#หมดpassion (500) Days of Summer Blue Valentine Eternal Sunshine of The Spotless Mind Happy End Who's Afraid of Virginia Woolf?

5 หนังร้าว เมื่อเรา #หมดpassion ในรัก

Home / bioscope / 5 หนังร้าว เมื่อเรา #หมดpassion ในรัก

วันนี้เรารู้สึกและพรุ่งนี้เราอาจจะไม่รู้สึกอะไรอีก

ความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้นผูกโยงเป็นเนื้อเดียวกันกับความไม่แน่นอนเสมอ แม้ว่าด้านหนึ่งมันอาจแปรไปเป็นความผูกพัน ความเข้าอกเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีอะไรที่พร้อมการันตีได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และประเด็นเหล่านี้นั้นดูเหมือนจะถูกบอกเล่าอยู่หลายหนในภาพยนตร์จากทั่วโลก เพราะดูเหมือนว่ามนุษย์แทบทั้งโลกนั้น ล้วนแต่เคยประสบปัญหารักร้างและบาดเจ็บกับมันมาแล้วทั้งสิ้น

Blue Valentine (2010, เดเร็ค เชนแฟรนซ์)

เรื่องเกี่ยวกับอะไร: สองสามีภรรยา ดีน (ไรอัน กอสลิง) และ ซินดี (มิเชลล์ วิลเลียมส์) ที่ชีวิตคู่เดินมาถึงทางตัน และพยายามกอบกู้วันวานอันแสนหวานกลับมาด้วยการรำลึกถึงวันเวลาดีๆ ที่เคยมีให้กันอย่างมืดบอด

ทำไมถึงควรดู: นี่อาจเป็นหนังที่ฉายให้เห็นภาพความผุพังของการใช้ชีวิตคู่ไปเรื่อยๆ ได้อย่างเห็นภาพที่สุดโดยไม่มีมือที่สามหรือคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่รักก็เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลง ดีนไม่เคยทำร้ายซินดีหรือแม้แต่พูดจาให้เจ็บช้ำ แต่เขาก็คือดีนคนเดิมกับที่ซินดีเจอเมื่อสิบปีก่อน เขายังอยู่ที่เดิมขณะที่เธอเดินจากเด็กสาวคนนั้นมาไกลเกินไปแล้ว และรู้ตัวอีกที เธอก็ไม่รู้สึกรักชายที่เธอเคยรักคนนี้อีกต่อไป อันนำมาสู่จดจบอันพังทลายและเต็มไปด้วยบาดแผลของคนทั้งสอง

Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004, มิเชล กอนดรี)

เรื่องเกี่ยวกับอะไร: โจเอล (จิม แคร์รี) พบว่า คลีเมนไทน์ (เคต วินสเลต) แฟนสาวของเขาไปหาหมอเพื่อขอลบเขาออกจากความทรงจำของเธอ ทำให้เขาโกรธมากและตัดสินใจไปหาหมอเพื่อลบแฟนสาวออกจากความคิดเช่นกัน ติดแต่ที่ว่า ระหว่างกระบวนการลบความจำนั้นกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่อยากลืมเธอไปจากความทรงจำเสียได้

ทำไมถึงควรดู: นี่คือหนังที่กอนดรีวาดลวดลายการกำกับอย่างถึงพริกถึงขิง หนังเต็มไปด้วยชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง การลำดับเวลา การกำกับภาพ ตลอดจนดนตรีประกอบ เหนืออื่นใดคือการที่มันถ่ายทอดชีวิตรักธรรมดาของคนหนุ่มสาวคู่หนึ่งได้อย่างน่ารักและน่าเศร้า ทั้งยังชวนให้ตั้งคำถามว่าหากเรามีความสามารถจะลบใครสักคนออกไปได้ เราจะทำหรือไม่ เพราะนั่นมันหมายความถึงช่วงเวลาหลายเดือน ไปจนถึงหลายปีที่มีให้กันย่อมสูญเปล่าไปอย่างน่าใจหาย

Happy End (1999, จุง จีวู)

เรื่องเกี่ยวกับอะไร: โบรา (จวน โดยอง) เมียสาวที่ทำงานตัวเป็นเกลียวและต้องเลี้ยงลูกอย่างเต็มกำลัง หมดความอดทนกับ มินกี (ชเว มินซิก) สามีของเธอที่เพิ่งถูกไล่ออกจากงาน แต่แทนที่จะหางานใหม่กลับเอาแต่นั่งจับเจ่าอยู่บ้าน โบราจึงติดต่อกับคนรักเก่ารูปหล่อ (จู จินโม) และตั้งต้นมีความสัมพันธ์กันอีกครั้งอย่างลับๆ

ทำไมถึงควรดู: การแสดงระดับถวายชีวิตของนักแสดงนำทั้งสาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึกเปราะบางของการเป็นคนรักที่ถูกต้อง, การต้องแอบรัก และการรักทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำร้ายเรา ความสัมพันธ์ของมินกีและโบรานั้นอาจจะแตกสลายก่อนหน้าที่ฝ่ายชายจะถูกไล่ออกเสียด้วยซ้ำ ชั่วระยะเวลาหลายปีที่พวกเขาอยู่กินกันมา ชีวิตเรียบง่ายและเต็มไปด้วยความเฉยเมย และแรงสะเทือนเดียวที่ส่งถึงชีวิตพวกเขาคือการที่มินกีโดนไล่ออก หนำซ้ำยังไม่ยอมขยับตัวไปหางานใหม่ ได้แต่ยอมรับสายตาสมเพชจากเมียรักและเหล่าเพื่อนบ้าน

หนังตั้งคำถามว่าต่อให้มินกีไม่โดนไล่ออก โบราจะยังอยู่กับเขาจริงหรือ ทุกสิ่งมันจะยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนหน้าวันที่พวกเขาแต่งงานกันอยู่หรือเปล่า หรือแม้แต่เหตุใดที่ทำให้เธอต้องเลิกรากับคนรักเก่าหน้าตาดีและอายุเท่าๆ กันมาอยู่กับมินกี คำตอบคืออาจเพราะความเฉยชาที่คนเรามีต่อกันและกัน… เมื่อวันนั้นมาถึงนั่นเอง

Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966, ไมค์ นิโคลส์)

เรื่องเกี่ยวกับอะไร: จอร์จ (ริชาร์ด เบอร์ตัน) และ มาร์ธา (เอลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์) คือคู่แต่งงานที่อยู่กินกันมานาน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้นร้าวรานและบาดลึกเพราะฝ่ายชายมาจากสถานะที่ห่างชั้นจากภรรยาผู้สูงสักดิ์ มาร์ธามักคิดว่าจอร์จนั้นงุ่มง่าม ไม่ได้เรื่องและลงเอยด้วยการถากถางเขาต่อหน้าคนอื่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะต่อหน้า นิค (จอร์จ เซกัล) และ ฮันนี (แซนดี เดนนิส) คู่รักข้าวใหม่ปลามันที่มองความพินาศของคู่รักรุ่นใหญ่ด้วยสายตาพรั่นพรึง

ทำไมถึงควรดู: Who’s Afraid of Virginia Woolf? อาจคล้ายกันกับความพินาศแบบเดียวกับที่คู่รักใน Blue Valentine มี นั้นคือความคาดหวังความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงจากอีกฝ่าย โดยที่ไม่เคยเอ่ยถามถึงความสมัครใจจากคนรักของตัวเองแม้แต่นิด มันนำมาสู่คำถามว่า เรา -ในฐานะคนรัก- ถือสิทธิ์อันใดไปคาดคั้นความเปลี่ยนแปลงเฉพาะข้อที่เราต้องการจากอีกฝ่าย และการก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน โดยที่ไม่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งผุพังไปเสียก่อนนั้น มันทำได้จริงๆ หรือ

(500) Days of Summer (2009, มาร์ค เว็บบ์)

เรื่องเกี่ยวกับอะไร: ทอม (โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) ตกหลุมรัก ซัมเมอร์ (โซอีย์ เดชาเนล) สาวน้อยจากที่ทำงาน ทุกอย่างดูไปได้ราบรื่นดี เขาหลงใหลในตัวเธอ พวกเขาชอบอะไรคล้ายๆ กันและเชื่อมโยงกันได้ด้วยเพลง หากแต่แล้ววันหนึ่ง โลกใบเล็กของทอมก็ล่มสลายเมื่อซัมเมอร์เลิกรากับเขา

ทำไมถึงควรดู: หนังเล่าผ่านน้ำเสียงของตัวละครอย่างทอมผู้บอบช้ำในความสัมพันธ์ครั้งนี้ จนดูราวกับซัมเมอร์เป็นยัยตัวร้ายที่วันหนึ่งรักและวันหนึ่งก็ตัดสินใจเลิกกับเขา และก็ด้วยเหตุผลนี้เองที่เรานำ (500) Days of Summer มาจัดไว้ในลิสต์แห่งความพังทลายนี้ เพราะชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนรักของเราจะรู้สึกและไม่รู้สึกอีกเมื่อไหร่ ทำได้แค่เพียงรอให้ฤดูร้อนอันแสนเศร้าผ่านไปจากชีวิตก็เท่านั้น