Afterschool Batman v Superman: Dawn of Justice Ezra Miller Fantastic Beasts and Where to Find Them Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald The Perks of Being a Wallflower We Need To Talk About Kevin

เอซรา มิลเลอร์ นักแสดงผู้เขย่าฮอลลีวูดและหัวใจคนทั้งโลกอย่างเผ็ดร้อน

Home / bioscope / เอซรา มิลเลอร์ นักแสดงผู้เขย่าฮอลลีวูดและหัวใจคนทั้งโลกอย่างเผ็ดร้อน

นาทีนี้ เขาน่าจะเป็นมนุษย์ที่สร้างสีสันให้แก่อุตสาหกรรมฮอลลีวูดมากที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย ไม่ว่าจะการเปลือยเรื่องทางเพศของตัวเองอย่างเปิดเผย, บทสัมภาษณ์จัดจ้านเร้าอารมณ์ และที่ขาดไม่ได้คือชุดเดินงานพรมแดงที่ล้ำไปจนถึงโลกหน้า ไม่แปลกหากเราจะเห็นว่า เรื่องราวของ เอซรา มิลเลอร์ นั้นยึดพื้นที่สื่อทั้งกระแสหลักกระแสรองมาได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และสถานะความเป็นตัวจี๊ดนี้เพิ่งจะถูกตอกย้ำสดๆ ร้อนๆ ผ่านการถ่ายแบบและบทสัมภาษณ์เด็ดเผ็ดมันประสามิลเลอร์ในนิตยสาร Playboy กับหูกระต่ายสุดหวิว

“ผมพยายามจะหาเควียร์ที่เข้าใจผมในฐานะเควียร์ตั้งแต่แรกพบอยู่เหมือนกัน” มิลเลอร์ให้สัมภาษณ์

และดังที่เรากล่าวไปแล้ว การเปิดเปลือยเรื่องราวส่วนตัวของเขานั้นเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของความห่ามและเปิดเผยในแบบของมิลเลอร์ เจ้าหนูที่เติบโตมาในครอบครัวชาวยิวและคริสเตียน (แต่ก็โคตรจะดิบด้วยการเรียกดาวแห่งเดวิดหรือดาวแห่งยิวว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ ‘สุดจะคูล’) แจ้งเกิดจากบทเฮี้ยน Afterschool (2008, อันโตนิโอ แคมโพส) หนังชวนสติแตกของเด็กมัธยมที่ดันไปถ่ายคลิปเพื่อนพี้ยาจนขาดใจตาย และเป็นที่จดจำอย่างยิ่งยากบท เควิน เด็กหนุ่มที่เรารักไม่ได้เกลียดก็ไม่ลงผู้ลงมือสังหารหมู่เพื่อนร่วมชั้นเรียนอย่างป่าเถื่อนใน We Need to Talk About Kevin (2011, ลินน์ แรมซีย์ -ผู้กำกับสาวที่มิลเลอร์ออกปากว่าเป็นแฟนหนังและอยากร่วมงานกับเธอมาตลอด) ตามด้วยบท แพทริก เกย์หนุ่มน้อยที่เปราะบางและเปลี่ยวเหงา The Perks of Being a Wallflower (2012, สตีเฟน ชาบอสกี)

น่าจะกล่าวได้ว่า หนังที่แจ้งเกิดมิลเลอร์นั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังอินดี้ทั้งสิ้น ผู้คนเริ่มจดจำเขาได้ในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่ฝีมือจัดจ้านที่ปรากฏตัวในหนังนอกกระแส ก่อนที่เขาจะก้าวเขาสู่โลกหนังบล็อกบัสเตอร์ใน Batman v Superman: Dawn of Justice (2016, แซ็ค ชไนเดอร์) ในบท เดอะ แฟลช ที่ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่รับบทซูเปอร์ฮีโร่คนแรกที่ออกตัวว่าเป็นเควียร์ และ Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016, เดวิด เยสต์) ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า อดทนไม่มีเซ็กซ์ (เอ่อ…) และอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดเพื่อจะเข้าอกเข้าใจตัวละคร ครีเดนซ์ หนุ่มน้อยผู้อาภัพในเรื่อง (อย่างไรก็ดี นี่เป็นหนังที่มิลเลอร์ได้ร่วมงานกับนักแสดงที่เขาเคารพมาตลอดอย่าง จอห์นนี เด็ปป์!)

และการที่เขาปรากฏตัวในหนังฟอร์มยักษ์นี่เองที่ทำให้สื่อมวลชนหลายเจ้าโฟกัสไปที่เขายิ่งกว่าที่เคย และมิลเลอร์ก็จัดหนักด้วยการให้สัมภาษณ์ที่แสนจะกันเองและจริงใจในทุกเรื่อง แถมยังล่อแสงแฟลชด้วยการแต่งตัวจัดหนักยิ่งกว่างานคอสเพลย์ที่ไหนๆ ทั้งแต่งเป็น Toadette -ตัวละครเห็ดของอาณาจักรเห็ด- จากเกม Super Mario Bros. พร้อมหมวกรูปเห็ดสุดอลังการ (บริษัทนินเท็นโด ผู้ผลิตเกม Super Mario Bros. เองเคยให้สัมภาษณ์มาแล้วว่า เหล่าตัวละครเห็ดเหล่านี้ไม่มีเพศ) หรือแต่งตัวเป็นเอ็ดเวิร์ด เอลริก ตัวละครชื่อดังจากมังงะ Full Metal Alchemist (หรือในชื่อไทย แขนกล คนแปรธาตุ) และล่าสุดกับงานพรมแดงของ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald (2018, เยสต์) มิลเลอร์ก็ฟาดทุกสื่อเข้าให้ด้วยการสวมชุดยางสีดำ (ซึ่งผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายรายลงความเห็นว่าหน้าตาเหมือน เอ่อ… เซ็กซ์ทอยเวอร์ชั่นมนุษย์ยังไงยังงั้น) ตามมาด้วยรอบสื่อที่ลอนดอนซึ่งเขาแต่งตัวเป็นเครื่องรางยมทูต พร้อมคาถาพิฆาต (อะวาดา เคดาฟ-รา!) บนฝ่ามือทั้งสองข้าง ซึ่งนี่ไม่ได้แต่งเอาเจ๋งอย่างเดียว แต่มิลเลอร์มีนัยยะให้การแต่งกายและการออกสื่อของเขาเสมอ

“ผมเคยถูกทำร้ายซ้ำๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าประหลาดกว่าคนอื่นหรือทำตัวไม่ชัดเจนเรื่องเพศ” เขาให้สัมภาษณ์ “คนพวกนั้นไม่รู้ว่าผมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ และคิดว่ามันทั้งบ้าบอทั้งน่ารังเกียจ แถมยังเคยถูกทำร้ายในที่สาธารณะเพราะสวมเดรสลายดอก

“แต่นั่นแหละ ผมไม่นิยามตัวเองหรอก ช่างหัวแม่-เฮอะ!”

ไม่ใช่แค่เรื่องงานแสดง แต่เรื่องงานดนตรีพี่มิลเลอร์แกก็จัดจ้านไม่แพ้กัน โดยเขาฟอร์มวงร่วมกับเพื่อนในนาม Sons of an Illustrious Father วงอินดี้อัลเตอร์เนทีฟ โดยเขารับหน้าที่เป็นร้องนำและมือกลอง (จนคุยถูกคอกับ เจสัน โมโมอา -เพื่อนนักแสดงแห่งจักรวาลดีซี- ที่เป็นมือเบสได้) กับเนื้อเพลงแสนจะดิบและจริงใจ ซึ่งแฝงสายตาการมองโลกของมิลเลอร์และสมาชิกวงไว้ กับเนื้อเพลง I want ‘fag’ tattooed in red on my forehead (อยากสักคำว่า ‘อีตุ๊ด’ ตัวสีแดงลงกลางหน้าผากจริงๆ) ในเพลง U.S. Gay “ผมว่าส่วนหนึ่งของการทำเพลงมันก็เป็นการบำบัดพวกเราด้วยนะ” มิลเลอร์ว่า “เหมือนพยายามเขียนเพลงที่เคยอยากเขียนเมื่อนานมาแล้ว แล้วก็พยายามจะเล่นเพลงนั้นให้ตัวตนของเราเมื่อก่อน

“มันยากอยู่นะที่จะพูดถึงความหวาดกลัวของตัวเอง แม้แต่กับคนที่สนิทมากๆ ก็เถอะ”

ทั้งดนตรีและการแสดงจึงเป็นเสมือนเวทีให้มิลเลอร์ได้ปลดปล่อยตัวตนและสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนในเวลามาต่อ ซึ่งท่าทีความเข้าอกเข้าใจและเปิดเผยต่อความหลากหลายของเขานั้นสะท้อนผ่านเนื้อเพลง, บทสัมภาษณ์ ไปจนถึงการแต่งตัวที่ล้ำไปจนถึงโลกหน้า จนไม่เกินเลยถ้าเราจะบอกว่า หมอนี่คือหนึ่งในนักแสดงที่เขย่าฮอลลีวูดด้วยความจัดจ้านอันแสนเป็นตัวเองอย่างแท้จริง!