Braveheart Chris Pine Elizabeth: Margot Robbie Mary Queen of Scots Mel Gibson Outlaw King Saoirse Ronan

จาก Outlaw King ถึง Mary Queen of Scots เปิดประวัติศาสตร์สก็อตแลนด์ผ่านหนังปี 2018

Home / bioscope / จาก Outlaw King ถึง Mary Queen of Scots เปิดประวัติศาสตร์สก็อตแลนด์ผ่านหนังปี 2018

ดูเหมือนว่าปลายปี 2018 นี้ ประวัติศาสตร์ของสก็อตแลนด์ดูจะเป็นหัวข้อฮ็อตของคนทำหนังทีเดียว เพราะทางเน็ตฟลิกซ์เองเพิ่งจะปล่อย Outlaw King (2018, เดวิด แม็กเคนซีย์) ว่าด้วย โรเบิร์ต เดอะ บรูซ (คริส ไพน์) ชายผู้นำทัพสก็อตต์ต่อต้านการปกครองของอังกฤษ และ Mary Queen of Scots (2018, โจซี รูร์ค) แมร์รี สจวร์ต (เซอร์เชอ โรแนน) ราชินีฝรั่งเศสที่ดันตกพุ่มม่ายตั้งแต่วัยเพียง 18 ปีและเดินทางกลับสก็อตแลนด์ซึ่งเป็นบ้านเกิดเพื่อครองบัลลังก์ หากแต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นเพราะเวลานั้น สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่หนึ่ง (มาร์โกต์ ร็อบบี) ทรงปกครองทั้งสก็อตแลนด์และอังกฤษอยู่พอดี การเชือดเฉือนเพื่อสิทธิ์การปกครองจึงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ และหนังเปิดตัวได้สวย ถูกใจนักวิจารณ์ทีเดียวเพราะมันกวาดคำวิจารณ์แง่บวก 100 เปอร์เซ็นต์เต็มจากเว็บมะเขือเน่ามาหมาดๆ

อันที่จริง ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของสก็อตแลนด์นั้นดูเป็นเรื่องราวที่ผู้คนในฮอลลีวูดสนใจไม่น้อยทีเดียว ย้อนกลับไปยังยุคสมัยที่สก็อตแลนด์ยังปกครองตัวเองภายใต้รัชสมัยของ กษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งสก็อตแลนด์ ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุ เกิดช่องโหว่ทางการเมืองให้อังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นปกครองโดย พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่หนึ่ง -ที่เพิ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการรวมแคว้นเวลส์เข้ามาอยู่ใต้การปกครอง- เข้ามามีอิทธิพลด้วยการให้พระโอรสหมั้นกับเจ้าหญิงแห่งสก็อตแลนด์ และทรงแทรกแซงทางการเมืองครั้งใหญ่จนแตกหักขุนนางชาวสก็อตต์จนกลายเป็นข้ออ้างให้พระองค์ยกทัพเข้าตีสก็อตแลนด์และปกครองอย่างโหดเหี้ยม ทั้งในแง่นโยบายที่ให้สิทธิขุนนางอังกฤษในการจับจองที่ดิน ไปจนถึงการล้างบางสังหารผู้ที่ขัดขืน จนชาวสก็อตต์ส่วนหนึ่งรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการปกครองอันหฤโหดนี้ นำมาสู่การลุกขึ้นสู้ของ วิลเลียม วอลเลซ ชายผู้ที่ในเวลาต่อมาถูกยกย่องว่าเป็นอัศวินของชาวสก็อตต์

ไม่แปลกที่เราจะคุ้นเคยกับชื่อนี้ เรื่องราวการต่อสู้ของวอลเลซนั้นได้รับการเล่าขานอย่างยิ่งใหญ่ในโลกภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะใน Braveheart (1995) ผลงานการกำกับหนังยาวลำดับที่สองของ เมล กิบสัน ตัวหนังประสบความสำเร็จล้นหลามทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ ด้วยทุนสร้าง 53 ล้านเหรียญฯ หนังทำเงินไปทั้งสิ้น 201 ล้านเหรียญฯ ทั้งยังคว้ารางวัลออสการ์กลับบ้านได้ 5 สาขา (เข้าชิง 10) โดยเฉพาะหนังยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม ตัวเขาเองรับบทเป็นวอลเลซได้อย่างน่าจดจำ (กับฉากประกาศอิสรภาพอันแสนตราตรึงและชวนหลั่งน้ำตา) และหลังจากนั้น มันได้กลายเป็นหนึ่งในหนังที่พิสูจน์ฝีมือการแสดงและกำกับของกิบสัน ทั้งยังเป็นใบเบิกทางให้เขาได้กำกับหนังอีกหลายเรื่องทั้ง The Passion of the Christ (2004), Apocalypto (2006) และล่าสุด -ชิงออสการ์เช่นกัน- Hacksaw Ridge (2016)

แน่นอนว่าบทลงเอยของวอลเลซนั้นน่าเศร้า เขาถูกประหารชีวิตทั้งยังถูกเสียบประจานที่สะพานลอนดอน (ส่วนแขนขาและอวัยวะที่เหลือถูกนำไปเสียบประจานที่อื่นๆ) หากแต่ความตายของเขาไม่สูญเปล่า เมื่อมันคือจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นสู้ในยุคสมัยของโรเบิร์ต เดอะ บรูซ แห่ง Outlaw King นั่นเอง

ในหนัง Outlaw King เองเราต่างรับรู้ถึงชะตากรรมของวอลเลซเมื่อภาพร่างฉีกขาดของเขาถูกตรึงไว้กับหลักไม้ ล้อมรอบโดยประชาชนชาวสก็อตต์ผู้โกรธเกรี้ยวต่อการกระทำอันเหี้ยมโหดของอังกฤษ ร่างของวอลเลซและพายุอารมณ์ของผู้คนนี้เองที่เป็นแรงหลักให้โรเบิร์ตตัดสินใจรวมกำลังผู้คนเพื่อปลดแอกจากอังกฤษ และอันที่จริง เรื่องราวของวอลเลซและโรเบิร์ตนั้นใช่จะแยกขาดจากกันเสียทีเดียว ในยุคสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่หนึ่งเองก็เคยแต่งตั้งโรเบิร์ตให้ปกครองสก็อตแลนด์ในฐานะขุนนาง (หรือเอิร์ลแห่งคาร์ริค) และโรเบิร์ตนี่เองที่แต่งตั้งวอลเลซให้เป็นผู้พิทักษ์ (The Guardian of scothland) ภายหลังวอลเลซพิชิตชัยชนะที่ยุทธการสะพานสเตอร์ลิงได้เป็นหลักฐาน และกระทั่งเมื่อวอลเลซถูกประหารอย่างทารุณ โรเบิร์ต -ภายใต้ยุคสมัยของ กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่สอง– ก็ปฏิเสธจะยอมจำนนต่ออังกฤษและตัดสินใจลุกขึ้นสู้ในที่สุด

เรื่องราวการต่อสู้ของโรเบิร์ตนั้นหนักหนาไม่แพ้วอลเลซ หากแต่ความมั่นคงทางการเมืองของฝั่งอังกฤษเองก็เริ่มอ่อนกำลังลง เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่หนึ่งสิ้นพระชนม์ และเจ้าชายแห่งเวลส์สถาปนาตัวเองเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สอง ช่องว่างของการคานอำนาจ บวกรวมกันกับความอ่อนแอของเอ็ดเวิร์ดที่สองเอง ทำให้โรเบิร์ตคว้าชัยในการรบครั้งใหญ่ที่หุบเขาลูดูน (ในชื่อ Battle of Loudoun Hill) อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของโรเบิร์ตและการชิงอำนาจการปกครองของสก็อตแลนด์นั้น เคยถูกนำมาเล่าแล้วใน The Bruce (1996, บ็อบ คาร์รูเธอร์ กับ เดวิด แม็กวิธนีย์) โดยใช้นักแสดงจากเกาะอังกฤษยกแผง

แต่เรื่องราวการขับเคี่ยวกันระหว่างสก็อตแลนด์กับอังกฤษไม่ได้หมดเพียงยุคของโรเบิร์ตเท่านั้น เช่นเดียวกันกับในอีกหลายๆ ประเทศ ฝุ่นควันจากการปกครองยังคงตลบต่อมาอีกหลายยุคหลายสมัยแม้จะเปลี่ยนมือการปกครองแล้วหลายชั่วอายุคน ซึ่งเราจะเห็นได้จาก Mary Queen of Scots หนังฟอร์มยักษ์ที่เล่าถึงสองหญิงชิงบัลลังก์ในศตวรรษที่ 15 หนังสร้างจากหนังสือ Queen of Scots: The True Life of Mary Stuart โดย จอห์น กาย และกำกับโดยโจซี รูร์ค ซึ่งนี่นับเป็นหนังเรื่องแรกของเธอในฐานะผู้กำกับ และนำแสดงโดยโรแนน, ร็อบบี, กาย เพียร์ซ และ โจ อัลวิน (ผู้ซึ่งปีนี้รับแสดงในหนังพีเรียตอังกฤษสองเรื่องติด คือ Mary Queen of Scots และ The Favourite เรื่องหลังเป็นผลงานการกำกับของ ยอร์กอส ลันธิมอส)

ไม่แปลกหากว่ารูร์คจะสนใจเรื่องราวการช่วงชิงตำแหน่งของสองหญิงชาวสก็อตต์และอังกฤษอย่างแมร์รี สจวร์ตและอลิซาเบธที่หนึ่ง ลำพังแค่การปกครองของพระนางอลิซาเบธก็น่าสนใจมากพอจนฮอลลีวูดนำเอาเรื่องราวของพระองค์มาเล่าหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะ Elizabeth (1998, เชการ์ คาปูร์) และหนังสารคดี Elizabeth (2000, แม็กซ์ ฟีลเดอร์ กับ สตีเวน คลาร์ค) ส่วนเรื่องราวของพระนางแมรีนั้นเคยถูกเล่าไว้แล้วในหนังที่ชื่อเดียวกันทั้งสามยุคสมัยอย่าง Mary of Scotland (1936, จอห์น ฟอร์ด กับ เลสลี กูดวินส์), Mary, Queen of Scots (1971, ชาร์ลส์ จาร์ร็อตต์) และ Mary Queen of Scots (2013, โธมัส อิมแบ็ช)

Mary Queen of Scots (2013)

อย่างที่เราหลายๆ คนทราบกันดีอยู่แล้วว่า อังกฤษในรัชสมัยการปกครองของอลิซาเบธนั้นแม้จะเป็นยุคทองก็จริง หากแต่มันก็ค้ำจุนได้ด้วยเรี่ยวแรงทางการเมืองและศาสนา สืบเนื่องมาจากการเป็นม่ายของแมร์รีที่ทำให้พระองค์ตัดสินใจเดินทางกลับสก็อตแลนด์ อลิซาเบธหวั่นกลัวว่านั่นอาจเป็นแผนการรุกเข้าประเทศของฝรั่งเศส ทั้งแมร์รียังมีสิทธิชิงบัลลังก์การปกครองของสก็อตแลนด์กลับไปได้ด้วย (อย่างไรก็ตาม ทั้งสองต่างเป็นเหลนของ พระเจ้าเฮนรีที่ 7 ทั้งคู่) การมาเยือนสก็อตแลนด์ของแมรีทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อเหล่าคริสตศาสนิกชนคาทอลิกเชื่อว่าพระนางมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครอง จนบัลลังก์ของอลิซาเบธต้องสั่นคลอน

เหล่านี้ล้วนนับเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดขึ้นบนแผ่นฟิล์มในปี 2018 และน่าจับตาว่า บนถนนสายประวัติศาสตร์เหล่านี้จะยังมีเรื่องราวใดอีกบ้างที่รอให้ฮอลลีวูดหยิบมาตีความและถ่ายทอดอีกครั้ง

 

ติดตามชม Braveheart ได้ ทาง Mono29
วันที่ 23 พ.ย. เวลา 11.50 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv