Ben Affelck Clint Eastwood นักแสดง ผู้กำกับ

เมื่อดาราหันมากำกับหนัง? จากคลินต์ อีสต์วูด, จอร์จ คลูนีย์ถึงแองเจลินา โจลี และเมลานี โลรองต์

Home / bioscope / เมื่อดาราหันมากำกับหนัง? จากคลินต์ อีสต์วูด, จอร์จ คลูนีย์ถึงแองเจลินา โจลี และเมลานี โลรองต์

การสะสมประสบการณ์หลายขวบปีจากหน้ากล้องในฐานะนักแสดง ก็ทำให้นักแสดงหลายๆ คนตัดสินใจค้นหาทิศทางอื่นๆ ในหน้าที่การงานของตน ซึ่งส่วนมากแล้วพวกเขามักผันตัวไปเป็นอีกอาชีพที่พวกเขาผูกพันมากที่สุดอย่าง ‘ผู้กำกับ’ ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นการทำงานที่แทบจะคนละโลกกันกับนักแสดง หากแต่ ‘ก้าวแรก’ ของพวกเขาในฐานะคนทำหนังที่ต่อเติมมาจากก้าวย่างที่ร้อยในบทบาทนักแสดง ก็ทำให้หลายคนประสบความสำเร็จไม่น้อยในวิชาชีพของผู้กำกับ อย่างล่าสุดพ่อหนุ่ม แบรดลีย์ คูเปอร์ ก็ชิมลางกำกับหนังเรื่องแรกกับเขาแล้วเหมือนกัน และได้รับเสียงวิจารณ์แง่บวกด้วยนะ

และนี่คือเหล่านักแสดงที่ผันตัวมาเป็นคนทำหนัง… แล้วประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามซะด้วย!

คลินต์ อีสต์วูด

คุณปู่อีสต์วูดคือนักแสดงรุ่นเดอะที่เก๋าในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมาตั้งแต่ The Good, the Bad and the Ugly (1966, เซร์เกียว เลโอเน) ในบทคาวบอยรูปหล่อที่ออกตามล่าหาขุมทองคำท่ามกลางสงครามกลางเมืองของอเมริกา, Dirty Harry (1971, ดอน ซีเกล) นายตำรวจเลือดเดือด และ Joe Kidd (1972, จอห์น สเตอร์เจส) นักล่าเงินรางวัลผู้เข้าไปพัวพันกับการเมืองเม็กซิโกอย่างเสียมิได้

ยุค 50 – 70 จึงเป็นยุคที่อีสต์วูดสะสมประสบการณ์การแสดงมาอย่างแน่นเอี้ยด (มีหนังที่เขาแสดงนำเฉลี่ยปีละเรื่องเลยทีเดียว) ก่อนจะลงมือเป็นผู้กำกับเรื่องแรกใน Play Misty for Me (1971) หนังธริลเลอร์ที่เขานำแสดงเองซึ่งประสบความสำเร็จไม่น้อย ก่อนที่เขาจะดังเปรี้ยงสุดๆ เมื่อ Unforgiven (1992) -มือปืนปลดระวางที่ตัดสินใจเดิมพันทุกสิ่งด้วยการงานครั้งสุดท้าย- ส่งเขาคว้าออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ตัวหนังเองได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย และความสำเร็จนี้ถูกตอกย้ำอย่างมหาศาลอีกครั้งใน Million Dollar Baby (2004) นักมวยสาวกับชะตากรรมบัดซบที่ส่งเขาคว้าผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกหน

“ผมกำกับหนังแบบที่ผมอยากถูกกำกับ(ในฐานะนักแสดง)” อีสต์วูดกล่าว “ยิ่งผมเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทำหนังมากขึ้นเท่าไหร่ ทั้งแสดงและกำกับ ผมยิ่งรู้สึกว่าผมรักมันจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยครับ”

และปู่อีสต์วูดยังบ้าพลังมาจนถึงปัจจุบันด้วยการกำกับหนังอย่างสม่ำเสมอ ทั้ง American Sniper (2014), Sully (2016) มาจนถึงเรื่องล่าสุดที่เตรียมฉายในปีนี้อย่าง The 15:17 to Paris ด้วยนะ

ทาเคชิ คิตาโนะ

ฝั่งของเอเชียก็ไม่น้อยหน้า เมื่อนักแสดงเจ้าบทบาทอย่างคิตาโนะเองก็หันมากำกับหนังได้เดือดและเด็ดไม่แพ้กัน เราอาจจะจำหน้าเขาได้จาก Battle Royale (2000, คินจิ ฟูคาซากุ) และ Blood and Bones (2004, โยอิจิ ซาอิ) หากแต่เมื่อคิตาโนะระเบิดฟอร์มในฐานะคนทำหนังก็น่าจับตาไม่แพ้กัน เมื่อ Violent Cop (1989) หนังดราม่า-ธริลเลอร์โคตรระห่ำที่เล่าถึงนายตำรวจออกล้างแค้นคนที่ลักพาตัวน้องสาวเขา ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ตามมาด้วย Outrage (2010) ซึ่งเขารับบทเป็นยากูซ่าบ้าเลือด ตัวหนังได้รับความนิยมอย่างสูงจนภาคต่ออย่าง Beyond Outrage (2012) และ Outrage Coda (2017) งอกตามมาติดๆ จนเรากล่าวได้ว่า นอกจากจะแสดงหนังได้เดือดสุดๆ แล้ว พี่คิตาโนะยังกำกับหนังได้เดือดไม่แพ้กันเลยด้วย!

แองเจลินา โจลี

สำหรับชื่อเสียงทางการเมืองของโจลีนั้นคงไม่ต้องพูดถึงกันเท่าไหร่แล้ว เพราะเธอพิสูจน์มาแล้วทุกบทบาทไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็กชั่น, ดราม่า และโรแมนติก เธอสวยทรงเสน่ห์หมดจดใน Original Sin (2001, มิเชล คริสโตเฟอร์), สง่างามและน่าเกรงขามใน Alexander (2004, โอลิเวอร์ สโตน) หรือจะน่ารักน่าชัง Mr. & Mrs. Smith (2005, ดักจ์ ไลแมน) ไปจนถึงสะบักสะบอมประสาสาวติดยา Girl, Interrupted (1999, เจมส์ แมนโกลด์) บทที่ส่งเธอคว้าออสการ์สาขาสมทบหญิงยอดเยี่ยม

หากแต่แล้วโจลีก็ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์หน้ากล้องและผันตัวไปอยู่หลังกล้องครั้งแรกใน A Place in Time (2007) สารคดีที่ตามติดชีวิตประจำวันของผู้คนจากหลากหลายประเทศทั่วโลกและ In the Land of Blood and Honey (2011) หนังดราม่าที่เล่าเหตุการณ์รันทดระหว่างสงครามบอร์เนีย ตามด้วยหนังสร้างชื่อของเธออย่าง Unbroken (2014) ว่าด้วยชีวิตของ ลูอี ฮีโร่สงครามที่รอดชีวิตจากการลอยอยู่บนแพนาน 47 วันร่วมกับลูกเรืออีกสองนายหลังเผชิญเหตุการณ์เครื่องบินตกในสงครามโลกครั้งที่สอง

“ฉันเลือกเป็นผู้กำกับมากกว่าจะเป็นนักแสดงค่ะ” เธอว่า “เบื้องหลังกล้องคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ ขณะเดียวกันก็เป็นตำแหน่งที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบไว้มากมาย ซึ่งก็ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน โดยเฉพาะการได้ดึงศักยภาพของนักแสดงหน้าใหม่ๆ ออกมา”

เมลานี โลรองต์

นักแสดงสาวที่ดูเหมือนแทบจะเหมาทุกตำแหน่งหน้าที่ในอุตสาหกรรมบันเทิงมาครองไว้ในตัวคนเดียว นอกจากจะสะสวยจนชวนให้กรี๊ดใน Enemy (2013, เดนิส วีลเนิฟ), Beginners (2010, ไมค์ มิลล์ส) และ Inglourious Basterds (2009, เควนติน ทารันติโน) แล้ว เธอยังออกอัลบั้มเดี่ยวอย่าง En t’attendant ในปี 2011 ที่เก๋ไก๋สุดๆ ด้วยการได้ เดเมียน ไรซ์ นักดนตรีโฟล์คชื่อดังมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ด้วย

ขณะที่งานกำกับก็ดูเป็นสิ่งที่เธอทำได้ดีไม่แพ้กัน ผลงานแจ้งเกิดของเธอคือ Les adoptés (2011) ซึ่งเธอกำกับ, เขียนบท (ร่วมกับ มอร์แกน เปเรซ) และแสดงนำด้วย เล่าถึงหญิงสาวที่ไม่อาจแยกขาดจากน้องที่รับมาเลี้ยงได้ และ Respire (2014) หนังข้ามพ้นวัยสุดดราม่าของเด็กสาวที่รู้สึกแปลกแยกอยู่เสมอ และนี่เป็นหนังที่ส่งชื่อเธอเข้าชิงรางวัลเควียร์ปาล์มจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย

 

จอร์จ คลูนีย์

ไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าคลูนีย์คือนักแสดงเบอร์ใหญ่ของฮอลลีวูด เขาผ่านมาแล้วทุกบทบาท ไม่ว่าจะบทจากหนังดราม่า-ธริลเลอร์ที่ส่งเขาคว้านำชายจากออสการ์ได้เป็นครั้งแรกใน Syriana (2005, สตีเฟน เกแกน) ซึ่งในปีเดียวกันนั้น Good Night, and Good Luck. (2005) หนังที่เขากำกับเองก็ส่งตัวเขาชิงผู้กำกับยอดเยี่ยมและเขียนบทยอดเยี่ยม (ร่วมกับ แกรนต์ เฮสโลว)

หากแต่ Good Night, and Good Luck. ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่คลูนีย์กำกับ ก่อนนี้เขาประเดิมบทบาทคนทำหนังไปแล้วใน Confessions of a Dangerous Mind (2002) เล่าเรื่องบ้าระห่ำสุดขีดของชายผู้ตอนกลางวันทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ แต่กลางคืนคือมือสังหาร! และส่งให้ แซม ร็อคเวลล์ นักแสดงนำในเรื่องคว้ารางวัลนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน

จากนั้น เขามากำกับหนังที่ชำแหละการเมืองอเมริกาอย่างเดือดสุดๆ ตามที่เขาเคยออกตัวว่าเขานั้น “คลั่ง” การเมืองสุดขีด! The Ides of March (2011) ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ตามมาด้วย The Monuments Men (2014) หนังประวัติศาสตร์กับอารมณ์ขันแบบร้ายลึก แท็กทีมกับนักแสดงเบอร์ใหญ่อย่างคลูนีย์ (เล่นเองอีกแล้วจ้า), แม็ตต์ ดามอน, บิลล์ มัวร์เรย์ และ เคต แบลนเช็ตต์

เบน แอฟแฟล็ค

ลิสต์นี้จะขาดแอฟแฟล็คไปได้อย่างไร เพราะหลังจากรับบทในหนังบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะทั้ง Pearl Harbor (2001, ไมเคิล เบย์), Armageddon (1998, เบย์) ไปจนหนังน้ำดี Good Will Hunting (1997, กัส แวน แซงต์) หรือหนังน่ารักๆ ใน Surviving Christmas (2004, ไมค์ มิตเชลล์) และเหล่านี้เองที่ล้วนบ่มเพาะแอฟแฟล็คให้หันมากำกับหนังอย่างจริงจัง

อันที่จริง แววของคนเบื้องหลังนั้นส่องสว่างมาตั้งแต่การที่เขากับเพื่อนรักอย่างดามอน คว้ารางวัลเขียนบทยอดเยี่ยมจาก Good Will Hunting ได้แล้ว และหลังจากนั้น แอฟแฟล็คก็เดินสายงานแสดงมาโดยตลอด กระทั่งเมื่อเขาลงมือกำกับหนังเรื่องแรกอย่าง Gone Baby Gone (2007) และ The Town (2010) หนังที่พูดถึงประเด็นสังคม-การเมืองในอเมริกาได้อย่างน่าสนใจสุดๆ ไปจนถึง Argo (2012) ที่คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองได้อย่างน่าภาคภูมิอย่างยิ่ง

ติดตามชม The Monuments Men ได้ ทาง Mono29
วันที่ 30 ก.ย. เวลา 12.35 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv