Battlefield Earth The Boy Next Door The Room The Twilight Saga Wild Wild West

So Bad, That It’s Good. หนังเรื่องนี้มันแย่แต่ดีจังค่ะ (เอ๊ะ)

Home / bioscope / So Bad, That It’s Good. หนังเรื่องนี้มันแย่แต่ดีจังค่ะ (เอ๊ะ)

เคยดูกันไหม หนังที่ไม่ว่าจะเป็นการกำกับ, การแสดง ไปจนถึงการเขียนบทนั้นเข้าขั้น ‘วินาศ’ แต่เราก็ยังรู้สึกว่าไอ้เจ้าหนังเรื่องนี้ -ที่ไม่ติดโผชิงรางวัลหนังดีสักสาขาแน่ๆ- ดันเป็นหนังที่ดูสนุก ดูเอามันส์ประจำใจเราไปเสียอย่างนั้น มันคือหนังประเภท So Bad, That It’s Good. หรือหนังที่เรียกกันติดตลกโดยทั่วไปว่า หนังมันแย่แต่ก็ดี ซึ่งก็ชวนให้งุนงงมากๆ ว่าเอ๊ะ แล้วตกลงมันดีหรือไม่ดี

แน่ล่ะว่าหนังทำนองนี้จะเรียกว่าดีได้ก็ไม่เต็มปาก เพราะอย่างที่เรานำเสนอไปแล้ว มันมักเต็มไปด้วยอะไรต่อมิอะไรชวนเหวอไปหมด ทั้งการแสดงล้นๆ เกินๆ หรือไดอะล็อกสนทนาที่ไม่มีมนุษย์คนไหนพูดกันแน่ๆ ในโลกของความเป็นจริง หากแต่องค์ประกอบอย่างหนังที่ทำให้หนังทำนองนี้มันข้ามเขตแดนจากหนังสตึๆ สักเรื่องไปสู่ความคัลต์และเข้าโหมด ‘แย่แต่ดี’ คือน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง, ลักษณะเฉพาะตัวบางอย่าง ไปจนถึงความจริงใจที่คนทำหนังมีอยู่หลังกล้อง

The Room (2003, ทอมมี ไวโซว) หนังห่วยในตำนานที่เป็นที่กล่าวขานกันว่า ไม่ว่าคุณจะเคยดูหนังเลวระยำมาแค่ไหน แต่เมื่อเจอ The Room ของไวโซวเข้าไป มันก็มีอันต้องขึ้นอันดับหนึ่งหนังห่วยในใจของคนทุกราย หนังเล่าถึง จอห์นนี กับ ลิซา คนรักที่ความสัมพันธ์กำลังงอกงาม แม้ว่าฝ่ายหญิงจะแอบไปกิ๊กกั๊กกับ มาร์ค เพื่อนรักของฝ่ายชายก็ตามที

พล็อตเชยระเบิดยังไม่เท่าการแสดงที่แสนจะแข็งเป็นหินของตัวละครทุกตัว ไม่เว้นแม้แต่ไวโซวเอง แต่เหนืออื่นใดคือการที่ไปๆ มาๆ มันกลับกลายเป็นหนังคัลต์ที่มีรอบฉายทุกปี (และคนก็ขว้างปาข้าวของหลังดูจบทุกรอบไปด้วย จนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว) เพราะสารพัดความอิหลักอิเหลื่อของมันที่แม้ในวันวาร ผู้คนจะยังไม่เข้าใจนัก และจนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจ (อ้าว) แต่ความเหวอแตกของมันก็ได้สร้างอารมณ์ขันพิลึกพิลั่นให้คนดูเฉพาะกลุ่ม จนมันถูกจัดเข้าทำเนียบหนังห่วยที่คนดูรักที่สุดเรื่องหนึ่งไปอย่างช่วยไม่ได้ แถมความห่วยของมันยังถูกอีตา เจมส์ ฟรังโก มาร้อยเรียงเป็นหนังเรื่องใหม่อย่าง The Disaster Artist (2017) เล่าถึงความบรรลัยหลังกองถ่ายของ The Room

ชะตากรรมของ The Room แทบไม่ต่างกันจาก Battlefield Earth (2000, โรเจอร์ คริสเตียน) หนังไซ-ไฟยอดแย่ที่พูดถึงโลกอนาคตที่มนุษย์ตกเป็นทาสของชาวเผ่าไซโคล เอเลี่ยนที่ถักผมเดร็ดล็อค คิ้วหนาเตอะซึ่งรับบทโดย จอห์น ทราโวลตา ซึ่งแสดงได้จนยากจะเชื่อว่ากาลครั้งหนึ่งพี่เคยเข้าชิงนำชายยอดเยี่ยมเวทีออสการ์ด้วย แต่ โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ฝีปากกล้าเคยกล่าวถึงหนังไว้ว่า “การดู Battlefield Earth มันก็เหมือนนั่งรถบัสข้างๆ คนไม่อาบน้ำนั่นแหละครับ คือมันก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ไม่น่าพอใจเฉยๆ น่ะนะ” ซึ่งสุดท้ายแล้ว หนังเอเลี่ยนแข็งเป็นตอไม้นี้ก็ได้กลายมาเป็นหนังคัลต์ที่หลายคนเอาไว้ดูเพื่อหัวเราะหึหึในลำคอกับความวินาศในหนังนั่นเอง

เว็บไซต์ theconversation ถึงกับออกความเห็นว่า จะชั่วจะดี ถึงอย่างไรหนังทำนองนี้มันก็นำเสนอความเป็นศิลปะในอีกด้านหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับ ‘ความดีงาม’ ที่โลกกระแสหลักนิยามไว้ เพราะการสร้างงานโปรดักชั่นสุดเหวอออกมามันย่อมสะท้อนถึงทัศนคติที่คนทำหนังมีต่องานชิ้นนี้ แล้วเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้เห็นว่า สิ่งที่ทำออกมานี้มันสวยงาม เก๋ไก๋และสมควรอยู่ในหนังของตัวเอง และ Wild Wild West (1999, แบร์รี ซอนเนนฟีลด์) หนังซึ่งถูกด่ายับแทบจะในทุกองค์ประกอบก็เป็นตัวอย่างที่ดี แฟชั่นย้อนยุคอันรุ่มร่าม เสื้อผ้าที่เห็นแล้วชวนสงสัยว่าคนเขาใส่กันจริงๆ เหรอฟะ หรือการแต่งหน้าแต่งตาตัวละครที่เห็นแล้วต้องขมวดคิ้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันก็อาจจะเป็นแฟชั่นที่ผู้กำกับเห็นว่ามันดีก็ได้ แม้ว่ามันจะผิดที่ผิดทางหรือไม่ตรงตามคอนเซ็ปต์บางอย่างก็ตาม

ฉากจำในตำนาน

อันที่จริงก็ไม่ได้มีแค่หนังยุคก่อนเท่านั้นที่อยู่ในหมวดนี้ แม้หนังเก่าหลายเรื่องจะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความคัลต์ของมันให้ข้ามพ้นจากป้ายความเป็นหนังยอดแย่ หากแต่หนังยุคใหม่ที่ไม่ว่าเราจะรักจะชัง ก็ยังสามารถถูกจัดอยู่ในโหมด So Bad, That It’s Good. ได้เช่นกัน เริ่มจาก The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part 2 (2012, บิลล์ คอนดอน) กับฉากการเตรียมรบกันของเหล่าแวมไพร์ หลังจากที่เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับความรักและความเพ้อเจ้อของคู่พระนางอยู่นาน (หลายภาคด้วยนะ) แต่แล้วฉากรบนั้นก็กลายเป็นฉากที่หลายคนถึงกับอ้าปากค้างในการ ‘กล้าจะเล่น’ ของผู้กำกับและทีมเขียนบท และอาจจะออกจากโรงหนังด้วยอาการเมาหมัดเล็กน้อย แน่ล่ะว่าเราไม่อาจปฏิเสธได้หรอกว่าหนังเรื่องนี้มันมีรายละเอียดชวนหงุดหงิดอีกมาก แต่ไอ้ฉากรบที่ว่านี้ก็ชวนให้รู้สึกอยากชื่นชมผู้กำกับในความช่างกล้าจริงๆ เล้ย

Death Race (2008, พอล ดับเบิลยู เอส แอนเดอร์สัน) หนังว่าด้วยเรื่องของ อาเมส (เจสัน สเตแธม) นักโทษที่ถูกจับเข้าคุกโดยคดีฆาตกรรมที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อ ต้องลงซิ่งรถในแมตช์ท้าตายของเรือนจำ หนังไม่ได้ขายอะไรนอกจากฉากแอ็กชั่น ฉากขับรถและฉากเปลือยเสื้อโชว์ร่างสุดบึ้กของสเตแธม แต่มันก็แสนจะตรงไปตรงมาโดยไม่แยแสความสมจริงใดๆ ถึงที่สุดเราอาจจะเพลิดเพลินไปกับการขับรถที่ประดับด้วยอาวุธสงครามค่อนคันจนเลิกสงสัยว่า เอ๊ะ เรือนจำเอางบจากไหนมากมายมาใช้ในการแข่งนี้กันนะ หรือเจ้าหน้าที่ไม่กลัวนักโทษก่อกบฏด้วยการเอาอาวุธหนักพวกนี้แทงตายหรือยังไงกัน

The Boy Next Door (2015, ร็อบ โคเอน) หนังธริลเลอร์วายป่วงที่นำแสดงโดยแม่สาวเซ็กซี่ เจนนิเฟอร์ โลเปซ ที่รับบทเป็น คลารี สาวเปลี่ยวที่พบว่า ว้ายตายแล้ว ข้างบ้านมี โนอาห์ (ไรอัน กัซมัน) วัยรุ่นหนุ่มหล่อย้ายมาอยู่ ไปๆ มาๆ เกิดมีสัมพันธ์สวาททั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ (หืม เหรอคะ) และเมื่อเธออยากจะหยุดความสัมพันธ์นี้ไว้ เจ้าหนุ่มก็กลับกลายเป็นคนใช้ความรุนแรงและยืนยันว่าผมจะไม่หยุดมีสัมพันธ์เดือดแน่นะเจ๊! และแม้ว่าอันที่จริงตัวหนังจะได้รับคำชมไม่น้อย แต่ในมุมกลับ มันก็ชัดเจนว่าเป็นหนังที่ทำเพื่อขายใครและขายอะไร ไม่ว่าจะความเร่าร้อนดินระเบิดของโลเปซ ความหนุ่มแน่นน่าขบกัดของกัซมัน และการที่มันตอบสนองจินตนาการเชิงแฟนตาซีเรื่องของการมีเซ็กซ์อันเร่าร้อนเผ็ดมัน ไปจนถึงการได้งาบหนุ่มน้อยคราวลูก หรือการได้แอ้มสาวใหญ่ที่โคตรจะสวยนั่นก็ด้วย ทำให้มันจัดอยู่ในเรตหนังทำนองนี้ในที่สุด

ติดตามชม The Boy Next Door ได้ ทาง Mono29
วันที่ 15 ต.ค. เวลา 22.50 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv