Gus Van Sant Joaquin Phoenix Keanu Reeves My Own Private Idaho River Phoenix Rob Reiner Stand By Me

‘ผมสูญเสียความเดียงสาไปแล้ว’ รำลึก 25 ปีการจากไปของ ริเวอร์ ฟีนิกซ์ ขบถหนุ่มแห่งยุค 90

Home / bioscope / ‘ผมสูญเสียความเดียงสาไปแล้ว’ รำลึก 25 ปีการจากไปของ ริเวอร์ ฟีนิกซ์ ขบถหนุ่มแห่งยุค 90

25 ปีก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ในอเมริกาทุกฉบับต่างพาดหัวถึงการจากไปของ ริเวอร์ ฟีนิกซ์ นักแสดงวัย 23 ที่เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด ลำพังการจากไปก่อนวัยอันควรก็เป็นเรื่องที่ช็อคหัวใจผู้คนอยู่แล้ว หากแต่เมื่อมันเกิดกับนักแสดงดาวรุ่ง โลกจึงไม่อาจเมินเฉย

ไม่แปลกใจที่เราอาจคุ้นนามสกุลฟีนิกซ์ เพราะริเวอร์คือพี่ชายแท้ๆ ของ ฮัวคิน นักแสดงจาก The Master (2012), Her (2013) ริเวอร์เข้าวงการมาก่อน แจ้งเกิดจากการเป็นนักแสดงเด็กหน้าตาหล่อเหลาและสดใส มีภาพลักษณ์เป็นเด็กแบบที่ชาวอเมริกันจะรัก ทั้งเมื่อเติบโตมา ริเวอร์ยังมีบุคลิก “ขบถ” บางอย่างแบบที่นักแสดงบางคนไม่อาจมีได้ แม้ว่าอันที่จริงเขาจะให้สัมภาษณ์ทุกครั้งด้วยความสุภาพมาเสมอก็ตาม หากแต่ความดื้อดึงและต่อต้านสังคมของเขานั้นส่งเสียงดังลั่นผ่านเสื้อผ้าและท่าทางเฉพาะตัว ควบคู่กันไปกับภาพลักษณ์การเป็นคนสุภาพและอ่อนโยน เป็นพี่ชายที่รักและคอยดูแลน้องๆ อย่างดีเสมอ

เช่นนี้ เมื่อโลกรับรู้ว่ายาเสพติดคือสาเหตุการตายของริเวอร์ ฟีนิกซ์ ความตกตะลึงจึงมาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว

1.

ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า ริเวอร์เติบโตมาในครอบครัวที่เอ่อล้นไปด้วยวัฒนธรรมเฉพาะแบบยุค 70 ทั้งความเชื่อ, ดนตรี วรรณกรรมและภาพยนตร์ พ่อกับแม่ของเขา –จอห์น และ อาร์ลิน– ทำหน้าที่เป็นผู้เผยแพร่ศาสนาให้องค์กร Children of God ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งในศาสนาคริสต์ที่อเมริกาใต้หลังเจอกันในปี 1968 เมื่ออาร์วินโบกรถข้ามรัฐเพื่อออกท่องเที่ยวและเจอกับจอห์นที่ขับรถผ่านมารับเธอ ทั้งคู่แต่งงานในอีกปีหลังจากนั้น และตั้งชื่อลูกชายคนโตจากชื่อแม่น้ำแห่งชีวิต (river of life) ในวรรณกรรมเยอรมันว่าด้วยการแสวงหาทางจิตวิญญาณเรื่องสิทธารถะของ เฮอร์มาน เฮสเส และชื่อกลางจากเพลง Hey Jude ของวง the Beatles ทั้งจอห์นและอาร์วินทำงานถวายชีวิตให้นิกายนี้ ด้วยการเดินทางไปรอบสหรัฐฯ เพื่อเผยแพร่ความเชื่อ จึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่ต้องหอบหิ้วเอาริเวอร์ตัวน้อยและ เรน น้องสาวที่เกิดห่างจากเขาสองปีข้ามประเทศไปด้วย และทำให้ริเวอร์ไม่เคยได้เข้าชั้นเรียนเหมือนเด็กวัยเดียวกัน แม้จะอ่านออกและเขียนหนังสือได้ในระดับพื้นฐานก็ตาม ทั้งการที่พ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งของนิกายนี้ยังทำให้ริเวอร์ผู้ซึ่งถูกพาไปพบเจอกับคนในนิกายบ่อยๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของบาดแผลลึกในชีวิตเมื่อเขาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ครั้งหนึ่งว่าเคยถูกข่มขืนตอนอายุเพียงสี่ขวบ และไม่เคยเล่าถึงเหตุการณ์นั้นอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ชีวิตผมล่องลอยไปเรื่อยเพราะผมไม่เคยมีบ้าน” ริเวอร์ให้สัมภาษณ์ไว้ “ครอบครัวเราย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ฉะนั้น เวลาผมนึกถึงอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง ผมจึงนึกถึงครอบครัว ไม่ใช่เพื่อนบ้าน ไม่ใช่โรงเรียน แต่เป็นครอบครัว” เช่นเดียวกับที่ฮัวคินผู้เป็นน้องชายเล่าไว้สมัยเมื่อเขาอายุเพียง 13 ปีว่า “บางทีพวกเราก็คิดถึงชีวิตวัยเด็กเหมือนกันนะครับ พอเดินทางไปลงหลักปักฐานสักที่ พบเจอผู้คน แต่แล้วเราก็ต้องจากลาพวกเขามา”

ครอบครัวฟีนิกซ์

แน่นอนว่าการทำหน้าที่เป็นผู้เผยแพร่ความเชื่อของนิกายนั้นทำเงินได้น้อย และยิ่งน้อยเข้าไปอีกเมื่อโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อีกยุคสมัย ความเชื่อหรือกลิ่นอายความคลั่งแบบยุค 70 ระเหิดหายไปพร้อมการเข้ามาเยือนของ Guns N’ Roses หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดึงความสนใจของผู้คนไปจากสิ่งเดิมๆ ที่เขาเคยรู้จัก ครอบครัวฟีนิกซ์จึงจนกรอบ และจำต้องย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่อย่างลอสแองเจลิสเพราะอาร์ลินเข้าทำงานเป็นเลขานุการให้ช่อง NBC ส่วนจอห์นเป็นสถาปนิกอิสระ แต่พวกเขายังต้องดิ้นรนทางการเงินอย่างหนักเพราะค่าครองชีพในแอลเอนั้นแพงมหาศาล สองพี่น้อง -ริเวอร์และเรน- จึงแบกกีตาร์คนละตัว เล่นดนตรีข้างถนนเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพคนในบ้าน และไปเตะตา ไอริส เบอร์ตัน เอเจนซี่มือดีที่คว้าตัวริเวอร์มาแสดงโฆษณา และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่คนได้รู้จักกับเด็กชายผมบลอนด์ผู้ต่อมาจะกลายเป็นภาพแทนความขบถของฮอลลีวูดยุค 90

 

2.

Explorers (1985, โจ ดังเต) คือหนังเรื่องแรกที่ริเวอร์แสดง เรตติ้งมันไม่ดีนัก คำวิจารณ์ก็ไม่สวยหรู หากแต่มันก็เป็นโอกาสอันดีที่แจ้งเกิดเขาในฐานะนักแสดงเด็กน่าจับตาที่ประกบนักแสดงรุ่นใหญ่แบบ อีธาน ฮอว์ค

กระทั่งการมาถึงของ Stand by Me (1986) หนังข้ามพ้นวัยของ ร็อบ ไรเนอร์ ชื่อของริเวอร์ ฟีนิกซ์ ก็สะพัดไปทั่วฮอลลีวูดจากบท คริส แชมเบอร์ส เด็กชายที่ถูกสังคมมองว่าเป็นไอ้วายร้ายผู้เติบโตในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง ฤดูร้อนหนึ่งของช่วงวัย เขาและเพื่อนอีกสามคนออกเดินทางตามหา ‘ศพ’ ที่ชายป่า และได้กลายเป็นการเดินทางที่อบอุ่นที่สุดครั้งหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดไม่ได้เลยหากว่าไรเนอร์ไม่ได้ดึงเอาตัวตนของริเวอร์ที่ฝังอยู่ลึกๆ ออกมาใช้ในหนัง “ตอนริเวอร์เข้ามาออดิชั่น เห็นได้ชัดอยุ่แล้วว่าไอ้หนูคนนี้น่ามหัศจรรย์มากๆ และเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์อย่างล้นเหลือ” ไรเนอร์นึกย้อนไปถึงวันที่เขาได้เจอริเวอร์ครั้งแรก “เขาเล่นดนตรีได้ ฉลาดเฉียวและไหวพริบดี จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

หากแต่ชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามานั้นดูไปกันได้ไม่ดีนักกับริเวอร์ ท่ามกลางสปอร์ตไลต์ แสงสี และภาพใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่สะพัดไปทั่วโลก ริเวอร์หวังว่าเขาจะเป็นเพียงคนหนุ่มไร้ใบหน้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ อีกนับล้านชีวิต ภายหลังการตายของเขา อาร์วินให้สัมภาษณ์ว่าแท้จริงแล้วลูกชายคนโตของเธอเจ็บปวดกับความโด่งดังของเขาเสมอ “เขาอึดอัดกับการเป็นภาพแทนของความเป็นเด็กที่ดี(ในสายตาของสื่อ) และหวังเสมอว่าเขาจะเป็นแค่คนนิรนามทั่วไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ เขาโดดเดี่ยวตัวคนเดียวเหลือเกิน” ขณะที่ริเวอร์บรรยายชีวิตวัยเด็กที่ต้องอยู่ท่ามกลางแสงไฟการทำงานตลอดเวลาว่า “ผมสูญเสียความเดียงสาให้มันไปแล้ว”

 

3.

Running on Empty (1988, ซิดนีย์ ลูเม็ต) คือหนังสร้างชื่อลำดับถัดมาของริเวอร์ บทเด็กหนุ่มที่เติบโตมาในครอบครัวผู้อพยพเข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ และฝันอยากไปใช้ชีวิตของตัวเองที่ปราศจากพ่อแม่ ส่งให้เขาเข้าชิงออสการ์และลูกโลกทองคำสาขาสมทบชายยอดเยี่ยม ตามมาด้วย My Own Private Idaho (1991, กัส แวน แซงต์) หนังดราม่าเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ที่เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่ถูกยกย่องว่ากำกับหนังดราม่าได้ดีที่สุดคนหนึ่งของวงการ และร่วมแสดงกับเพื่อนรักในชีวิตจริงอย่าง คีอานู รีฟ

My Own Private Idaho เล่าถึง ไมค์ (ริเวอร์) ผู้ชายขายตัวที่ชีวิตว่างเปล่าและเต็มไปด้วยบาดแผล เขาไม่มีเป้าหมายในชีวิตและมุ่งมั่นจะผลาญเวลาวันต่อวันไปกับเหล้ายาหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาหลับพับไปโดยไม่ต้องรู้สึกอื่นใดอีก หากจะมีสักอย่างให้ฝันหาอาจจะมีแค่แม่ที่เขาไม่เคยพบ ไมค์และ สก็อตต์ (รีฟ) เพื่อนสนิทจึงออกเดินทางไปยังไอดาโฮ ที่ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าแม่ของไมค์อยู่ที่นั่น

มันเป็นหนังที่เต็มไปด้วยรอยปริร้าวทางความรู้สึกของชายหนุ่มผู้ไม่อาจผสานตัวเองเข้ากับทุกสิ่งรอบตัวได้ ยิ่งได้การแสดงที่แทบจะดูเหมือนไม่ได้แสดงของริเวอร์ ยิ่งขับให้ตัวละครไมค์ดูเปราะบางและเดียวดายแม้จะมีสก็อตต์เคียงข้างกันตลอดทั้งทาง เขาคือเกย์หนุ่มที่โดดเดี่ยว ปราศจากแก่นสารในชีวิตและหวังว่าการได้เจอแม่จะเติมบางสิ่งที่เว้าแหว่งในเนื้อตัวเขาได้

มองภาพรวม แม้ริเวอร์จะเติบโตมาในครอบครัวที่เขาบอกว่าแสนจะอบอุ่นซึ่งตรงข้ามกับตัวละครไมค์ หากแต่มีอีกหลายแง่มุมที่ความเป็นริเวอร์กับความเป็นไมค์ซ้อนทับกันอย่างยากจะแยกได้ โดยเฉพาะความรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ผิดที่ผิดทาง และไม่อาจเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นที่ที่ยืนอยู่

“ผมไม่อยากแยกจากตัวเองจากการเป็นส่วนหนึ่งของโลก หากโลกมันแย่ ผมคือส่วนหนึ่งของมัน และยินดีจะรับผิดชอบด้วย” ริเวอร์บอก “แต่แน่ล่ะว่าผมรู้สึกต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง เพราะสิ่งที่ผมเชื่อมันไม่ค่อยเหมือนใครเขา อันที่จริง คนส่วนมากไม่ค่อยเห็นด้วยกับผมนักหรอกครับ ทั้งเรื่องระเบิดนิวเคลียร์หรือมายาคติที่มีต่อแอฟริกาใต้”

4.

ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงจากการเติบโตมาในครอบครัวฮิปปี้หรือเปล่า แต่ชัดเจนว่าริเวอร์ไม่ได้สุขใจกับสถานะในฮอลลีวูดมากนัก ท่ามกลางชายหนุ่มหญิงสาวที่แต่งตัวเนี้ยบ ใช้ของหรูและเดินสายออกงานปาร์ตี้อย่างบ้าคลั่ง ริเวอร์มักปรากฏตัวในเสื้อยืดหรือเชิ้ตคู่ใจ กับกางเกงยีนส์โปรด และทาบกันแทบไม่ติดกับภาพลักษณ์หนุ่มเซ็กซี่หรือหนุ่มเนื้อหอมที่สื่อประโคมมอบให้

“ผมมักรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชายขอบอยู่เสมอ ไม่ได้ออกไปเที่ยวกับพวกดารานักแสดงด้วยกัน มันช่างดูปลอม ประดิษฐ์และเสแสร้งซึ่งทำให้ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมันได้เลย” เขาเล่า “ผมเคยไปซื้อน้ำผลไม้ที่ร้านขายของแถวบ้าน เห็นตัวเองบนปกนิตยสารที่วางแผงอยู่ในร้านก็เลยลองเปิดอ่านดูเพื่อจะพบว่า คนพวกนั้นเขียนถึงผมได้น่ากลัว น่าขนลุกและปลอมเหลือเกิน พวกเขาจะปอกลอกคุณออกจากสิ่งที่คุณเป็นจริงๆ แล้วพยายามสร้างคุณขึ้นใหม่ในฐานะ sex symbol หรือสัญลักษณ์ทางเพศให้ได้”

และถ้าเราถามถึงความฝันของริเวอร์ ชายหนุ่มวัยเพียง 20 ปีต้นๆ จะตอบอย่างเปี่ยมสุขว่า เขาฝันอยากสร้างอะไรใหญ่โตอย่างอุทยาน “ถ้าผมมีเงินมากๆ ผมจะซื้อที่สักพันเอเคอร์ตรงเขตป่าฝนของบราซิล แล้วสร้างเป็นอุทยานแห่งชาติ คนจะได้ไม่เอาไอ้ร้านแม็กโดนัลด์ไปสร้างได้”

5.

ริเวอร์ออกตัวว่าเขาเป็นพวกต่อต้านลัทธิวัตถุนิยมกลายๆ เขาปฏิเสธการเฟ้นหาเสื้อผ้าใหม่ๆ หรือสารพัดสิ่งที่จะช่วยขับให้เขาเรืองรองยิ่งขึ้นในฮอลลีวูด “ผมรู้ตัวว่าผมกินอยู่และใช้ชีวิตที่สะดวกสบายกว่าหลายๆ คนมาก มีเครื่องทำน้ำผลไม้ปั่น, ชักโครก, ที่อาบน้ำ คนส่วนมากไม่ได้มีเหมือนที่ผมมี ผมมีโทรศัพท์มือถือ กีตาร์หรู และสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยสำหรับผม แต่ก่อนนี้สักสามปี ครอบครัวของเขาต้องคิดอย่างถี่ถ้วนเวลาจะซื้อของสักชิ้น กระทั่งเมื่อผมได้แสดงใน A Night in the Life of Jimmy Reardon (1988, วิลเลียม ริเชิร์ต) นั่นแหละที่สภาพการเงินของเราคล่องขึ้น ได้ซื้อรถมือหนึ่ง ครอบครัวของเราฝันอยากจะมีฟาร์มปศุสัตว์สักแห่ง มีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้วิ่งและลองใช้ชีวิต แต่ว่า -แม้แต่ตอนนี้- เราก็ยังไม่มีเงินมากพอจะซื้อที่แบบที่เราฝันไว้ได้”

ริเวอร์กับฮัวคิน

ช่วงวัยเหล่านั้นเอง ริเวอร์ซึ่งแสดงความสนใจทางดนตรีมาตั้งแต่ยังเด็ก มีโอกาสสนิทชิดเชื้อกับ Red Hot Chili Peppers ร็อคแบนด์ระดับโลก โดยเฉพาะ ฟลี มือเบสสายห้าวและ จอห์น ฟรัสเคนต์ มือกีตาร์ที่ควงริเวอร์ออกทัวร์ทุกครั้งที่มีโอกาส การเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปกับคณะนักดนตรี พบเจอผู้คนไม่ซ้ำหน้า บวกรวมกับอาชีพของเขาเอง ทำให้เส้นทางยาเสพติดโคจรเข้ามาข้องแวะริเวอร์ได้ง่ายดาย ในหนังสือ Running with Monsters ที่เขียนหลังริเวอร์จากไปโดย บ็อบ ฟอร์เรสต์ ฟร้อนต์แมนวง Thelonious Monster และเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของริเวอร์ เล่าว่า “(ริเวอร์)ตัวติดกันกับจอห์นอยู่สองสามวัน และคงไม่ได้หลับได้นอนเลยแม้แต่นาทีเดียว การเสพยาเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเราทุกคนนั่นแหละ เริ่มจากการฟาดด้วยโคเคนเข้าเส้นเลือดก่อนสัก 90 วินาที แล้วซัดเฮโรอีนต่อจนหน่วงเพื่อจะได้พูดคุยต่อได้ แล้ววนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ”

 

6.

หลายคน รวมถึง ซาแมนธา เมธิส ซึ่งเป็นแฟนสาวของริเวอร์ คาดเดาได้ว่าสักวันหนึ่งริเวอร์จะล้มป่วยเพราะสารเสพติดเหล่านี้ แต่ไม่มีใครคาดว่ามันจะมาถึงในวันที่เขาอายุเพียง 23 ปี ในวันที่ 30 ตุลาคมปี 1993 หลังจากพวกเขาเข้าไปในคลับและริเวอร์มีปากเสียงกับชายอีกคนจนชกต่อยและถูกไล่ตะเพิดจากมา ริเวอร์ออกก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าวแล้วล้มฟุบลง เมธิสคิดว่าเขาบาดเจ็บ แต่ไม่ใช่ ใกล้ๆ กันนั้น ฮัวคินในวัย 19 โทรศัพท์เรียก 911 รายงานว่าพี่ชายของเขากำลังชัก ก่อนจะพบว่า หลังจากนั้น แม้จะไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ริเวอร์ก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีกเลย

การจากไปครั้งนั้นส่งผลทันทีและรุนแรงอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นกับนักแสดงหนุ่มอนาคตไกลที่ฉายแววจะได้เป็นนักแสดงแถวหน้าอย่างริเวอร์ หลายคนคาดว่าเขาจะโด่งดังยิ่งกว่า ทอม ครูซ หรือแม้แต่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ “ลีโอบอกผมว่า เขาเห็นริเวอร์ในคลับคืนที่เขาตาย” ไรเนอร์เล่า “และนั่นคงเป็นเหตุแจ้งเตือนบางอย่าง เพราะหลังจากที่เห็นริเวอร์ในคืนนั้น ลีโอไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย” (ภายหลัง ดิคาปริโอรับเล่นบทที่ถูกวางไว้ให้ริเวอร์เล่นสองเรื่อง ได้แก่ The Basketball Diaries และ Total Eclipse)

ดังที่กล่าวไปแล้ว ว่าริเวอร์นั้นมีบุคลิกอ่อนโยนและสุภาพติดตัวเสมอ หากแต่หลายครั้ง ผู้คนก็ตั้งข้อสังเกตถึงความว่างเปล่าที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาสีฟ้าอันเป็นที่รักของคนทั้งโลกคู่นั้น และไม่มีใครบอกได้เลยว่า แท้จริงแล้วเขากำลังคิดอะไรอยู่

7.

“การแสดงก็เป็นเหมือนหน้ากากฮัลโลวีนที่คุณแค่ต้องสวมมันเข้าไปน่ะ” เขาเคยบอกไว้เช่นนั้น หากแต่ก็เหลือเชื่อจนน่าเศร้า ว่าที่ผ่านมา ใบหน้าที่แท้จริงของริเวอร์อาจไม่เคยได้ปรากฏออกสื่อในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดเลยก็เป็นได้ นับตั้งแต่เขาก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงน่าจับตาของผู้คนในวันนั้น