Aaron Eckhart Frankenstein I I frankenstein The Dark Knight

อารอน แอ็คฮาร์ต ‘Two-Face’ ที่เรารัก

Home / bioscope / อารอน แอ็คฮาร์ต ‘Two-Face’ ที่เรารัก

“สำหรับผมที่ก่อนนี้รับแสดงบทเล็กบทน้อยมาโดยตลอด มันเยี่ยมไปเลยครับที่ในที่สุดแล้ว ผู้คนก็จดจำเราได้เสียทีจากความสำเร็จของ  The Dark Knight (2008)” อารอน แอ็คฮาร์ต กล่าวถึงหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่แจ้งเกิดเขาหลังเวียนว่ายอยู่ในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดมานานกว่าสิบปีไว้เช่นนั้น

ไม่แปลกเลย เพราะก่อนหน้านี้ แอ็คฮาร์ตมักปรากฏตัวในหนังฟอร์มเล็กและในบทเล็กๆ เสมอ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปและอยู่ในหนังที่ฟอร์มใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังไม่วายไร้ตัวตนเพราะบทอันแสนจะจืดจางหรือต่อให้เป็นบทที่โดดเด่น… แต่ก็ดันไปอยู่ในหนังที่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ทำให้เราแทบจะจำอะไรเกี่ยวกับนักแสดงหนุ่มรูปหล่อและคางบุ๋มอันเป็นเอกลักษณ์คนนี้ได้เลย

บทที่ทำให้คนจดจำเขามากจริงๆ คือบท ฮาร์วีย์ เดนต์ นักการเมืองรูปหล่อและเป็นที่รักของชาวเมืองกอธแฮม ปรากฏตัวอย่างสุขุมและนิ่งเนิบ ก่อนจะถูก โจ๊คเกอร์ (รับบทอย่างน่าชื่นชมโดย ฮีธ เลดเจอร์) ทำลายชีวิตจิตใจจนเปลี่ยนขั้วความคิด พร้อมกับซีกหน้าเละจากไฟคลอกจนได้รับฉายา ทู-เฟซ “มันสนุกนะครับที่ได้แสดงเป็นนักการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมที่ชาวเมืองกอธแฮมเคารพรัก” แอ็คฮาร์ตกล่าว และนั่นทำให้เขายิ่งทุ่มเทพลังไปกับบทนี้ ซึ่งตั้งต้นจากคนที่แสนจะเป็นที่รักของชาวเมืองไปสู่การเป็นหนึ่งในคู่ปรับที่แบตแมนยากจะต่อกร โดยเฉพาะด้านหนึ่ง ตัวเดนต์ก่อนหน้าที่จะกลายมาเป็นอาชญากรนั้นคือตัวละครที่ซับซ้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ผมว่าตัวละครนี้มันตีความได้สองทาง และผมว่ามันเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีของเขาเลย ซึ่งคริส (โนแลน) เองก็คงคิดเรื่องนี้เหมือนกัน เขาถึงวางบทให้แบตแมนปะทะกับฮาร์วีย์กันในทางวิธีคิด จนมันนำไปสู่สิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว

“ฮาร์วีย์เป็นตัวละครที่ซับซ้อนมากๆ และผมคงต้องขอบคุณคริสที่ใส่ตัวละครนี้เข้ามาในหนัง เราจึงได้เห็นฮาร์วีย์ผู้รักความยุติธรรม ทำเพื่อผู้อื่นและเป็นที่รักเหลือเกิน แต่นั่นแหละ เขามีอีกขั้วหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ซึ่งก็สนุกดีที่ได้ตีความตัวละครนี้ในฐานะนักแสดง ผมคิดว่าคนดูจะรับรู้และเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงกลายไปเป็นทู-เฟซในที่สุดผ่านความโกรธ ความเจ็บปวดที่ฝังรากอยู่ในเนื้อตัวเขา”

อานิสงค์ของบทนี้ทำให้เขาดังเปรี้ยงยิ่งกว่าเดิมภายในชั่วข้ามคืน และส่งให้ได้รับบทนำในหนังที่แม้จะฟอร์มเล็กแต่ก็ขายฝีมืออย่างหนักจาก Rabbit Hole (2010, จอห์น แคเมอรอน มิตเชลล์) ประกบคู่กับ นิโคล คิดแมน ในบทของคู่ผัวเมียที่ต้องพยายามหาทางข้ามผ่านหลังสูญเสียลูกชายไปให้ได้

ที่สำคัญคือมันทำให้เขาได้ไปอยู่ในหนังฟอร์มยักษ์ระเบิดระเบ้ออย่าง Olympus Has Fallen (2013, อันโตนิโอ ฟูกัว) ในบทประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่แม้ไม่ได้ออกลายเตะต่อยแบบ เจอราร์ด บัตเลอร์ เพื่อนนักแสดงที่รับบทเป็นบอดี้การ์ดร่างยักษ์ในเรื่อง แต่มันก็ยิ่งทำให้เขาถูกจดจำ ก่อนจะได้มาออกแรงเตะต่อยจริงๆ ในหนังแอ็กชั่น I, Frankenstein (2014, สจวร์ต บีตตี) โดยเขารับบทเป็น อดัม ผีดิบที่ถูกปลุกให้ฟื้นอีกครั้งและจำต้องเผชิญสถานการณ์ลำบากเมื่อไม่อาจรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเขาคือใคร หรือถูกสร้างมาเพื่ออะไร

แถมนี่ยังเป็นหนังที่ทำให้เขาได้ออกแรงแสดงฉากแอ็กชั่นเองแทบทั้งเรื่องอีกด้วย (หลังจากเป็นฝ่ายถูกปกป้องใน Olympus Has Fallen เสียนาน) และลงเอยด้วยการผิดคิวจนถูกสตั๊นต์แมนฟันศอกใส่อย่างจัง “ผมงี้ล้มคว่ำลงบนพื้นเลยฮะ” แอ็คฮาร์ตเล่า

แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อรีดไขมันและให้เนื้อตัวมีแต่กล้ามเนื้อ “ผมใช้เวลาอยู่หกเดือนปั้นร่างกายตัวเองและเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้” เขาว่า “นอกจากนี้ยังต้องคุมน้ำหนัก ดันพื้น และแพลงค์กิ้งเพื่อเรียกกล้ามหน้าท้องด้วย ซึ่งผมต้องทำแบบนี้ทุกวันเลยด้วย”

ความสำเร็จของหนังยังส่งให้เขาได้มาอยู่ในหนังน่าจับตาอีกเรื่องอย่าง My All-American (2015, แองเจโล พิซโซ) และ Sully (2016, คลินต์ อีสต์วูด) และตามมาด้วยบทที่เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งรูปร่างหน้าตาและสำเนียงใน Bleed for This (2016, เบน ยังเกอร์) กับลุคโค้ชมวยที่ไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด

และในปีหน้า เราจะได้เจอเขาใน Midway หนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ โรแลนด์ เอ็มเมอริช ด้วย ซึ่งก็ช่างน่าสนใจจริงๆ ว่าครั้งนี้ เขาจะรับบทอะไรและสร้างภาพจำอะไรใหม่ๆ ในงานตัวเองได้อีกหรือไม่