bioscope people Blindspotting Daveed Diggs Rafael Casal

(BIOSCOPE People) Blindspotting ที่นี่…ประเทศไหน ในสายตาของ เดวิด ดิกก์สและราฟาเอล คาซาล

Home / bioscope / (BIOSCOPE People) Blindspotting ที่นี่…ประเทศไหน ในสายตาของ เดวิด ดิกก์สและราฟาเอล คาซาล

“มึงทำให้กูรู้สึกเหมือนกูเป็นตัวประหลาดในบ้านเกิดของกูเอง!”

เขาคือชายผิวสีที่ยืนถือปืนเหงื่อแตกพลั่กท่ามกลางอากาศร้อนอ้าวของยามบ่ายของโอ๊คแลนด์ เสียงระบบเตือนภัยกรีดร้องดังรบกวนความเงียบจากภายนอก เป็นบีตเสียงเดียวกับที่หัวใจเขาเต้น ขณะวางปลายนิ้วชี้แนบลงบนไกปืน…

หากปีที่แล้วเราตื่นตะลึงไปกับการชำแหละทัศนคติการเหยียดผิวที่มีต่อคนดำใน Get Out (2017, จอร์แดน พีล) ปีนี้ก็มี Blindspotting หนังของ คาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา ที่วิพากษ์ประเด็นเดียวกัน หากแต่ดุเดือดและฉูดฉาดกว่า หนังเล่าถึง คอลลิน (เดวิด ดิกก์ส) หนุ่มผิวสีที่โดนภาคทัณฑ์จากคดีทำร้ายร่างกายจนติดคุกอยู่สองเดือน ออกมาแล้วยังต้องติดเครื่องติดตามไว้ที่ตัว และจำกัดเวลาไม่ให้ออกนอกบ้านหลังห้าทุ่มอยู่อีกนานหลายเดือน คอลลินทำงานเป็นพนักงานขนส่งกับ ไมล์ส (ราฟาเอล คาซาล) เพื่อนผิวขาวหัวร้อนที่คบกันมาตั้งแต่อายุ 12 ปี ทั้งสองตระเวนเก็บของที่ผู้คนไม่ต้องการแล้วไปทั่วโอ๊คแลนด์ เขตเบย์แอเรีย

ไม่กี่คืนก่อนพ้นภาคทัณฑ์ หลังจากขนส่งของจนครบ แยกย้ายกับไมล์สและอีกไม่กี่นาทีจะครบห้าทุ่มอันเป็นเส้นตายของคอลลิน สัญญาณไฟแดงทำให้เขาจำต้องหยุดรถบรรทุกของรอคอยอยู่หลังพวงมาลัยอย่างอดทน และนั่นเองที่ทำให้เขาเป็นพยานการรู้เห็นเมื่อชายผิวสีวิ่งผ่านหน้ารถของเขาไป ก่อนจะถูกตำรวจผิวขาวที่วิ่งไล่หลังมาวิสามัญด้วยกระสุนปืน และทำให้คอลลินต้องตั้งคำถามกับสถานะของเขาในรัฐนี้และในสายตาของเจ้าหน้าที่ ว่าเมื่อคนอื่นมองเข้ามาในเนื้อตัวคนผิวสีอย่างเขานั้น… ทุกคนเห็นอะไร

ความโดดเด่นของ Blindspotting ไม่ได้อยู่แค่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์การที่คนผิวสีถูกประทับตราในฐานะอาชญากรหรือตัวอันตรายเท่านั้น แต่ในแง่ของงานสร้างแล้วมันยังโดดเด่นด้วยแสงสีที่อาบไล้ตัวละครราวกับมิวสิกวิดีโอเพลงขนาดยาว, บีตเพลงที่ดังขึ้นแทรกทุกจังหวะ และโดยเฉพาะไดอะล็อกการสนทนาของตัวละครที่เป็นบทเพลงอันไหลลื่นและลงตัว จนด้านหนึ่งเราอาจจะกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า Blindspotting คือหนังมิวสิคัลชั้นดีของปีนี้

และไดอะล็อกกับเรื่องราวชวนทึ่งเหล่านี้ มาจากการร่วมมือกันเขียนบทของคู่หูนักแสดงนำอย่างดิกก์สและคาซาล -ที่ในชีวิตจริงก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาหลายปี- ซึ่งควบหลายตำแหน่งเหลือเกิน เพราะนอกจากนี้พวกเขายังรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้หนัง ทั้งยังเป็นนักร้องอาชีพอีกด้วย

“เราเลือกจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเบย์แอเรียเพราะเราโตมาจากที่นี่น่ะ” ดิกก์สเล่า “มันเป็นพื้นที่ที่พวกเราภูมิใจและเห็นว่ามีเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจและยังไม่ได้ถูกถ่ายทอด

“ผมว่าตัวละคาอย่างคอลลินซึ่งถูกควบคุมความประพฤติอยู่ แถมยังเคยติดคุกและต้องพยายามทำความเข้าใจกับผลกระทบที่จะตามมาหลังจากนั้น มีแนวโน้มว่าต้องเจอกับอะไรต่อมิอะไรที่พร้อมจะโยนเขากลับเข้าตะรางอีกรอบ” ดิกก์สอธิบายถึงขั้นตอนการสร้างตัวละครที่เขารับบทเอง “สำหรับพวกเราซึ่งเป็นคนผิวสี เรารู้สึกตึงเครียดอยู่เสมอเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ การที่คอลลินกลายเป็นพยานรู้เห็นตำรวจยิงคนผิวสีไร้อาวุธ เหตุการณ์นั้นกลายเป็นชนวนของทุกสิ่ง”

หากเรามองย้อนกลับไปยังต้นธารของเรื่องราวทั้งหมด ตัวละครที่ต้องเผชิญกับสภาพจิตใจแสนเปราะบางอย่างคอลลินนั้นไม่ใช่ผลลัพธ์แรกที่ดิกก์สกลั่นกรองออกมาเป็นงาน เขาคือเด็กชายที่เติบโตในโอ๊คแลนด์ มีพ่อเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันและแม่เป็นชาวยิว (ชื่อของเขาสะกดว่า Daveed ซึ่งเป็นภาษาฮีบรูวและออกเสียงเหมือนคำว่า  David ทุกประการ) ทำให้เขาเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์และความเชื่อตั้งแต่แรก

เช่นเดียวกันกับคาซาล เขาและดิกก์สร่างภาพตัวละครคอลลินพร้อมๆ กับไมล์ส หนุ่มผิวขาวเลือดร้อนในดินแดนที่เต็มไปด้วยคนผิวสี คนเม็กซิกันและคนต่างถิ่นมากมาย “ผมกับเดวิดรู้จักคนแบบไมล์สเยอะมากๆ ในแถบเบย์แอเรีย สำหรับผม ไมล์สคือชนกลุ่มน้อยของชนกลุ่มน้อยอีกทีหนึ่ง เขาคือคนขาวท่ามกลางคนผิวสีดำและสีน้ำตาล ฉะนั้นเขาจึงสร้างพื้นที่ที่ตัวเองจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นมา นึกไม่ออกเลยว่าคนแบบนี้ แต่ละวันถูกตั้งคำถามถึงเชื้อชาติตัวเองแค่ไหน

“แต่ด้านหนึ่ง หมอนี่ก็เป็นคนรักครอบครัวสุดๆ พยายามจะเป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นคนงาน เป็นชนชั้นแรงงานผู้ภักดี และหวาดกลัวหากจะมีอะไรสักอย่างในโลกของเขาสั่นคลอนหรือเปลี่ยนแปลง เพราะนั่นหมายความว่าเขาต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้พื้นที่ที่ตัวเองคุ้นเคยอีกครั้ง”

คาซาลเริ่มต้นเขียนบทกวีและแต่งเพลงตั้งแต่ยังเด็ก เขามักจะอัดเพลงกับเพื่อนอย่างง่ายๆ แล้วเอามันไปขายที่โรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะได้ทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง ขณะที่ก็แสดงออกถึงความสนใจเรื่องการเมืองและความเป็นอยู่ของคนอเมริกันอย่างเปิดเผย เขาพบกับดิกก์ส -ซึ่งอายุมากกว่าเขาสี่ปี- ครั้งแรกในชมรมนักกวีที่โรงเรียนเบอร์เคลีย์ไฮสคูล และต่อกันติดทันทีที่พูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยค ก่อนที่จะร่วมทำโปรเจ็กต์ดนตรีด้วยกันมานับแต่นั้น รวมถึงโปรเจ็กต์การเขียนบทหนังที่ว่าด้วยคนสองคนในเมืองที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาอย่างโอ๊คแลนด์ เมืองที่เมื่อปี 2016 มีสถิติรายงานว่า จากปี 2000 เป็นต้นมา มีคนผิวสีทั้งชายและหญิงถูกวิสามัญหรือเสียชีวิตอันเป็นผลจากกฎหมายถึง 74 เปอร์เซ็นต์!

“เหตุการณ์ต่างๆ ที่คุณเห็นในหนังมันไม่ได้สร้างความรู้สึกว่าเป็นเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งโดยเฉพาะด้วยซ้ำ” ดิกก์สเล่า “เรายังไม่ได้ก้าวข้ามพวกมันหรือมาไกลจนเรียกเรื่องเหล่านั้นว่าเป็นประวัติศาสตร์ได้หรอก”

“มันเป็นสถานที่แบบที่เราจะรู้สึกปลอดภัยได้แค่อึดใจเดียว แต่แค่คุณเดินเลี้ยวไปอีกมุมถนนก็จะเห็นความรุนแรงอยู่ตรงนั้น และนั่นคือความประสาทกินที่พวกเราต้องเจอ” คาซาลอธิบาย

ความรุนแรงและการถูกเลือกปฏิบัติของคนผิวสีจึงเป็นหมุดหมายแรกๆ ที่คู่หูตั้งต้น และจับมือกันร่างบทหนังยาวเหยียดขึ้นมา ผนวกรวมเข้ากับบทเพลงฮิปฮอปและบีตหนักหน่วง ห่มคลุมบรรยากาศของโอ๊คแลนด์ด้วยความอันตรายและแสงสีอันจัดจ้านฉูดฉาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากว่าคนเขียนบทไม่ได้รู้จักสถานที่ที่พวกเขาอยู่ทุกซอกทุกมุม และแม้มันจะเป็นหนังที่เล่าถึงด้านมืดของโอ๊คแลนด์ หากแต่มันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาด้วยความเกลียดชังต่อเมือง ตรงกันข้าม หลายคนน่าจะสัมผัสได้กับความรักและผูกพันที่คนเขียนบททั้งสอง (ไปจนถึงตัวละคร) มีให้กับเมืองนี้

“มีโลเคชั่นสองแห่งที่หายไปหลังจากเราถ่ายหนังเรื่องนี้จบแค่สองสัปดาห์ เราเฝ้ามองเมืองนี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และมันสำคัญเหลือเกินที่จะบันทึกห้วงเวลาช่วงหนึ่งของเมืองนี้ที่เรารู้จักมันดีมากๆ และรักมันมากๆ เช่นกัน” คาซาลเล่า “คนชอบถามว่าเราเขียนบทกันยังไง ผมก็ตอบไปว่าขึ้นอยู่กับว่าส่วนนั้นเขียนตอนปีอะไร เพราะเราใช้เวลากับมันเป็นสิบปี และใช้เวลาสำรวจเรื่องราวในเมืองก่อนจะนำมาเขียนอีกหลายปีเหมือนกันด้วย” ก่อนที่ดิกก์สจะเสริม “มันมีประวัติศาสตร์มากมายที่ถ้าเรารู้ก็ชวนน้ำตาไหลแล้ว แต่เราตื่นมาแล้วร้องไห้อยู่อย่างนั้นทั้งวันไม่ได้ เราต้องไปทำงาน ทำได้เพียงเฝ้าดูเมืองที่คุณรักเคลื่อนผ่าน เปลี่่ยนแปลงไปในทุกๆ วัน”

“ผมอยากให้ในอีก 20 ปีต่อจากนี้ ผมจะสามารถบอกได้ว่าสิ่งที่อยู่ใน Blindspotting คือที่ที่ผมเติบโตมา เป็นแบบนี้ กับผู้คนแบบนี้ และความตึงเครียดแบบนี้” คาซาลปิดท้าย