กระเบนราหู

กระเบนราหู ‘แด่…ชาวโรฮิงญา’

Home / bioscope / กระเบนราหู ‘แด่…ชาวโรฮิงญา’

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์

ก่อนที่เราจะกระโจนเข้าสู่วังวนความสัมพันธ์ของมนุษย์สามคน ‘กระเบนราหู’ หนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ เปิดฉากมาด้วยข้อความ “แด่ชาวโรฮิงญา” ที่เปรียบเสมือนแถลงการณ์ต่อผู้ชมเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในหนัง

หากตัดประเด็นเรื่องโรฮิงญาออกไป ‘กระเบนราหู’ ก็เล่าเรื่องของแรงงานประมงที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า วันหนึ่งเขาพบชายแปลกหน้าบาดเจ็บสาหัสอยู่ในป่าโกงกาง เลยพากลับบ้านมาดูแล เขาไม่พูดไม่จา แต่ด้วยรูปลักษณ์และสถานะแบบไร้ตัวตนก็ทำให้เราตีความได้ว่า ชายคนนี้คือผู้ลี้ภัย กว่าที่บาดแผลของเขาจะเยียวยาตัวเอง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ได้พัฒนาไปอย่างงดงามในที่สุด ซึ่งนี่คงเป็นครั้งแรกที่หนังไทยถ่ายทอดความสัมพันธ์เชิงมนุษย์ระหว่างคนไทยกับโรฮิงญา

หลายฉากเหลือเกินที่แสงนีออนสุกสกาวสร้างบรรยากาศเหนือจริงจนเป็นอัตลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ และสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์นี้เองที่ผู้กำกับ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง พยายามเรียนรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนาโปรเจ็คต์จนคลี่คลายเป็น ‘กระเบนราหู’ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย แสงไฟเหล่านั้นกลายเป็นอัตลักษณ์ที่เราจะจดจำหนังไปอีกนาน …เราจะย้ำอะไรนักหนากับคำคำนี้ นี่คือเหตุผลที่พุทธิพงษ์ให้กับเราในไม่กี่ชั่วโมงหลังหนังฉายรอบแรกที่เทศกาลหนังปูซานที่ผ่านมา

ในจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ พอจะจำได้มั้ยว่าสถานการณ์เรื่องโรฮิงญาในเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงไหน

ต้องย้อนไปก่อนหน้านั้นหน่อย เราสนใจในเรื่องอัตลักษณ์ของคน ก่อนนี้เราทำวิดีโอโปรเจ็คต์เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของศิลปิน เวลาคนสร้างงานออกมาชิ้นนึงแล้วโดนก๊อปปี้ แล้วไอ้ผลงานที่ก๊อปปี้ไปมันมักเป็นสิ่งที่สังคมมองในเชิงลบว่าลอกเขามา เราเลยมีคำถามว่าเวลาที่ศิลปินเขาทำงานออกมามันเหมือนนำเสนอสิ่งที่ดี แล้วเมื่อสิ่งนั้นมันโดนก๊อปปี้ทำไมมันถึงไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน เวลามนุษย์สร้างอัตลักษณ์ขึ้นมามันมักจะมีนัยยะทางลบตามมา หลังจากนั้นเราคิดที่จะทำหนังยาว ก็เลยมองเรื่องอัตลักษณ์ของคนเพิ่มขึ้น เรารู้ว่าหนังยาวของเรามันใช้เวลาทำยาวแน่นอน เพราะการหาเงินมันยาก เราก็เลยมองว่าเรื่องอะไรที่เราพอจะเรียนรู้ได้ เราก็เลยมองเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นชาติ ความเป็นศาสนา ความเชื่อบางอย่างที่เราถูกปลูกฝังขึ้นมาเพื่อยึดเหนี่ยวคน แต่ตัวเรามักจะมองมาตลอดว่าไอ้สิ่งนี้มันนำพามาซึ่งปัญหา เราเลยสร้างโปรเจ็คต์ขึ้นมาเพื่อจะตอบคำถามนั้นกับตัวเราเอง เพื่อเรียนรู้ไปกับมัน ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มโปรเจ็คต์ยังไง เลยคิดว่าสิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะไปเจอปัญหาพวกนี้ก็คือการที่เราไปชายแดน เพราะมันเป็นกายภาพที่เราเห็นการแบ่งแยกที่ชัดเจน เราก็ตระเวนหาหมดเลย ระหว่างนั้นก็พยายามที่จะหาเรื่องว่ามันมีอะไรที่จะมาสนับสนุนความคิดในทางลบต่อการมองอัตลักษณ์ให้ได้ มันก็มีปัญหาชาวโรฮิงญาในปี 2009 ที่เขามากันสามร้อยคนกับเรือหกลำ แล้วปรากฏว่าเราไม่ให้เขาเข้าประเทศ เราผลักดันเขาออกไป เราว่าปัญหานี้มันใหญ่มากนะ แล้วมันเหมือนบางอย่างมันตอบเราได้ว่านี่ไงการที่เรามีความหวงความยึดมั่นในตัวตนเรานี่แหละคือผลเสีย ในขณะที่ชาวโรฮิงญาเราไม่รู้จักเขามาก่อน แต่ชื่อนั้นเราได้ยินแล้ว เลยพยายามตามคนกลุ่มนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเป็นมุสลิม ตัวเราเองเป็นพุทธ ซึ่งไทยเป็นเมืองพุทธ มุสลิมโดนมองเป็น minority มาตลอด พม่าโดนมองด้วยอคติทางชนชาติมาตลอด เราเลยให้ความสำคัญกับอันนี้เพื่อรองรับความคิดด้านลบเขาเราในตอนนั้น และเราก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ติดตามชาวโรฮิงญาไปเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้เราสามารถตอบได้ว่าการมีอัตลักษณ์มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก สิ่งเลวร้ายไม่ใช่การที่เราสร้างอัตลักษณ์ แต่คือการที่เราไปทำให้คนอื่นต่ำลงมากกว่า พยายามมองให้มันเป็นเชิงบวกขึ้น

อะไรเป็นจุดที่ทำให้อคติเปลี่ยนไป

จริงๆ อคติมันเข้มข้นด้วยซ้ำสำหรับเรื่องโรฮิงญา เพราะว่าในปี 2009 ที่เรารู้จักเขา คนไทยอาจจะยังรู้จักน้อย พอมันผ่านไปเรื่อยๆ เราเลยเห็นว่าเขาก็พยายามหลบหนีบางอย่างมาจากพม่า จนมาหนักหน่วงมากๆ ช่วงปี 2015 เราเข้าใจว่าทำไมมันหนักหน่วง เพราะมันมีข่าวว่าเราโดนปลดเทียร์ 2 กับ 3 (ระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา) ทางการค้าอาหารทะเลกับยุโรป และปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งมันเป็นปัญหาระดับชาติ นักข่าวเขาก็พยายามไปหาต้นตอของปัญหาเหล่านั้น ปัญหาชาวโรฮิงญาก็เลยกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง และหลังจากนั้นที่น่าแปลกใจคือ เราเห็นตามอินเตอร์เน็ต คอมเมนต์ต่างๆ ด่าโรฮิงญาหมดเลย จะมาทำอะไร จะมาแพร่ลูกแพร่หลานหรืออย่างไร เราก็เลยเห็นความเกลียดชังนั้น ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะรู้สึกว่าเกลียดความรู้สึกความเกลียดชังแบบนี้มาก แต่ทำไมความเกลียดเหล่านั้นมันมีเยอะมากขึ้น ที่ช็อคมากๆ คือเพื่อนเราเองที่โตมาด้วยกันก็เป็นไปกับเขาด้วย มันทำให้เรามองกลับมาหาตัวเองว่าอันที่จริงเราก็มีอคติในการมองปัญหาเหล่านี้อยู่นะ คือมุมมองเราเป็นอคติต่อชาตินิยม เพื่อนเราอาจจะเป็นชาตินิยมที่มีอคติต่อคนแปลกหน้า เราเลยคิดว่าไอ้อคติในการมองมันไม่มีปัญญา มันไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น เราเลยมานั่งทบทวนตัวเอง ไม่ได้ไปทบทวนเพื่อนหรือคนรอบข้างด้วยซ้ำ ว่าเราควรเรียนรู้มากกว่านี้ ไม่รู้เหมือนกันเพราะเมื่อก่อนเราไม่เคยมองข้อดีของการเป็นชาตินิยม เราเลยเริ่มมองเห็นว่าจริงๆ ความเป็นชาตินิยมมันไม่ใช่ความผิดเลย แต่ไม่รู้ไงเพราะเราสนุกที่จะมองคนอื่นต่ำกว่ามากกว่า

แล้วจะทำยังไงให้เพื่อนเราไม่โกรธ? อย่างแรกเราทบทวนตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เราพูดไปมันเป็นปรารถนาที่ดี เราพยายามที่จะขจัดอคติออกไปโดยไม่พูดถึงด้านลบของทุกฝั่ง เราประนีประนอมมันให้ได้ แต่แน่นอนว่าความคิดเรามันโอนเอียงอยู่แล้วเพราะเราก็เห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่โดนกดมาตลอด แต่เราก็จะไม่พยายามเอาอคติไปใส่ตรงนั้นอีก อย่าสร้างความเกลียดชังเพิ่มไปกว่าเดิมอีกเลย

แต่ถึงบริบทของการทำหนังเรื่องนี้จะเป็นยังไง ดูเหมือนสุดท้ายมันก็ยังเป็นหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของมนุษย์อยู่ดี

หนังเราเขียน “แด่โรฮิงยา” ในตอนต้น แต่ถ้าเราเอาออก มันก็แค่หนังที่ว่าด้วยมนุษย์กับมนุษย์ มันไม่ได้พูดถึงชนชาติใด แต่ชาวต่างชาติไม่ว่าชาติใดก็สัมผัสถึงความเป็นผู้อพยพในหนังของเรา อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่เราได้รับฟี้ดแบ็คมา เขาบอกว่าไม่รู้จักโรฮิงญา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า มันเกิดขึ้นกับเขาด้วยที่ยุโรป เพราะเขาก็มีปัญหาแบบนี้เหมือนกัน เขามีความขัดแย้งเหมือนเราทุกอย่างเลย ซีเรียเข้าไปอยู่เยอรมัน คนเยอรมันชาตินิยมหน่อยเขาก็ไม่เอา แต่ใครมีใจกับเพื่อนมนุษย์หน่อยเขาก็อยากจะช่วยเหลือ ก็เลยคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ มันน่าจะเป็นภาษาสากล

ลมหนาวที่พัดตามหลังมรสุมของเทศกาลหนังเมืองคานส์ บังคับให้เราต้องแยกทางกันเพื่อหากำบังเพื่อเพิ่มความอบอุ่น กระนั้นเส้นทางของ ‘กระเบนราหู’ ยังไม่จบอยู่แค่ที่นี่ เพราะความสำเร็จในเทศกาลหนังที่ผ่านมาเป็นใบเบิกทางให้หนังและพุทธิพงษ์มีแนวโน้มจะได้เดินทางต่อไปอีกยาวไกล เพื่อทิ้งคำถามเรื่องความรัก ที่สัมพันธ์กับความเป็นชาติในอีกหลายประเทศ จนกว่าจะได้เดินทางให้ชาวไทยได้ซึมซับผลลัพธ์จากอคติทางอัตลักษณ์นั้นในวันหนึ่ง