ท่องไปในจักรวาลแห่งการแสดงของ ทิลดา สวินตัน – ตัวแม่ของคอหนังโลก

Home / bioscope / ท่องไปในจักรวาลแห่งการแสดงของ ทิลดา สวินตัน – ตัวแม่ของคอหนังโลก

ทิลดา สวินตัน คือนักแสดงชาวอังกฤษวัยย่าง 58 ปีที่คอหนังทั่วโลกต้องรู้จัก เพราะผลงานตลอดกว่าสามทศวรรษของเธอนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและศักยภาพอันล้นปรี่ที่มีอยู่ภายในตัวของผู้หญิงหน้าเก๋คนนี้อย่างแจ่มชัด ไม่ว่าจะเป็นหนังอาร์ตแตกอย่าง Caravaggio (1986, เดเร็ค จาร์แมน – ซึ่งสวินตันได้กลายเป็นนักแสดงขาประจำในหนังของเขาอีกหลายเรื่อง รวมถึง Edward II ที่ทำให้เธอชนะรางวัลนักแสดงหญิงจากเวนิซ), Orlando (1992, แซลลี พ็อตเตอร์), We Need to Talk About Kevin (2011, ลีนน์ แรมเซย์), Only Lovers Left Alive (2013, จิม จาร์มุช); หนังฮอลลีวูดอย่าง Michael Clayton (2007, โทนี กิลรอย) ที่ทำให้เธอคว้ารางวัล ‘นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม’ มาได้จากหลายเวที-รวมถึงออสการ์ และหนังบล็อคบัสเตอร์ทั้งหลายแหล่ (เช่น แฟรนไชส์ Chronicles of Narnia, Doctor Strange) รวมถึงการกลายมาเป็นนักแสดงคู่บุญของ ลูกา กัวดัญญีโน ในหนังรสจัดจ้านหลายเรื่องของเขา อาทิ I Am Love (2009), A Bigger Splash (2015) และ Suspiria ที่กำลังออกหลอกหลอนผู้ชมไปทั่วโลก-จากการเหมาแสดงถึงสามบทรวดของเธอ-ในปีนี้!

“ฉันไม่เค้ย ไม่เคยตั้งใจที่จะมาทำการแสดงเลยค่ะ” สวินตันยืนยันพร้อมเสียงหัวเราะ “ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ตั้งใจที่จะมาทำการแสดงอยู่ดี คือหมายถึงฉันมักจะถูกดึงความสนใจออกจากสิ่งที่ฉันอยากทำจริงๆ มาโดยตลอดน่ะค่ะ ซึ่งฉันก็คงจะไม่มีวันได้ทำอะไรพวกนั้นหรอก-ถ้าฉันยังคงไม่หยุดทำการแสดงอยู่แบบนี้”

Edward II

นักแสดงผู้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘กิ้งก่าเปลี่ยนสี’ ของโลกภาพยนตร์อย่างเธอเล่าย้อนไปถึงขวบปีแรกๆ ที่ได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่โลกศิลปะแขนงนี้-หลังเคยเป็นนักแสดงละครเวทีตอนสมัยเรียนมาก่อน-ผ่านการทำงานกับจาร์แมนผู้ที่ทำให้เธอรู้สึกว่า ‘การแสดงในหนังศิลปะ’ ที่สะท้อนตัวตนและทัศนคติอันแรงกล้าของคนทำหนังนั้น เปรียบกับ ‘การได้กลับบ้าน’ สำหรับเธอ “ฉันรู้เลยว่าฉันไม่ได้สนใจที่จะเป็นนักแสดงในระบบอุตสาหกรรม” เธอเผย “ฉันเป็น ‘นักทดลอง’ เสมอมา” พร้อมเล่าว่าการแสดงในหนังของจาร์แมนทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้กำลัง ‘แสดง’ อยู่ แต่เธอได้กลาย ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะภาพยนตร์เพื่อ ‘ส่งสาร’ บางอย่างไปแล้วโดยสมบูรณ์ เช่น การรับบท อิซาเบลแห่งฝรั่งเศส คู่ชีวิตของ กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 2 ใน Edward II (1991) หนังว่าด้วยชีวิตของ ‘กษัตริย์เกย์’ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจงใจตอบโต้กับนโยบายที่กัดกันคนเพศเดียวกันของรัฐบาลอังกฤษในเวลานั้น-ที่ทั้งสวินตันและจาร์แมนไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง

Orlando

และแนวคิดดังกล่าวก็ยังลุกลามมาถึง Orlando -หนังของแซลลี พ็อตเตอร์ที่ดัดแปลงจากนิยายของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ในปีถัดมา- ที่เธอต้องเล่นเป็น ออร์แลนโด ตัวเอกผู้มีอายุยืนยาวหลายศตวรรษ…และมี ‘เพศที่เปลี่ยนไป’ ระหว่างนั้น! “ถ้าคุณอ่านสักสองประโยคใน Orlando คุณอาจคิดว่ามันคงพูดถึง ‘ความต่าง’” เธอว่า “แต่ฉันใช้เวลาไม่นานนักที่จะจับทางได้ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่ฉันต้องทำก็คือจับจ้องไปยัง ‘ความเหมือน’ – มองไปยังบางสิ่งที่แสนเรียบง่ายและไม่มีวันเปลี่ยน ตัวละครนี้จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน(ไปตามเพศและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป) …ออร์แลนโดคือจิตวิญญาณที่อยู่ยั้งยืนยง” ซึ่งการตีความนี้ก็ถูกขับเน้นออกมาผ่านบรรดาฉากที่ออร์แลนโดจ้องมองและสนทนากับผู้ชมด้วยสีหน้าท่าทางที่คงเดิมตลอดทั้งเรื่อง

Michael Clayton
We Need to Talk About Kevin
Only Lovers Left Alive
การรับบท ‘แม่มดขาว’ ในแฟรนไชส์ Chronicles of Narnia

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สวินตันมักรับบทที่ทำให้เธอ ‘รู้สึก’ และอยาก ‘อยู่’ กับมันไปอีกเป็นปีๆ เสมอ (สวินตันมักได้เล่นหนังที่ต้องขลุกอยู่กับโปรเจ็กต์ยาวนานหลายปี-มากสุดคือเป็นสิบปี!) โดยมิพักว่าบทบาทนั้นจะมาจากแห่งหนใดในวงการภาพยนตร์ เช่น บท คาเรน ทนายสาวช่างจ้อผู้ยอมทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จใน Michael Clayton ที่ตรงข้ามกับตัวสวินตันโดยสิ้นเชิง (“สำหรับฉันมันจึงเป็นเหมือนการผจญภัยเล็กๆ น่ะค่ะ”) และแม้ว่าบทนี้จะเพิ่งทำให้สวินตันเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก-และเป็นครั้งเดียวจนกระทั่งถึงตอนนี้ แต่เธอก็สามารถคว้าชัยมาได้อย่างน่ายินดี, เอวา ตัวละครแม่-ผู้ไม่พร้อมจะเป็นแม่-ของเด็กหนุ่มอันตราย เควิน (เอซรา มิลเลอร์) ใน We Need to Talk About Kevin ที่เธอต้องแสดงอารมณ์ความรู้สึกขัดแย้งออกมา…ผ่านใบหน้าอันตายซาก, อีฟ แม่สาวแวมไพร์อายุหลายพันปีใน Only Lovers Left Alive ที่เธอบอกว่าเป็นอีกบทที่เธอรักมาก เนื่องจากมันเป็นตัวแทนของ ‘ความรู้สึกแปลกแยก’ ที่เธอสามารถเชื่อมโยงด้วยได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่บทสำคัญๆ ในหนังอย่าง The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe (2005, แอนดรูว์ อดัมสัน) หรือ The Curious Case of Benjamin Button (2008, เดวิด ฟินเชอร์) ที่ดูเหมือนจะเข้าสูตร ‘ฮอลลีวูดจ๋า’ เสียเหลือเกิน แต่เธอกลับมองว่าคนทำหนังเจ้าของผลงานเหล่านี้กำลังพยายาม ‘ทดลอง’ อะไรบางอย่างตามวิถีทางของตนอยู่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เธอชื่นชมและอยากมีส่วนร่วมด้วยโดยไม่ติดขัด

I Am Love
สวินตันในร่างนักแสดงชื่อ ลุตซ์ เอเบอร์สดอร์ฟ ที่มารับบท ดร. โจเซฟ เคลมเพอเรอร์ อีกทีใน Suspiria

ขณะที่ในผลงานหนังหลายเรื่องที่เธอเคยร่วมงานกับลูกา กัวดัญญีโนก็ถือเป็นการแสดงที่ทำให้เธอกลับมาอิ่มเอมใจกับการสวมบทบาทที่หลากหลายและท้าทายมากขึ้นอีกครั้งในช่วงหนึ่งทศวรรษให้หลัง จากแม่ผู้แอบมีสัมพันธ์ร้อนกับเชฟหนุ่ม (I Am Love) ไปจนถึงร็อคเกอร์สาวชื่อดังที่กำลังสับสนกับชีวิตคู่ (A Bigger Splash) โดยเฉพาะกับความท้าทายทางการแสดงครั้งล่าสุดของเธอใน Suspiria -หนังสยองขวัญอาร์ตแตกที่กัวดัญญีโนรีเมคจากหนังคลาสสิกชื่อเดียวกันของ ดาริโอ อาร์เจนโต เมื่อปี 1977- ที่ต้องแสดงเป็นตัวละครเฮี้ยนๆ ถึง 3 ตัว ได้แก่ มาดาม บล็องก์ ครูสอนเต้นสุดโหดผู้เก็บงำความลับอันน่าสะพรึงของโรงเรียนสอนเต้นเอาไว้ (ภาพเปิด), ดร. โจเซฟ เคลมเพอเรอร์ จิตแพทย์วัย 82 ที่สวินตันต้องใช้นามแฝงของนักแสดงเพศชายอย่าง ลุตซ์ เอเบอร์สดอร์ฟ มาสวมบทนี้อีกที (“คำตอบของคำถามที่มีต่อฉันว่า ‘คุณเล่นเป็น ดร. เคลมเพอเรอร์ ใน Suspiria หรือเปล่า?’ ยังคงเป็น ‘ดร. เคลมเพอเรอร์รับบทโดยเอเบอร์สดอร์ฟต่างหาก’ เสมอค่ะ”) และ พระแม่มาร์กอส เจ้าของชื่อคณะเต้นผู้มีรูปกายแสนสะพรึง – ซึ่งท้ายที่สุด สวินตันก็ออกมาบอกว่า ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเธอกับกัวดัญญีโนคิดว่ามัน ‘สนุกดี’ ที่จะได้ถ่ายทอดตัวละครอัน ‘แตกต่าง’ เหล่านี้ไปพร้อมๆ กันเท่านั้นเอง

“(การแสดง)มันเป็นเรื่องของการค้นหาหนทางอย่างค่อยเป็นค่อยไป ว่าตัวละคร(แต่ละตัว)จะมีรูปลักษณ์ จะเคลื่อนไหว หรือจะพูดคุยแบบไหน สิ่งแวดล้อมที่พวกเขาจะต้องอยู่เป็นอย่างไร และเขาจะเลือกหนทางใดในการสร้างที่ทางของตัวเองขึ้นมา” สวินตันกล่าวสรุป

(อนึ่ง สวินตันยังชอบไปปรากฏตัวอยู่ในหนังของผู้กำกับฝั่งเอเชียด้วยนะจ๊ะ เพราะนอกจากการทำงานกับคนทำหนังชาวเกาหลีใต้อย่าง บองจุนโฮ [Snowpiercer, Okja] แล้ว เธอก็ยังจะมีโอกาสได้ร่วมแสดงใน Memoria โปรเจ็กต์ใหม่อันน่าตื่นเต้นของผู้กำกับปาล์มทองชาวไทยอย่าง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อีกด้วย – โปรดติดตามความคืบหน้ากันต่อไป)