History Saving Private Ryan World War II สงครามโลกครั้งที่ 2

ชีวิตจริงบันดาลหนัง โรเบิร์ต คาปา ช่างภาพสงครามที่ดีที่สุดในโลกและฉาก D-Day ใน Saving Private Ryan

Home / bioscope / ชีวิตจริงบันดาลหนัง โรเบิร์ต คาปา ช่างภาพสงครามที่ดีที่สุดในโลกและฉาก D-Day ใน Saving Private Ryan

ภาพพลทหารชาวอเมริกัน ค่อยๆ ลงจากเรือและยกพลขึ้นบกที่หาดโอมาฮา, นอร์ม็องดี ประเทศฝรั่งเศสในหนังรางวัล Saving Private Ryan (1998, สตีเวน สปีลเบิร์ก) -เล่าถึงร้อยเอกมิลเลอร์ (ทอม แฮงค์ส) ที่ถูกส่งให้พาตัวพลทหารไรอัน (แม็ตต์ เดมอน) บุตรชายคนสุดท้องของครอบครัวไรอันกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2- ได้รับคำชื่นชมอย่างหนาหูว่าดุเดือดและสมจริงด้วยฉากกราดกระสุนและระเบิดที่ฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตรปะทะกัน

สปีลเบิร์กถ่ายทำฉากเหล่านี้โดยอ้างอิงจากภาพนิ่งจำนวนมากที่ถูกถ่ายทำในช่วงสงครามโลก โดยเฉพาะภาพจาก โรเบิร์ต คาปา ช่างภาพชาวฮังการีที่ตามถ่ายภาพเหล่านี้ไว้ และในเวลาต่อมา คาปาได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในช่างภาพที่ถ่ายภาพสงครามที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ซึ่งไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น หากเรามองย้อนไปว่า ตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตในปี 1954 เมื่ออายุได้เพียง 40 ปี ดูเหมือนคาปาจะผูกพันกับสงครามและการเมืองอย่างแยกไม่ออกมาโดยตลอดทีเดียว

โรเบิร์ต คาปา

ชื่อเดิมของคาปาคือ อันเดร ฟริดมันน์ เขาเกิดในครอบครัวชาวยิวในเมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี พ่อของเขาอพยพมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในทรานซิลเวเนียตั้งแต่อายุ 18 ปี ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บรรยากาศที่คาปาเติบโตมาจึงอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเมืองอย่างหนักหน่วงนับตั้งแต่เขายังเด็ก ก่อนที่เมื่อเติบโตขึ้น เขาจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินและทำงานนอกเวลาเป็นผู้ช่วยล้างฟิล์มในร้านเล็กๆ ซึ่งเป็นโอกาสแรกๆ ที่เขาได้รู้จักกับกล้องถ่ายรูป และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พรรคนาซีซึ่งเรืองอำนาจเต็มที่ในเยอรมัน ออกกฎหมายแบ่งแยกชาวยิวออกจากชาวเยอรมนี และนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้เขาต้องย้ายออกมาอยู่ที่กรุงปารีส, ฝรั่งเศสแทน

เจ้าหนุ่มฟริดมันน์ที่เพิ่งจะหัดถ่ายรูป ยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นตลบของสงครามที่ยังไม่มีท่าทีจะสงบลง ได้รู้จักกับชายผู้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทเขาในเวลาต่อมาอย่าง เกอร์ดา ทาโร ช่างภาพชาวเยอรมัน-ยิวที่อพยพมาปารีสด้วยเหตุผลเดียวกัน เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยจากการไล่ล่าอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ ทั้งสองใช้นามแฝงว่า “คาปา” และออกเดินทางท่องโลกด้วยกล้องคอนแท็กซ์ 35 มม.

งานช่างภาพที่ต้องจับภาพผู้คนมันก็เรื่องหนึ่ง แต่งานที่ต้องกระโจนลงท่ามกลางสมรภูมิที่กระสุนไม่เคยเลือกเหยื่อว่าเป็นนายทหาร, เป็นช่างภาพ หรือเป็นคนฝ่ายไหน คาปาลุ่มหลงอะไรในสงครามเหล่านี้

ยากจะรู้ คาปาแทบไม่เคยให้สัมภาษณ์ สิ่งเดียวที่ส่งเสียงจากเขาคือภาพงานจำนวนมากที่เขาถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่สงครามสเปนในปี 1936 ไม่ปรากฏเหตุผลแน่ชัดว่าเหตุใดคาปาจึงหมกมุ่นกับการถ่ายภาพจากสงครามนักทั้งที่ความปรารถนาแรกของเขาคือการได้เป็นนักเขียน เขาเคยหยอกเย้าวิธีการทำงานของตัวเองขำๆ ว่า “ผมแค่หมอบลง เอากล้องวางไว้บนหัว กดลั่นชัตเตอร์ พอกลับออกมาอีกทีก็กลายเป็นช่างภาพคนดังไปซะแล้ว”

SPAIN. Cordoba front. Cerro Muriano. September, 1936. Death of a loyalist militiaman.

The Falling Soldier คือภาพที่คาปาเชื่อว่าเป็นภาพที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา ซึ่งเขากดชัตเตอร์ถ่ายภาพนี้ในวันที่ 5 กันยายน 1936 ระหว่างสงครามกลางเมืองของสเปน และมันถูกใช้เป็นภาพที่แทนสัญลักษณ์การล่มสลายของสหพันธรัฐไอบีเรีย ก่อนจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง “กล้องที่ผมวางไว้บนหัวนั่นจับภาพชายคนหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เขาถูกยิง และคงเป็นภาพที่ดีที่สุดที่ผมเคยถ่ายแล้ว” คาปาเล่า

“นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในอาชีพช่างภาพของผมเลย และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองที่สเปนเหมือนกัน… และจริงๆ แล้วสงครามมันก็โรแมนติกนะครับ หากคุณเห็นในสิ่งที่ผมเห็น

“คนเหล่านั้นไม่ใช่ทหารด้วยซ้ำ พวกเขาตายในทุกนาทีด้วยท่าทางที่หมดจดเหลือเกิน พวกเขาคิดว่านั่นคือเสรีภาพ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การต่อสู้ พวกเขาเปี่ยมไปด้วยพลังใจ และผมซึ่งอยู่ในสนามเพลาะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเลย”

 

จากนั้น คาปาก็ท่องไปทั่วโลก โดยมากแล้วเข้าไปอยู่ระหว่างเหตุความขัดแย้งหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่การปะทะกันของจีนกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่รุกคืบเข้ามาในปี 1938 ภาพที่เขาถ่ายได้รับการตีพิมพ์ลงนิตยสาร Life อันโด่งดังในเดือนพฤษภาคม ปีเดียวกันนั้นเอง ก่อนที่เขาจะเข้าสู่การบันทึกเหตุการณ์สมรภูมิที่รุนแรงและดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ-สงครามโลกครั้งที่ 2

ปี 1944 คาปาตามติดนายทหารชาวอเมริกันบุกขึ้นฝั่งในวัน D-Day ที่หาดโอมาฮ่า, นอร์ม็องดี เขาแนบตัวไปกับเรือที่แล่นไปสู่ฝั่ง เบื้องหน้าคือพลทหารเยอรมนีที่ระเบิดทุ่นแถวชายหาดในจังหวะที่กองทัพอเมริกันบุกขึ้นมาได้ และนาทีนั้นเองที่คาปาตัดสินใจกดชัตเตอร์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นภาพที่ดังไปทั่วทั้งโลกในฐานะที่บันทึกห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายไว้ได้

“กระสุนดิ่งลงน้ำรอบๆ ตัวผม” คาปาเขียนบันทึกไว้ ในเวลานั้นเขายังอยู่บนเรือ หาดอยู่ห่างออกไปอีกราว 100 หลา เขากระโจนลงจากเรือพร้อมคอนแท็กซ์คู่ใจ หลบอยู่หลังที่กำบังและรอคอย “ตอนนั้นมันยังเช้ามาก และยากที่จะถ่ายภาพดีๆ ได้” เขาบรรยาย “แต่ภาพชายหนุ่มที่หลบอยู่ในที่กำบังหน้าตาประหลาดมันก็ทรงพลังมากๆ เหมือนกัน” คาปาถ่ายภาพมาได้หลายใบ ก่อนจะทิ้งเสื้อโค้ตหนักอึ้งจากน้ำทะเลและตะเกียกตะกายหลบกระสุน ขณะที่รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยเลือดและกองอ้วกมากมาย “ผมไม่กล้าละสายตาออกจากคอนแท็กซ์ได้เลย และกดชัตเตอร์ภาพติดๆ กันหลายภาพมาก” เขาสรุป “ถือกล้องไว้เหนือหัว ก้าวข้าวศพที่ชายหาดที่ละร่างสองร่าง และรู้ตัวอีกที… ผมถึงตระหนักได้ว่าผมกำลังวิ่งหนีออกมาจากตรงนั้น”

ภาพเหตุการณ์วัน D-Day นี้เองที่ได้กลายมาเป็นภาพที่สปีลเบิร์กใช้อ้างอิงระหว่างการถ่ายทำหนัง Saving Private Ryan ถัดจากนั้นมา ในช่วงระยะเวลาสุดท้ายของสงคราม คาปาบันทึกภาพพลทหาร เรย์มอนด์ เจ โบว์แมน ที่ถูกสไนเปอร์ยิงระหว่างการต่อสู้ในเยอรมัน และกลายเป็นภาพที่โด่งดังซึ่งได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Life ภายใต้ชื่อว่า “The picture of the last man to die.”

The picture of the last man to die.

“พระเจ้า สงครามจบลงแล้ว ใครจะอยากดูรูปคนถูกยิงอีกกัน” คาปากล่าว “ผมถ่ายรูปแบบเดียวกันนี้มาสี่ปีเต็มๆ และคนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว”

หากแต่นั่นไม่ใช่สมรภูมิสุดท้ายของคาปา เขาท่องเที่ยวไปยังรัสเซียยุคหลังสงครามปี 1947 ไปยังอิสราเอลในปี 1948 และลงเอยที่อินโดจีนในปี 1954 อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่เขาได้ลั่นชัตเตอร์ นิตยสาร Life ชวนเขาเดินทางไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝรั่งเศสทำสงครามยาวนานร่วมแปดปีกับชาวท้องถิ่นในสงครามอินโดจีน และแม้จะออกปากว่าเขา “พอ” กับงานภาพสงครามแล้ว หากแต่คาปาก็ตกปากรับคำทำงานนี้ โดยออกเดินทางร่วมกับนายทหารฝรั่งเศสและผู้สื่อข่าวจาก Life อีกสองคนไปยังจังหวัดท้ายบิ่ญ ประเทศเวียดนาม

25 เมษายน 1954 ขณะที่กองทัพฝรั่งเศสเดินทางผ่านเขตการใช้กระสุน คาปาตัดสินใจกระโดดลงจากรถจี๊ปเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ก่อนจะเหยียบทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ตรงนั้น เสียชีวิตในขวบปีที่ 40 ของตัวเอง

ติดตามชม Saving Private Ryan ได้ ทาง Mono29
วันที่ 26 ต.ค. เวลา 20.40 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv