Alexander Jfk Nixon Oliver Stone Platoon Salvador

องค์ประกอบหนังสไตล์ โอลิเวอร์ สโตน: ประวัติศาสตร์ สงครามและการเมือง

Home / bioscope / องค์ประกอบหนังสไตล์ โอลิเวอร์ สโตน: ประวัติศาสตร์ สงครามและการเมือง

หากไม่นับความเป็นคนทำหนังบ้าการเมืองเข้าเส้นแล้ว หนึ่งในเอกลักษณ์ของ โอลิเวอร์ สโตน คือเป็นผู้กำกับที่มักสรรหาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในหน้าประวัติศาสตร์มาตีความ ขยายความเป็นหนังขนาดยาวแสนอลังการเสมอ หนังของสโตนมักเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความจริงจังและดุเดือดด้วยทิศทางการเล่าเรื่องและมุมกล้อง (ที่ใช้บริการผู้กำกับภาพคู่บุญ โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน อยู่เสมอ) พร้อมกันนั้นยังขับความเป็นมนุษย์ที่ทั้งบอบบางและป่าเถื่อนของตัวละครออกมาอย่างถึงแก่น และบริบทที่ขับความเป็นมนุษย์ในทิศทางของสโตนให้เด่นชัดอยู่เสมอนั้น มักเป็นเรื่องของการเมืองและสงครามที่ไม่เคยแยกขาดจากกัน

หนังเรื่องแรกในชีวิตของเขาคือ Last Year in Viet Nam (1971) เป็นหนังสั้นความยาวเพียง 12 นาทีที่เล่าถึงประสบการณ์ในการไปเยือนเวียดนามหลังสงครามที่คุกรุ่นมานานเพิ่งจบลง ตามมาด้วย Salvador (1986) เล่าถึงช่างภาพชาวอเมริกันที่ตามถ่ายภาพการปะทะกันในสงครามที่เอล ซัลวาดอร์ปี 1980 จนต้องเผชิญกับสภาพจิตใจอันบิดเบี้ยวของทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและตัวของเขาเอง ในปีนั้นเองที่สโตนได้ให้กำเนิดหนังฟอร์มยักษ์ระเบิดระเบ้อที่แจ้งเกิดทั้งตัวเขา และเป็นหนังที่เหมือนจะปักหมุดลายเซ็นการทำหนังอันชัดแจ้งของเขาในเวลาต่อมาอย่าง Platoon (1986)

หนังเล่าถึงนายทหารหนุ่มชาวอเมริกันที่ถูกส่งไปสู้รบในสงครามเวียดนาม และต้องเผชิญวิกฤติที่ท้าทายศีลธรรมและความเป็นมนุษย์หลายต่อหลายด่าน จนเรื่องราวเหล่านั้นขับเขาให้เข้าสู่เขตแดนความบ้าคลั่งและพังทลาย ความที่มันเป็นหนังสงครามทำให้พวกเขาต้องยกกองกันไปถ่ายในป่าและเจอกับมรสุมมากมาย โดยเฉพาะ ชาร์ลี ชีน ที่เกือบจะโดนเฮลิคอปเตอร์ทับตายคากองถ่าย (ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่ายังดีที่ คีธ เดวิด เพื่อนนักแสดงด้วยกันเอื้อมมือมาคว้าเขาไว้ทัน), วิลเลียม ดาโฟย์ ดื่มน้ำจากลำธารโดยไม่รู้ว่าต้นน้ำมีหมูตายยกคอกอยู่ตรงต้นน้ำจนเขาป่วยหนักในเวลาต่อมา

JFK (1991) คือหนังสร้างชื่อลำดับถัดมาของสโตนที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริง JFK มุ่งพูดถึงการลอบสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา ในปี 1963 ที่ดัลลัส, เท็กซัส และตั้งข้อสังเกตทั้งในหนังและในความเป็นจริงว่า คดีลอบสังหารสะเทือนโลกนี้มีข้อมูลมากมายถูกรัฐบาลปกปิดเป็นความลับอย่างน่าสงสัย โดยเฉพาะหน่วยงานเอฟบีไอ, ซีไอเอ และกองทัพ ที่ไม่อนุญาตให้มีการสืบค้นข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการลอบสังหารนี้ แม้จะเพื่อการพิจารณาคดีก็ตาม ความเดือดคือหลังหนังออกฉายมันก็ได้สร้างประเด็นถกเถียงอย่างหนาหูขึ้นมาในสังคมว่ารัฐอาจปิดบังข้อมูลบางส่วนต่อประชาชนจริงๆ จนเกิดการรวมตัวกันของประชาชนผลักดันกฎหมายเพื่อความโปร่งใสของรัฐบาล จนในที่สุด หลังหนังออกฉายเพียงปีเดียว จอร์จ ดับเบิลยู บุช ลงนามในกฎหมาย The President John F. Kennedy Assassination Records Collection Act หรือ JFK Records Act ส่งผลบังคับถึงหอจดหมายเหตุแห่งชาติเก็บรวบรวมบันทึกรายงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคเนดี และให้สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างครบถ้วน ทั้งตัวหนังยังชิงออสการ์ 8 สาขา รวมถึงหนังยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม โดยคว้ากลับมาได้สองสาขาคือกำกับภาพและตัดต่อ

และ JFK ไม่ใช่หนังการเมืองเรื่องเดียวเท่านั้นที่สโตนถ่ายทำ อีกไม่กี่ปีต่อมาเขาทำหนัง Nixon (1995) ว่าด้วยชีวประวัติของอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อย่าง ริชาร์ด นิกสัน (ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้เกิดสงครามเวียดนาม) ตามมาด้วยหนังชีวประวัติของผู้นำคนสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง Alexander (2004) เรื่องราวของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์หรืออเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งมาเกโดนีอา นับตั้งแต่กำเนิดจนยกทัพกรีกไปปราบกลุ่มคนเถื่อนในวัยเพียง 21 ปี, ตีกับเมืองธีบส์ และในวัย 22 ปี ก็บุกเอเชียเพื่อรวมทวีปตะวันตก-ตะวันออกให้เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้กองทัพ

แต่ความที่ประวัติศาสตร์ในยุคนั้นอยู่ห่างไกลและแทบไม่มีบันทึกใดที่เด่นชัด แตกต่างไปจากหนังการเมืองอเมริกันที่เคยทำมา สโตนจึงต้องปะทะกับความคลุมเครือหลายประการ ทั้งจากเรื่องราวอันพร่าเลือนของประวัติศาตร์เองก็ตาม หรือแม้แต่บันทึกจากพงศาวดารของแต่ละฝั่งเองก็ระบุไว้แตกต่างกัน ทำให้งานสร้าง Alexander หนังฟอร์มยักษ์ของสโตน ทุ่มทุนมหาศาลไปกับการค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อทำให้ออกมาสมจริงที่สุด ไปจนถึงเหล่าฉากยกพลรบที่ทุกวันนี้ถูกยกย่องให้กลายเป็นหนึ่งในฉากรบระดับตำนานของฮอลลีวูด จนมันกลายเป็นหนังที่ทุนสร้างบานปลายไปถึง 155 ล้านเหรียญฯ ในที่สุด

สโตนหันกลับมาฉายภาพการเมืองของอเมริกาอีกครั้งใน World Trade Center (2006) ว่าด้วยเหตุการณ์ก่อการร้าย 911 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายติดอยู่ภายใต้ซากตึกถล่ม หากแต่หนังได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่สวยหรูนัก อาจด้วยเพราะถือว่ามันมาเร็วไปเกินกว่าที่ชาวอเมริกันจะตั้งรับหรือเผชิญหน้ากับบาดแผลทางการเมืองของพวกเขาในหนังได้ หรืออาจเพราะด้วยเหตุผลด้านอื่นๆ หากแต่สโตนก็ยังไม่วายเดินหน้าจะสร้างหนังที่ว่าด้วยการเมือง, ประวัติศาสตร์และความเป็นอเมริกันต่อไปใน W. (2008) เล่าโดยตรงถึงการเป็นประธานาธิบดีที่คนทั้งรักทั้งชัง และมีส่วนสำคัญในการก่อสงครามอิรักของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช (รับบทโดย จอช โบรลิน)

และไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบหนังของเขา หากกวาดตาอ่านโดยภาพรวม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โอลิเวอร์ สโตนคือหนึ่งในคนทำหนังที่เปี่ยมไปด้วยลายเส้นของตัวเองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะความหลงใหลในหน้าประวัติศาสตร์, การพยายามกำกับหนังฟอร์มยักษ์ทุนสูง ไปจนถึงการบันทึกความเป็นไปของประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ตาม

ติดตามชม Alexander ได้ ทาง Mono29
วันที่ 10 พ.ย. เวลา 14.40 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv