ณฐพร เตมีรักษ์ ณเดชน์ คูกิมิยะ นาคี นาคี 2 นาคี ๒ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ภูภูมิ พงศ์ภาณุ อุรัสยา เสปอร์บันด์

แม่มด, เพศหญิง, อำนาจ และบทบาทของเจ้าแม่ใน ‘นาคี ๒’

Home / bioscope / แม่มด, เพศหญิง, อำนาจ และบทบาทของเจ้าแม่ใน ‘นาคี ๒’

หลังจาก นาคี สร้างความสำเร็จระดับปรากฏการณ์เมื่อมันออกฉายผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อปี 2016 ว่าด้วยเรื่องของเด็กสาวชาวบ้านกับตำนานเจ้าแม่นาคีซึ่งทำให้เธอถูกชาวบ้านกีดกัน ไหนจะต้องรับมือกับความรักประสาหนุ่มสาวที่ไม่สมหวัง ในที่สุด พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ก็นำเรื่องราวเหล่านี้มาขึ้นจอภาพยนตร์ในชื่อ ‘นาคี ๒’ และกำลังกวาดรายได้ถล่มทลายจากทั่วประเทศ

หนังเล่าถึง ป้อมปราบ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มถูกส่งไปประจำการที่หมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสาน เขาผู้พูดภาษาไทยกลาง พยายามทำความรู้จักกับภาษาอีสานและความเชื่อของชาวบ้าน โดยเฉพาะความเคารพที่มีต่อเจ้าแม่นาคี เจ้าแม่ซึ่งไม่สมหวังในรักของตนแต่มีฤทธิ์บันดาลให้คนที่เข้ามากราบไหว้สมหวังในชีวิตคู่ ไปจนถึงเรื่องอื่นๆ ที่มาอ้อนวอน และที่สถูปของเจ้าแม่ เขาได้รู้จักกับ สร้อย (อุรัสยา เสปอร์บันด์) เด็กสาวที่ทำหน้าที่ดูแลสถูปผู้ใช้ชีวิตกับยายเพียงลำพัง

หากแต่มาประจำการได้ไม่เท่าไหร่ ป้อมปราบมีอันต้องเวียนหัวกับคดีฆาตกรรมที่ชาวบ้านค่อยๆ ทยอยเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุอันเป็นปริศนา โดยทุกรายล้วนพุ่งเป้าว่าสร้อยน่าจะเป็นสาเหตุหลัก เนื่องมาจากเธอคือร่างประทับของเจ้าแม่นาคี!

1.

สิ่งหนึ่งที่เห็นจาก ‘นาคี’ ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นละครหรือภาพยนตร์ คือมันล้วนแล้วแต่มีแกนกลางเป็นเรื่องของเพศหญิงผู้ทรงอำนาจ และจำต้องเผชิญเรื่องราวอันแสนอ่อนไหวจากหัวใจตัวเอง พร้อมกันนั้นก็อยู่ในสถานะเป็นคนนอกของสังคมด้วยไม่อาจมีใครยอมรับเธอผู้แปลกแยก (ทั้งยังอาจไม่ใช่ ‘มนุษย์’ เหมือนๆ กัน)

การกีดกันหรือสร้างความเป็นอื่นนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในไทยหรือในละแวกนี้อย่างเดียวเท่านั้น มันเคยเป็นโศกนาฏกรรมระดับประเทศมาแล้วหากเราย้อนไปถึงการล่าแม่มดในยุโรปสมัยปี 1550-1650 ซึ่งเพศหญิงมีอำนาจมากพอจะสั่นคลอนอำนาจทางการเมือง -ไม่ว่าจะในเชิงสังคมหรือเชิงศาสนา- ของเพศชายซึ่งวางตัวเป็นใหญ่กว่าในยุคสมัยนั้น เหนืออื่นใด การล่าแม่มดยังเป็นการแก้ปัญหาขั้นต้นสำหรับทุกภัยพิบัติที่ถาโถมเข้าสู่ทุกชุมชนในเวลานั้น ไม่ว่าจะฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล, ภัยแล้ง ไปจนถึงสัตว์ป่วยล้มตายด้วยโรคภัย การบูชายัญเหยื่อสักรายให้แก่พระเจ้าที่เรามองไม่เห็นก็นับเป็นการสร้างความสบายใจ ไปจนถึงทำเพื่อลดความขัดแย้งจากการปะทะกันของคนในชุมชนเอง

ในยุโรป เหยื่อที่ถูกเลือกจึงมักจะเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะยังสาวหรือเฒ่าชรา แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ที่สำคัญคือมักจะมาจากชนชั้นต่ำหรือชนชั้นแรงงานในสังคม (หาได้ยากที่ผู้ถูกล่าแม่มดจะมาจากชนชั้นสูงหรือมีฐานะร่ำรวย) อาจจะพ่วงด้วยข้อกล่าวหาว่าพวกหล่อนเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์ โดยเป็นร่างของซาตานที่มายั่วยวน ล่อลวงให้มนุษย์ตกบ่วงและห่างเหินกับพระผู้เป็นเจ้า จนต้องกำจัดทิ้งเพื่อไม่ให้หนทางสู่สวรรค์ของเรานั้นแปดเปื้อนหรือห่างไกลออกไปอีก

ใกล้เคียงกันกับที่สร้อย (หรือแม้แต่ คำแก้ว ในเวอร์ชั่นละครซึ่งรับบทโดย ณฐพร เตมีรักษ์) ต้องประสบพบเจอ เธอคือหญิงสาววัย 20 ที่ไม่ค่อยออกสังคมกับใคร เราจะเห็นเธออยู่กับยายและหากถูกตำรวจตามตัวมาให้ปากคำ ก็จะมาอย่างเสียมิได้ สังคมของเธอมีเพียงยายและอยู่ห่างไกลจากชาวบ้านคนอื่นๆ ความไม่สนิทชิดเชื้อของเธอ ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสถูปซึ่งใกล้ชิดกับรูปปั้นเจ้าแม่ ทำให้เธอถูกมองเป็นอื่นได้โดยง่าย และความเหินห่างจากชาวบ้านนี้เองที่ทำให้พวกเขาแทบไม่ลังเลเลยหากต้องโบยตีหรือจับเธอไปฆ่าทิ้ง สังเวยให้โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน

 

2.

แม้เราจะบอกว่า การล่าแม่มดในยุคที่บ้าคลั่งและรุนแรงมากๆ นั้นเกิดขึ้นในยุคที่ชายเป็นใหญ่และเรืองอำนาจอย่างสุดขีด หากแต่แท้จริงแล้วผู้หญิงคือเพศที่มีอำนาจในตนเอง โดยเฉพาะในเอเชียอุษาคเนย์ ที่วัฒนธรรมจากละแวกนี้ เพศหญิงมีอำนาจเหนือผู้ชายอย่างมาก เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนจากศาสนาผี หรือเรื่องเล่าต่างๆ ที่ผี, วิญญาณ หรือร่างที่ปรากฏขึ้นหลังความตายนั้นเป็นร่างของ ‘เพศหญิง’ เสมอ (จนทำให้หนังหรือละครที่สร้างผีผู้ชายขึ้นมา ไม่ได้รับความนิยมเท่า) แถมในระยะหลังๆ ผีผู้หญิงเหล่านี้ยังปรากฏตัวมาพร้อมกับความอาฆาต, พยาบาทและความเจ็บช้ำจากสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่จนแทบจะเป็นของคู่กัน

สุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการประวัติศาสตร์เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับเพศหญิงในเอเชียอุษาคเนย์ไว้อย่างน่าสนใจ ว่าคำว่าเมียและแม่ซึ่งแปลว่าผู้เป็นใหญ่นั้น ปรากฏในศัพท์แสงหลายคำ ทั้งเจ้าแม่, แม่น้ำ หรือกระทั่งแม่ทัพ ซึ่งว่าด้วยการรบทัพจับศึกอันเป็นหน้าที่ของผู้ชายโบราณ หรือแม้แต่พิธีแต่งงานในอดีต ฝ่ายชาย (หรือ ‘บ่าว’ ซึ่งหมายถึงชายหนุ่มและคนรับใช้) ต้องจับสไบฝ่ายหญิงเพื่อเข้าเรือนหอ สะท้อนภาพความเป็นนาย-บ่าวหรือให้ผู้หญิงนำหน้า

เจ้าแม่นาคีก็เช่นกัน หล่อนเป็นตัวละครที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ หากแต่พ่ายให้กับความหวั่นไหวที่มีต่อชายหนุ่ม นาคหรืองู เป็นสิ่งมีชีวิตที่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับน้ำและดิน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการทำมาหากินยุคสังคมเกษตรกรรมในสมัยก่อน ซึ่งในเวลาต่อมา นาคถูกนำมาผูกโยงกับความเป็นหญิงและฐานะของการเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด อำนาจของเจ้าแม่จึงสั่นคลอนด้วยการมาเยือนของชายหนุ่มจากแดนอื่น ชายจากภาคกลาง อันเป็นตัวแทนของรัฐไทย

 

3.

ป้อมปราบคือชายผู้ปฏิเสธจะทำความเข้าใจต่อความเชื่อของชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องเจ้าแม่นาคีซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่าเป็นสาเหตุของคดีฆาตกรรมโหดหลายราย เขาพยายามจะใช้ระบบตรรกะแบบสมัยใหม่เข้าไปจับและพยายามทำความเข้าใจกับเจ้าแม่ โดยตั้งคำถามกับสร้อยว่าหากเจ้าแม่จะก่อเหตุร้ายจริง เจ้าแม่มีเหตุผลอะไร ทำไมเจ้าแม่ที่ทุกคนบูชานักหนาจึงจำเป็นต้องออกอาละวาดด้วย

เคียงคู่ไปกับความเชื่อแบบ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” หนังยังพยายามใช้ระบบคิดแบบเหตุและผลในโลกสมัยใหม่เข้าไปทำความเข้าใจกับความเชื่อโบราณผ่านตัวละครที่มาจากรัฐไทยซึ่งสถาปนาตัวเองเป็นศูนย์กลางอำนาจ เราจะเห็นได้ว่าที่สุดแล้ว ตัวละครของป้อมปราบสามารถควบคุมหรือแม้แต่ ‘ปราบปราม’ ผู้ร้ายในหนังได้อย่างหมดจด

ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ ‘นาคี ๒’ ได้สะท้อนให้เห็นการเมืองเบื้องลึกลงไปของรัฐไทยและอีสานอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลยจริงๆ