Mad Max Mel Gibson

ดีน เซมเลอร์ ผู้กำกับภาพจอมคลั่งในหนังที่คลั่งยิ่งกว่าอย่าง Mad Max 2

Home / bioscope / ดีน เซมเลอร์ ผู้กำกับภาพจอมคลั่งในหนังที่คลั่งยิ่งกว่าอย่าง Mad Max 2

เวิ้งทะเลทรายร้อนอ้าว, ฝุ่นผง และการไล่ล่าด้วยรถของเหล่าคนที่อาศัยในโลกที่ล่มสลายไปแล้วจาก Mad Max 2 (1981, จอร์จ มิลเลอร์) คือผลงานกำกับภาพของ ดีน เซมเลอร์ ช่างภาพจากเรนมาร์ค, ออสเตรเลียทางใต้ ที่แทบไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่าวันหนึ่งเขาจะต้องมาถือกล้องอยู่ในรถยนต์ที่เร่งความเร็วจนมิดเพื่อถ่ายทำฉากตัวละครไล่ฆ่ากันในหนังของ จอร์จ มิลเลอร์!

เซมเลอร์เติบโตมากับการได้เห็นภาพความสวยงามหมดจดของท้องทุ่งแถวบ้านซึ่งห่างไกลจากตัวเมือง อันประกอบด้วยทะเลทราบขนาดเล็ก, ทุ่งข้าวสาลีและเหล่าฝูงแกะที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา และเมื่อเติบโตขึ้น เขาก็หลงใหลกับการได้ขับมอเตอร์ไซค์คันโปรดแล่นไปตามไร่กว้างเหล่านี้ และถ่ายรูปด้วยกล้อง Coronet เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 14 ปี “และนั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นงานอดิเรกสุดโปรดของผม” เซมเลอร์เล่า

การได้งานอดิเรกที่ต้องใช้ฟิล์มแสนแพงนี่เองที่ทำให้เขาต้องไปรับจ็อบทำงานพิเศษในร้านขายยาหลังเลือกเรียน และเมื่อปิดเทอมก็ยังต้องไปอยู่ในโรงงานทำผลไม้กระป๋องเพื่อเก็บเงินซื้อม้วนฟิล์มขาวดำที่อยากได้หนักหนา และภาพแรกๆ ที่เขาถ่ายคือการหวนกลับไปยังแม่น้ำแถบเรนมาร์ค บ้านเกิดของเขา ก่อนจะลาออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 16 ปีและได้เข้าทำงานเบื้องหลังรายการโทรทัศน์ท้องถิ่นเมื่ออายุ 17 และทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับกล้องสารพัดรูปแบบมากมายยิ่งเข้าไปอีก โดยเฉพาะเมื่อได้ทำงานร่วมกับเหล่าช่างภาพเบื้องหลังงานโทรทัศน์มากมายหลายคน

“จากนั้นผมค่อยๆ เก็บเงินเพื่อซื้อกล้อง super 8 มม. ตัวเล็กๆ และถ่ายหนังสั้นเรื่อยเปื่อยแทบทุกสุดสัปดาห์ และนั่นแหละที่ผมรู้สึกตัวแล้วว่าเริ่มโหยหาอะไรใหม่ๆ และอยากจะเป็นผู้กำกับภาพในหนัง!

“และความฝันก็เป็นจริงเมื่อผมอายุ 19 ปี ผมได้รับตำแหน่งเป็นช่างภาพข่าวคนใหม่และพบว่ารักงานนี้มากจริงๆ และทั้งที่ไม่ได้ร่ำเรียนด้านถ่ายภาพหรือทำหนังอะไรมาเลย ยังจำได้ว่าประสาทกินสุดๆ ตอนที่ได้รับคำสั่งให้ออกไปทำงานชิ้นแรก คำสั่งนั้นยังก้องอยู่ในหูผมจนนาทีนี้เลย” และการได้ทำตำแหน่งนี้ทำให้เจ้าหนุ่มเซมเลอร์มีโอกาสออกเดินทางไปพบปะผู้คนมากมาย เขายืนอยู่เบื้องหลังกล้อง รับฟังเหล่านักการเมือง, คนจากรัฐบาล, นักแสดง, นักดนตรี ไปจนถึงเก็บเกี่ยวหลากหลายเหตุการณ์ และระหว่างนั้นก็ค่อยๆ เข้าไปข้องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วยการรับหน้าที่เป็นช่างภาพ ถ่ายหนังเล็กหนังใหญ่ไปจนกระทั่ง โชคชะตาพาให้เขาได้มารู้จักกับ จอร์จ มิลเลอร์ ผู้กำกับชาวออสเตรเลียบ้าพลังกับหนังที่บ้าพลังยิ่งกว่าอย่าง Mad Max 2

“เขาอยากได้ผู้กำกับภาพที่ไม่ใช่แค่เชี่ยวชาญด้านงานภาพเท่านั้น แต่ยังต้องเจ๋งเรื่องภาพมุมกว้างและพร้อมจะเสี่ยงทำถ่ายฉากแอ็กชั่นบ้าระห่ำด้วย” เซมเลอร์เล่า “ซึ่งผมเข้าใจข้อจำกัดพวกนั้นดี พอถึงฉากไล่ล่ากันก็ไม่มีใครมาสนใจเรื่องแสงเปลี่ยนทิศหรือเมฆบังดวงอาทิตย์อะไรอีกแล้ว ทุกๆ เช้าหรือเที่ยง สิ่งสำคัญของกองถ่ายคือการเคลื่อนกล้อง ถ้าคุณได้ดู Mad Max 2 คุณจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบ้าระห่ำตั้งแต่เริ่มจนจบผ่านความเร็ว กล้องที่สั่นสะเทือนหรือความรุนแรงที่ปรากฏจากมุมกล้อง!”

หนึ่งในความบ้าระห่ำเหล่านี้คือการที่ช่างภาพต้องแบกกล้องขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์เพื่อถ่ายฉากที่ตัวละครถูกไล่ล่าหรือบึ่งรถหนีตายข้ามทะเลทราย ซึ่งทำให้มุมกล้องเหล่านี้จำกัดมาก ไหนจะยังต้องเร่งความเร็วเพื่อไล่ตามเหล่านักแสดงให้ทัน อย่างไรก็ตาม อาจจะนับได้ว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากเมื่อ Mad Max 2 ส่งให้ชื่อของเซมเลอร์ดังไปทั่วอเมริกา

และชื่อของเซมเลอร์ยังพุ่งทะลุมากขึ้นเมื่อเขากลับมาร่วมงานกับมิลเลอร์อีกครั้งในภาคต่ออย่าง Mad Max Beyond Thunderdome (1985) และคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมได้จาก Dances with Wolves (1990, เควิน คอสต์เนอร์) พร้อมกันนี้ เขายังติดต่อ สานความสัมพันธ์กับนักแสดงหลักของ Mad Max อย่าง เบน กิบสัน จนได้มาเป็นผู้กำกับภาพให้หนังอลังการที่กิบสันกำกับอย่าง Apocalypto (2006)

“ผู้กำกับคือคนที่ใช้เวลาหลายปีปั้นโปรเจ็กต์หนังของตัวเองขึ้นมา ก่อนที่ผู้กำกับภาพจะเข้ามามีส่วนร่วมภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนถ่ายทำ” เขากล่าว “หนังมีความหลากหลาย ผู้กำกับก็เช่นกัน แต่พวกเขาต่างทุ่มเทไอเดียและวางแผนเกี่ยวกับหนังของตัวเองมามากมาย ทั้งทำสตอรี่บอร์ด วิดีโอ หรือแอนิเมชั่นเพื่อใช้อธิบายภาพในหัวของพวกเขาให้ทีมงานฟัง” เขาเล่าถึงความทุ่มเทของผู้กำกับที่เคยเห็นอย่างออกรส

ติดตามชม  Mad Max 2: The Road Warrior ได้ ทาง Mono29
วันที่ 10  ต.ค. เวลา 12.05 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv