A Dangerous Method A History of Violence David Cronenberg Eastern Promises Keira Knightley Michael Fassbender The Fly Viggo Mortensen Vincent Cassel

ศาสดาแห่ง Body Horror ทำหนังชวนแหวะแบบ เดวิด โครเนนเบิร์ก

Home / bioscope / ศาสดาแห่ง Body Horror ทำหนังชวนแหวะแบบ เดวิด โครเนนเบิร์ก

เขาคือคนทำหนังชาวแคนาดา เจ้าของฉายา ‘ราชาแห่งหนังเฮอร์เรอร์’ และ ‘บารอนเลือด’ เจ้าของรางวัลจูรี่ ไพรซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์, หมีเงินจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน และประโยคที่เขานิยามหนังของตัวเองว่า “หมอฟันบอกผมว่า ‘ชีวิตผมมีปัญหามากพออยู่ละ ทำไมผมต้องไปดูหนังของคุณด้วยวะ'”

แน่นอน เขาคือ เดวิด โครเนนเบิร์ก ชายผู้สร้างความรู้สึกอี๋แหวะในหนังมาตั้งแต่ยุค 80 “เอาจริงๆ นะ ผมว่าหนังเฮอร์เรอร์มันคือศิลปะ คือการเผชิญหน้ากับแง่มุมที่ยากจะเผชิญ” โครเนนเบิร์กให้สัมภาษณ์ “แค่เพราะว่าคุณทำหนังเฮอร์เรอร์ ไม่ได้แปลว่าคุณจะทำหนังที่เปี่ยมไปด้วยงานศิลป์ไม่ได้สักหน่อย”

“สำหรับผม การทำหนังของผมเหมือนเพชร ในความหมายว่ามันมีหลายด้านให้คุณมอง แต่เมื่อคุณมองด้านใดด้านหนึ่งของมันแล้ว คุณก็จะเห็นแกนกลางอันเป็นเนื้อแท้ของเพชรนั้น เพชรคือประสบการณ์ชีวิตของผม ผมจึงทำหนังในธีมเดิม วิเคราะห์มันในเรื่องเดิม หากแต่เปลี่ยนด้านเปลี่ยนมุมเท่านั้นเอง”

หนังของโครเนนเบิร์กนั้นแสนจะเปี่ยมไปด้วยลายเส้นการกำกับแสนเฉพาะตัว ที่เราอยากชวนคุณๆ ร่วมศึกษาไปด้วยกัน

ฉากแหวะชวนสยองของร่างกายมนุษย์

นับจาก Rabid (1977), The Brood (1979) มาจนถึง The Fly (1986) จุดเด่นอย่างหนึ่งในหนังของโครเนนเบิร์กคือมันมักจะเพียบไปด้วยฉากที่เห็นแล้วเราต้องร้องอี๋ เริ่มจาก Rabid หญิงสาวดวงตกที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอุบัติเหตุ แต่ดันได้รับตัวดูดเลือดที่ฝังตัวเองอยู่ในรักแร้ของเธอ (เอ่อ…) และไล่ดูดเลือดคนอื่นไปทั่ว! ความอี๋แหวะในเนื้อตัวของมนุษย์จากหนังนั้นยังไม่รุนแรงนัก ก่อนที่เขาจะทวีความเฮี้ยนหนักมือขึ้นในหนังเรื่องต่อมา The Brood -หมอคลั่งที่พยายามบำบัดคนไข้สาวที่คลั่งยิ่งกว่าขณะที่หล่อนกำลังตั้งท้อง- หนังเผยให้เห็นร่างอันเป็น ‘ฝันร้าย’ อย่างเด็กไร้ใบหน้าผู้ตามล่าเอาชีวิต, ฉากกระชากร่างจนเลือดสาด และโดยเฉพาะกับฉากตัวอ่อนและรกในครรภ์ของหญิงสาว

แต่นั่นยังเทียบกันไม่ได้กับความสยดสยองของ ‘ไอ้แมลงวัน’ ใน The Fly หนังทุนสร้าง 11 ล้านเหรียญฯ ที่ส่งให้โครเนนเบิร์กกลายเป็นผู้กำกับที่เป็นที่รู้จักไปทั่วอเมริกา ทั้งยังคว้ารางวัลออสการ์สาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยมได้ หนังเล่าถึงชายหนุ่มกับเครื่องย้ายมวลสาร ที่เกิดความผิดพลาดจนทำให้เขาหลอมรวมกับแมลงวัน หากแต่นั่นคือปฐมบทของความอี๋แหวะเท่านั้น เมื่อในเวลาต่อๆ มา ความเป็นมนุษย์ (หรือสภาพร่าง) ของเขาค่อยๆ ลดถอยไป แทนที่ด้วยผิวฟอนเฟะและเลือดเนื้อแบบแมลง หากแต่มีขนาดใหญ่เท่าผู้ชายโตเต็มวัย!

“หนังของผมคือการสำรวจเรือนร่างมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ชี้ชัดถึงการดำรงอยู่ของมนุษย์ ถ้าหากคุณปฏิเสธจะพูดถึงมันคุณก็เริ่มเลอะเทอะและหลงอยู่ในโลกแฟนตาซี ไม่เคยเห็นเลยว่าความรุนแรงนั้นสร้างอะไรขึ้นบ้าง”

 

ความรุนแรงและความเป็นความตายอันน่าตระหนก

“เวลาเราพูดถึงความรุนแรง เรากำลังพูดถึงการทำลายเรือนร่างของมนุษย์ หนังของผมจึงมุ่งสำรวจร่างกายเป็นหลัก เพราะเวลาคุณจับภาพผู้คน คุณก็กำลังจับภาพร่างกายเขาอยู่ คุณจับภาพอะไรที่มันเหนือจริงไม่ได้หรอก วรรณกรรมน่ะเขียนถึงมันได้ แต่เวลาถ่ายภาพ เรากำลังถ่ายอะไรที่มันเป็นเรื่องรูปธรรม”

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกหากหนังของเขาจะเต็มไปด้วยฉากการใช้ความรุนแรงชวนใจหาย Videodrome (1983) แม็กซ์ (เจมส์ วูดส์) ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ที่ไปค้นเจอรายการลึกลับนาม Videodrome ซึ่งฉายแต่การทรมานคนอย่างโหดเหี้ยม แม็กซ์พยายามหาทางเอาฟุตเตจเหล่านั้นมาออกอากาศในช่องของตัวเองให้ได้ หากแต่ความเซอร์แตกคือ ยิ่งพยายามทำความรู้จักกับรายการนี้ เขากลับยิ่งต้องเผชิญความบัดซบในชีวิตยิ่งขึ้นทุกที

หนังเต็มไปด้วยฉากโหดที่ทั้งแหวะบ้างไม่แหวะบ้าง แต่ที่แน่ๆ มันเต็มไปด้วยฉากเลือดสาดและเครื่องในมนุษย์ที่เห็นแล้วชวนขนลุกขนพอง ตรงกันข้ามกับ A History of Violence (2005) ชำแหละชีวิตของ ทอม (วิกโก มอร์เทนเซน) หัวหน้าครอบครัวผู้อบอุ่นและกลายเป็นวีรบุรุษของเมืองจากการที่เขาปราบคนร้ายได้ หากแต่ชีวิตแสนสงบของเขาก็พลิกกลับเมื่อชื่อเสียงดันนำพาอดีตที่ทำให้เขาจำต้องเผชิญหน้ากับความเลือดเย็นทั้งของตัวเองและของคนอื่นอย่างสุดเกินจะรับ

มันกลายเป็นหนังที่ถูกตั้งคำถามว่า ดูไม่เห็นจะเป็นโครเนนเบิร์ก เพราะแทนที่จะเพียบไปด้วยฉากกราดยิงหรือฉากระเบิดระเบ้อสมองตามสไตล์ หนังกลับดำเนินเรื่องอย่างยิ่งเนิบ ทว่า ทิ่มแทงคนดูด้วยตัวบทและการแสดงอันน่าทึ่งของนักแสดงนำ ทั้งยังตั้งคำถามกับคนดูอย่างชาญฉลาดว่า สิ่งที่คุณเฝ้าหาในหนังเรื่องนี้อย่างฉากการใช้ความรุนแรงนั้น มันคือความรุนแรงในตัวมันเองอยู่แล้วหรือเปล่า…?

และราวกับจะเย้ยที่คนดูบอกว่าหนังเรื่องก่อนของเขานิ่งเนิบ โครเนนเบิร์กแท็กมือกับมอร์เทนเซนอีกครั้งใน Eastern Promises (2007) โดยมอร์เตนเซนรับบทเป็น นิโกไล มือขวาคนสนิทของมาเฟียใหญ่ที่พบว่า ความร้ายแรงจะมาเยือนชีวิตในไม่ช้าเมื่อ กีริล (แวนซองต์ กัสเซล) ลูกชายของหัวหน้ามาเฟียโกรธจัดที่พบว่าพ่อของตนกำลังถ่ายโอนอำนาจไปยังนิโกไลทั้งที่ลูกชายอย่างเขายังยืนหัวโด่อยู่

นอกจากความรุนแรงจนหนังคว้าเรตอาร์มาครอง (โดยเฉพาะฉากการ ‘กรีดคอหอย’ อันร้ายกาจนั่น) มอร์เทนเซนยังทุ่มสุดตัวด้วยการเปลือยจนคนได้เห็นมอร์เทนเซนน้อยกันทั้งโรง, เดินทางไปยังกรุงมอสโกว, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและเทือกเขาอูรัล ใช้เวลาอยู่นานห้าวันโดยไม่มีล่ามหรือคนใกล้ตัวที่พูดภาษาถิ่นได้ ศึกษากฎเกณฑ์ของเหล่ามาเฟียจากหนังสือ Thief in law, เรียนรู้วัฒนธรรมการสักและความหมายของรอยสักเหล่านั้นในหมู่อาชญากร จนบทนี้ส่งให้เขาเข้าชิงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ด้วย

ไม่มีสตอรี่บอร์ด

“ผมต่อต้านการใช้สตอรี่บอร์ดตลอดแหละ” โครเนนเบิร์กเล่าหน้าตาเฉย ตรงกันกับที่ จอห์น โอลซัน มือเขียนบทจาก A History of Violence ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้กำกับจอมเก๋าไม่ใช้สตอรี่บอร์ดแม้แต่ฉากเดียวในหนังของตัวเอง “แถมยังไม่ซักซ้อมกับนักแสดงจนกว่าจะเริ่มถ่ายทำจริงๆ ด้วย เพราะพอถึงตอนนั้น เขาจะรู้แล้วว่าอยากได้อะไร เริ่มบล็อคช็อต คุยกับนักแสดงถึงสิ่งที่เขาต้องการ คือโครเนนเบิร์กน่ะออกแบบแต่ละฉากตรงนั้นเลย”

แน่นอนว่ามันเป็นวิธีการทำหนังที่สุ่มเสี่ยงพอสมควร หากแต่มันเวิร์คก็เพราะโครเนนเบิร์กนั้นปักธงในใจของตัวเองชัดเจนเสมอว่าเขาต้องการให้มีและไม่มีอะไรในหนังของตัวเอง และด้วยวิธีการเหล่านี้ บรรยากาศในหนังของโครเนนเบิร์กจึงสดใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงหรืองานภาพที่มีกลิ่นอายของการอิมโพรไวซ์จากนักแสดงและตากล้องอยู่เกือบตลอดเวลา

เลื้อยไล่กล้องไปตามนักแสดง

ดูเหมือนนี่จะเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่หากใจรักจะเป็นนักแสดงในหนังของโครเนนเบิร์กต้องทำให้ได้ นั่นคือกล้องจะรับหน้านักแสดงแทบตลอดเวลา โดยส่วนมากแล้วหนังของเขามักจะใส่ใจกับการแสดงอันละเอียดอ่อนและไดอะล็อกเฉียบคม “ผมไม่ได้มีเทคนิคการทำหนังอะไรมากมาย เท่าที่เรามีก็แค่ใบหน้าของนักแสดง, บทพูด และการเคลื่อนไหวของเขาเท่านั้น” โครเนนเบิร์กว่า “ดังนั้น ทุกการเคลื่อนไหวในห้องจึงเต็มไปด้วยความหมาย นักแสดงเคลื่อนไหวยังไง พวกเขามีปฏิกิริยาต่อเพื่อนนักแสดงร่วมฉากกับพื้นที่ว่างในห้องอย่างไร

“เวลาทำหนัง เราจับภาพไปที่มนุษย์ครับ ใบหน้าของมนุษย์ ไม่ใช่รถยนต์ ไม่ใช่ฉากแอ็กชั่น แค่ใบหน้าเท่านั้น สีหน้านั้นสื่อสารได้ และคุณจะไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้าเหล่านั้นได้เลย”

โครเนนเบิร์กยกตัวอย่าง A Dangerous Method (2011) ว่าด้วย ซาบีนา (เคียรา ไนต์ลีย์) สาวชาวรัสเซียที่มีอาการฮิสทีเรียและเข้ามารักษากับ คาร์ล จุง (ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์) ซึ่งกระตือรือร้นที่จะลองใช้ทฤษฎีว่าด้วยแรงขับทางเพศของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (วิกเทนเซน -อีกแล้ว) เพื่อรักษาเธอ จนเรื่องราวของทั้งสามบานปลายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

ความโดดเด่นของหนังนอกเหนือจากการแสดงของนักแสดงทั้งสามแล้ว ยังอยู่ที่การเคลื่อนกล้องและการจับไปยังใบหน้ากับเรือนร่างของพวกเขา ดังที่โครเนนเบิร์กยกตัวอย่าง ฉากที่จุงเดินเข้ามาหาซาบีนาในห้องเล็กแคบ คนดูได้เห็นเพียงการเคลื่อนกล้อง, สีหน้า และการเคลื่อนไหวร่างกาย (อย่างน่าทึ่งมากๆ -ในกรณีของไนต์ลีย์) อันเปี่ยมความหมายของพวกเขาเท่านั้น

 

เจาะลงไปถึงสันดานและความดิบของห้วงอารมณ์

“เราทุกคนล้วนแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์สติแตกกันทั้งนั้น ชีวิตคือห้องทดลองของเรา เราต่างทดลองเพื่อหาทางมีชีวิตอยู่ เพื่อแก้ปัญหา เพื่อปัดเป่าเอาความบ้าคลั่งและความวุ่นวายออกไป”

หนังหลายๆ เรื่องของโครเนนเบิร์กนั้นประกอบไปด้วยตัวละครที่พร้อมสติแตก หรือไม่ก็เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยั่วเย้าให้เราเป็นบ้าขึ้นมาเสมอ ทั้งผู้อำนวยการช่องโทรทัศน์ใน Videodrome ที่ดำดิ่งไปกับความมืดมิดสุดกู่, ทอมใน A History of Violence กับการเผชิญหน้าอดีตอันโหดร้ายที่แม้แต่เขาเองก็ไม่อยากพูดถึง กระทั่ง A Dangerous Method ที่ฟ้าได้ส่งนักแสดงที่โครเนนเบิร์กประทับใจมากๆ อย่างฟาสส์เบนเดอร์มาร่วมแสดง

“ผมเคยเจอเขายืนอยู่กลางแดด แต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมเข้าฉากเรียบร้อยแล้ว ยิ้มกว้างอย่างเคย” โครเนนเบิร์กเล่า “ผมถามเขาว่า ‘ไมเคิล ทำไมยิ้มอย่างนั้นน่ะ’ หมอนั้นบอกว่า ‘ไม่รู้สิ… ชีวิตก็งี้’ ผมเลยตอบเขาไปว่า ‘มันน่าหงุดหงิดจริงๆ นะที่เห็นนายอารมณ์ดีตลอดเวลา'”

หนังส่วนมากของโครเนนเบิร์กจึงไม่เพียงแต่ทุบทำลายร่างกายของมนุษย์ (อันเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงการมีอยู่ทางกายภาพ) เท่านั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ชอนไชและชำแหละด้านลึกในจิตใจผู้คนด้วยนั่นเอง

BIOSCOPE Theatre 
เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน
Eastern Promises (2007)
วันเสาร์ รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 1 person, standing and text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre พฤศจิกายน 2018