนังบอนด์มาตลอดอยู่แล้วล่ะครับ” ฟูคุนางะกล่าว “ฉะนั้นการได้มากำกับหนังเรื่องนี้จึงเป็นเกียรติสำหรับผมมากๆ เลย”

การเข้ามากำกับของฟูคุนางะจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาเพราะเรื่องราวที่เขานำเสนอมักพูดถึงความหลากหลายและความดิบเถื่อนอยู่เสมอ ที่สำคัญ เขาคือหนึ่งในผู้กำกับจากหนังตระกูลอาร์ตเฮาส์ที่เข้ามามีส่วนร่วมในหนังบอนด์ ก่อนหน้านี้ แซม แมนเดส, ฟอร์สเตอร์ ก็นับเป็นผู้กำกับหนังอาร์ตเฮาส์ที่มีโอกาสได้มากำกับหนังบล็อกบัสเตอร์อย่างหนังบอนด์ และทำได้ดีเสียด้วย จึงน่าจับตาว่า ฟูคุนางะจะกำหนดทิศทางของบอนด์และการกำกับของเขาอย่างไร ให้หนังยังคงเปี่ยมเสน่ห์แบบที่มันเป็นมาตลอดหลายทศวรรษ หากก็ยังหนักแน่นไปด้วยตัวตนของเขาด้วยเหมือนกัน