Fantastic Mr. Fox The Grand Budapest Hotel The Royal Tenenbaums Wes Anderson

ทำหนังอย่างไรให้ประทับใจเธอ เรียนรู้ 4 เทคนิคกำกับหนังแบบ เวส แอนเดอร์สัน

Home / bioscope / ทำหนังอย่างไรให้ประทับใจเธอ เรียนรู้ 4 เทคนิคกำกับหนังแบบ เวส แอนเดอร์สัน

ถ้าพูดชื่อ เวส แอนเดอร์สัน แล้วให้นึกความโดดเด่นเกี่ยวกับหนังของเขา เชื่อว่าหลายคนคงออกปากถึงสีสันจัดจ้า, การวางภาพสมมาตร ไปจนถึงอารมณ์ขันแบบตลกร้าย ความโดดเด่นเหล่านี้ทำให้ไม่แปลกเลยหากเขาจะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับออเตอร์ (Auteur – ผู้กำกับที่มีลายเซ็นเด่นชัดในการเล่าเรื่อง) ในอุตสาหกรรมทำหนังยุคโมเดิร์น

เด็กชายที่เติบโตมาในเขตฮูสตันที่มีพ่อแม่เป็นนักเขียนและนักโบราณคดี ลุ่มหลงในแฟรนไชส์ Star Wars และติดวรรณกรรมเยาวชนของ โรอัลด์ ดาห์ล (นักเขียนชาวอังกฤษ) งอมแงม แล้วเติบโตมาเป็นคนทำหนังที่มีลายเส้นชัดเจนมากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูดที่เข้าชิงออสการ์มาแล้วสี่ครั้ง, เป็นเจ้าของรางวัลหมีเงินจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน และเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย

และนี่คือลายเส้น (หรือที่แอนเดอร์สันเปรียบเปรยว่าเป็นลายมือ) ในการทำหนังของเขา

วางภาพให้สมมาตร บาดใจคนดู

แอนเดอร์สันเป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายภาพแบบสมมาตรอย่างที่สุด ร่วมด้วยช่วยกันกับผู้กำกับภาพคู่บุญนาม โรเบิร์ต ดี เยโอแมน ที่ร่วมทำหนังมาด้วยกันตั้งแต่ Rushmore (1998) หนังสร้างชื่อของแอนเดอร์สัน แต่แม้จะกอดคอร่วงานกันมานานมากแค่ไหนก็ไม่ได้แปลว่าเยดอแมนจะไม่เคยเวียนหัวกับงานภาพแสนเนี้ยบของแอนเดอร์สันหรอกนะ “เขาชอบเดินมาบอกผมว่า ‘อยากได้ช็อตแบบนั้นแบบนี้’ แล้วผมก็ได้แต่คิดว่า ‘จะทำได้ยังไงล่ะนั่น’ เพราะมันดูเป็นไปไม่ได้เลย” เขาเล่า “แต่เราก็พยายามหาทางที่จะสร้างช็อตแบบนั้นขึ้นมาอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำงานกับเขาน่ะ”

การจะสร้างงานภาพที่สมมาตรขึ้นมาได้จำเป็นต้องอาศัยหลักการอยู่สามอย่าง นั่นคือ หลีกเลี่ยงการถ่ายภาพที่มุมและเส้นจะไม่ขนานกัน, ถ่ายภาพแนวยาว แคบ โดยไม่ให้มีเส้นโค้งปรากฏในภาพ และประการที่สาม วางซัปเจ็กต์ที่ต้องการขับเน้นให้อยู่ตรงกลางภาพ เป็นอันได้งานภาพสุดละเมียดตามสไตล์แอนเดอร์สันเขาล่ะ

สีสันสดใสมุ้งมิ้ง (แม้ที่จริงจะเล่าเรื่องดราม่า)

ไม่ว่าแอนเดอร์สันจะทำหนังตลก หนังดราม่า หรือหนังการ์ตูน ก็เป็นอันต้องใช้โทนสีน่ารักสดใสมาเล่าเรื่องทุกทีไป แม้แต่ Bottle Rocket (1996) ซึ่งเขาเขียนบทร่วมกับเพื่อนรักที่รับแสดงนำในหนังอย่าง โอเวน วิลสัน เล่าถึงไอ้หนุ่มบ๊องสามรายที่วางแผนจะออกปล้น ก็ยังไม่วายเล่าเรื่องด้วยสีสุดแจ่มทั้งเหลือง แดงและน้ำเงิน เช่นเดียวกับ Fantastic Mr. Fox (2009) หนังแอนิเมชั่นที่สร้างขึ้นจากวรรณกรรมของดาห์ล ก็ยังใช้สีเหลืองและแดงขับเน้นความสดใสน่ารักของเรื่องราว ไปจนถึง The Grand Budapest Hotel (2014) ที่หนังเพียบไปด้วยสารพัดฉากชวนเหวออย่างการฆาตกรรม, เซ็กซ์ หรือการใช้ความรุนแรง แต่พี่แอนเดอร์สันของเราก็ไม่วายใช้สีโทนอ่อนสุดมุ้งมิ้งตลอดทั้งเรื่อง

ดนตรีย้อนยุคประโลมจิตใจ

แอนเดอร์สันโดดเด่นอย่างมากในการเลือกใช้เพลงจากยุค 50s, 60s และ 70s เพราะส่วนใหญ่แล้วหนังของแอนเดอร์สัยมักหวนกลับไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น ทั้งเพลง Everyone ของ แวน มอร์ริสัน ศิลปินโฟล์คร็อคจากไอร์แลนด์ที่ถูกนำมาใช้ในหนัง The Royal Tenenbaums (2001) หรือ 2000 Man จากวง The Rolling Stones และ Alone Again Or วง Love ในหนัง Bottle Rocket

“เวสอยากได้เพลงที่มันมีเสียงสูงๆ ในหนัง แต่ไปๆ มาๆ ผมก็รู้ล่ะว่าเขาแค่ไม่ชอบเสียงเบสเฉยๆ” มาร์ค มาเธอร์เบิร์กห์ คนทำเพลงคู่ใจของแอนเดอร์สันเล่าย้อนไปยังวันที่เขาช่วยหาเพลงประกอบให้ Bottle Rocket “เขาชอบพวกเสียงระฆัง ฟลุตหรือขลุ่ยมากกว่าน่ะ”

การที่แอนเดอร์สันพิถีพิถันกับดนตรีนั้นมีส่วนอย่างมากในการโอบอุ้มบรรยากาศหนังของเขาให้เข้าที่เข้าทางและเป็นแบบที่ผู้กำกับหวังไว้ เพราะด้วยงานภาพของหนังที่อาจดูสดใสเกินไปสำหรับเรื่องราวชวนเศร้า แอนเดอร์สันก็เลือกใช้เพลงเหล่านี้มากล่อมเกลาและโหมให้คนดูเข้าใจความรู้สึกเปราะบางของตัวละครนั่นเอง

เล่าเรื่องราวของชาวลูซเซอร์

เด็กชายจอมเหวอ, พนักงานโรงแรมที่มาจากครอบครัวผู้อพยพ หรือไอ้หนุ่มจอมป่วนที่ดันตกหลุมรักครูตัวเอง คือเหล่าตัวละครเอกในหนังของแอนเดอร์สันที่คนดูรัก เพราะพวกเขาคือตัวแทนความเดียงสาและความเปราะบางของคนส่วนใหญ่นั่นเอง ตัวละครแบบแอนเดอร์สันมักจะโผล่มาพร้อมไดอะล็อกคนหน้ามึน ทว่าก็ซื่อจนจับใจ จนเราอดเอาใจช่วยให้พวกเขาข้ามผ่านเหตุการณ์อันยากลำบากไปได้ทุกครั้งตลอดเวลาที่หนังฉายนั่นเอง

BIOSCOPE Theatre
เสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน
Moonrise Kingdom (2012)
รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 1 person, standing and outdoor