โหด – ดิบ – โป๊ – โง่ – หลอน : 5 ข้อ ‘กฎทำหนังออเตอร์’ แบบ คิมคีด็อก

Home / bioscope / โหด – ดิบ – โป๊ – โง่ – หลอน : 5 ข้อ ‘กฎทำหนังออเตอร์’ แบบ คิมคีด็อก

โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

ถ้าพูดถึงผู้กำกับหนังเกาหลีใต้ ชื่อที่นึกขึ้นมาเป็นชื่อแรกๆ อาจเป็น พักชานวุก (Old Boy) หรือ บงจุนโฮ (The Host) แต่แน่นอนว่าอีกชื่อที่เราจะละเลยไปไม่ได้คือ คิมคีด็อก ผู้กำกับสุดฉาวที่โด่งดังในช่วงยุค 2000 แม้จะเป็นที่ชิงชังในบ้านเกิดเพราะชอบทำหนังฉาว แต่คิมก็คว้ารางวัลทรงเกียรติมามากมาย ทั้งผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลินและเวนิซเมื่อปี 2004 (จากเรื่อง Samaritan Girl และ 3-Iron), หนังเรื่อง Arirang (2011) ได้รางวัล Un Certain Regard ที่คานส์ และอาชีพของคิมก็มาถึงจุดสูงสุดเมื่อ Pieta (2012) คว้ารางวัลสิงโตทองคำจากเวนิซ

คิมดีด็อกกับรางวัลสิงโตทองคำ

แม้ว่าช่วงหลังมาความฮือฮาต่อหนังของคิมจะตกลงไปบ้าง แถมเมื่อปีที่แล้วเขายังถูกกระแส #MeToo เล่นงานไปด้วย เมื่อหนึ่งในนักแสดงหญิงออกมาแฉว่าถูกเขาทุบตีและล่วงละเมิดทางเพศ (ซึ่งคิมถูกปรับจากคดีทำร้ายร่างกาย แต่ไม่ถูกฟ้องในคดีทางเพศ) ถึงกระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของคิมมีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใครจนได้ชื่อว่าเป็น ‘ผู้กำกับออเตอร์’ หรือผู้กำกับที่มีลายเซ็นชัดเจนคนหนึ่ง และต่อไปนี้คือความออเตอร์ 5 ประการของคิมคีด็อก

Samaritan Girl
  1. ตัวละครที่คาดเดาไม่ได้

หลายครั้งที่ตัวละครในหนังของคิมทำอะไรเหวอๆ จนคนดูได้แต่งงและเกาหัวแกรกๆ ไม่ว่าจะเด็กสาวที่ขายตัวแทนเพื่อนใน Samaritan Girl หรือไอ้หนุ่มที่แอบดอดเข้าไปบ้านคนอื่น แต่ไม่ได้ขโมยข้าวของแต่อย่างใดใน 3-Iron เรียกได้ว่าหนังของผู้กำกับรายนี้เอาหลักตรรกะใดๆ มาจับไม่ได้ แต่นี่แหละคือเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่ง

Moebius
  1. ฉากหวาดเสียว

หนึ่งในความอื้อฉาวของคิมมีที่มาจากฉากรบกวนจิตใจคนดู อย่างเรื่อง Moebius (2013) ที่มีฉากแม่ใช้มีดตัดอวัยวะเพศลูกชาย (!) หรือฉากตำนานใน The Isle (2000) ที่นางเอกให้เบ็ดเกี่ยวจิมิของเธอ (กรี๊ดดดด) แม้หนังจะไม่ได้ฉายภาพพวกนี้แบบตรงๆ แต่มันก็ทำให้คนดูบางส่วนสาบานว่าชีวิตนี้จะไม่ดูหนังของคิมอีก

  1. ฝ่ายหญิงผู้ถูกกระทำ (?)

บ่อยครั้งที่ตัวละครหญิงของคิมคีด็อกมีชะตากรรมไม่สวยงามเท่าไร พวกเธอมักถูกทำร้ายขืนใจ ตัวอย่างชัดๆ ก็เรื่อง Bad Guy (2001) ที่นางเอกถูกชายแปลกหน้าลักพาตัวไปเป็นโสเภณี เหล่าเฟมินิสต์ถึงขั้นตราหน้าว่าคิมคือ ‘ไอ้โรคจิต’ แต่เจ้าตัวปฏิเสธข้อหานี่มาตลอด เขากล่าวว่า “โลกเราหมุนได้ก็เพราะความขัดแย้งระหว่างเพศชายกับหญิงนั่นแหละ”

The Bow
  1. ศีลธรรมอันหมิ่นเหม่

คิมไม่ได้ทำแต่อะไรโฉ่งฉ่างช็อคคนดูเท่านั้น แต่หลายครั้งเขาก็วางกับดักข้อถกเถียงบางอย่างให้คนดูไปขบคิดต่อ โดยมากมักเป็นความพร่าเลือนของศีลธรรมทางเพศ เช่นว่า พ่อและลูกสาวใน Samaritan Girl ดูสนิทสนมกันมากเกินไปหรือเปล่า แล้วตาแก่ใน The Bow (2005) ที่เอาเด็กสาวมาขังไว้บนเรือแท้จริงเขาคือตาแก่หัวงูหรือชายผู้หวังดีกันแน่

 

Time
  1. ความคลุมเครือ

มีความเป็นไปได้สูงที่ดูหนังของคิมคีด็อกจบแล้วจะหงุดหงิดเล็กน้อยกับความคลุมเครือที่ไม่เฉลยชัดเจน ชายหนุ่มจับนางเอกมาทำไม? (Bad Guy) ตกลงผู้หญิงที่คลุมหน้าคือใคร? (Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring), ผู้หญิงสองคนในเรื่องเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า? (Time) ซึ่งคิมก็พูดถึงประเด็นนี้ว่า “สำหรับผมแล้วหนังก็คือรูปแบบหนึ่งของคำถาม นี่เป็นสาเหตุที่ภาพยนตร์เป็นสื่อที่น่าสนใจ”

 

ทั้งนี้ สามารถความพิสูจน์ความออเตอร์ทั้ง 5 ข้อได้ในหนังเรื่อง Pieta ผลงานของคิมที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของเขา เรื่องราวว่าด้วยชายหนุ่มสุดกักขฬะที่รับหน้าที่ทวงหนี้อย่างโหดร้าย แต่วันหนึ่งหญิงลึกลับก็ปรากฏตัวพร้อมบอกว่าเธอคือแม่ของเขา ชะตากรรมของทั้งคู่จะคลี่คลายไปในทางใด ติดตามชมได้ตลอด 24 ชม. ในวันเสาร์ที่ 10 พ.ย.นี้ ทาง BIOSCOPE Theatre

อ่านเกี่ยวกับหนังของคิมคีด็อกเพิ่มเติมได้ในบทความรื้อหิ้งหนังเก่า : กรีดร้องไปกับ 5 หนังข้ามเส้นศีลธรรมของ คิมคีด็อก