Disney Elton John simba The Lion King

รำลึกเกร็ดการสร้าง The Lion King (1994) แอนิเมชั่นแห่งวัยเด็กของคนยุค 90

Home / bioscope / รำลึกเกร็ดการสร้าง The Lion King (1994) แอนิเมชั่นแห่งวัยเด็กของคนยุค 90

ท่ามกลางกระแส The Lion King เวอร์ชั่นรีเมคอันน่าตื่นตาตื่นใจ เราอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปยังต้นกำเนิดของ The Lion King เวอร์ชั่นปี 1994 ของ ร็อบ มินค็อฟฟ์ กับ โรเจอร์ อัลเลอร์ส ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งของดิสนีย์ ทั้งมันยังสร้างรอยประทับในม่านตากลมโตวาววามของเด็กๆ ในยุคนั้น กับเรื่องราวการข้ามพ้นวัยของเจ้าสิงโตน้อยแห่งทุ่งสะวันนานาม ซิมบา

และนี่คือเรื่องราวการสร้างแอนิเมชั่นเรื่องแรกของดิสนีย์ ที่สร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่ทั้งหมดแทนจะสร้างจากเทพนิยายหรือนิทานเก่าแก่อย่างแอนิเมชั่นเรื่องก่อนๆ และมันได้กลายเป็นหนึ่งในแอนิเมชั่นที่เป็นตำนานและเป็นรักแรกของเด็กๆ หลายคนในยุคนั้น

จุดเริ่มต้นของแอนิเมชั่นในทุ่งสะวันนา

ช่วงปลายปี 1988 ทีมงานดิสนีย์เดินทางไปทั่วอเมริกาและยุโรปเพื่อโปรโมตแอนิเมชั่น Oliver & Company -ว่าด้วยการผจญภัยของเจ้าเหมียวน้อย โอลิเวอร์ และผองเพื่อน- หัวเรือหลักของดิสนีย์อย่าง เจฟฟรีย์ คัตเซนเบิร์ก, รอย อี ดิสนีย์ และ ปีเตอร์ ชไนเดอร์ เองก็ต้องเดินทางไปยุโรปเช่นกัน ระหว่างนั้น ทั้งสามนั่งสนทนากันถึงไอเดียคร่าวๆ ของแอนิเมชั่นที่ว่าด้วยเรื่องราวในแอฟริกา มันแทบจะเป็นการคุยกันเล่นๆ แต่แล้วเมื่อพวกเขาทบทวนดู ความชัดเจนของเรื่องราวก็ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำว่า มันเป็นไปได้อยู่!

คัตเซนเบิร์กตั้งใจจะเห็นเจ้า ‘แอนิเมชั่นในแอฟริกา’ เรื่องนี้พูดถึงการ coming-of-age และความตายด้วย ในเดือนพฤศจิกายนปีนั้นเอง โธมัส ดิสช์ มือเขียนบทแอนิเมชั่นของดิสนีย์เรื่อง The Brave Little Toaster (1987) ก็ตั้งชื่อแอนิเมชั่นของคัตเซนเบิร์กให้ว่า King of the Kalahari ก่อนที่มันจะถูกเปลี่ยนไปอีกสารพัดชื่อ ทั้ง King of the Beasts, King of the Jungle

พล็อตของหนังเองก็ถูกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเหมือนชื่อนั่นแหละ ก่อนหน้านั้น หนังจับจ้องไปยังความสัมพันธ์ของสิงโตและลิงบาบูนเท่านั้น โดยหัวหน้าของแก๊งลิงคือ สการ์ ขณะที่ ราฟิกิ คือเสือชีต้า ทีโมนกับพุมบาคือเพื่อนของซิมบาสมัยยังเด็ก ส่วนซิมบานั้น ยังไงก็ไม่ยอมออกจากอาณาจักรของตัวเองและไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นตัวละครที่ดูขี้เกียจและไม่น่าเอาใจช่วยเท่าไหร่ และเพื่อจะคงคอนเซ็ปต์เดิมที่ว่าให้ซิมบาได้ข้ามพ้นวัยนั้น โปรดิวเซอร์ชื่อดังของดิสนีย์อย่าง โธมัส ชูมาเชอร์ จึงกระโดดเข้ามาร่วมโปรเจ็กต์นี้ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า “ก็สิงโตมันเท่ดีอะ”

 

กระบวนการสร้าง

เพื่อความสมจริงสมจัง ทีมงานจึงเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติในเคนย่า เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่จะใช้ในหนัง และหลังจากที่หมกมุ่นกับเรื่องราวของความเป็นแอฟริกาอยู่หกเดือนเต็ม ก็ได้ ร็อบ มินค็อฟฟ์ มานั่งแทนเป็นผู้กำกับร่วมกันกับ โรเจอร์ อัลเลอร์ส

หากแต่ใช่ว่ามันจะไม่มีปัญหาเลย เพราะทีมงานครึ่งหนึ่งรู้สึกว่าหนังควรจะเป็นเสมือนสารคดีชีวิตสัตว์แอฟริกา แต่อีกฝั่งหนึ่ง -ซึ่งมีหัวหน้าทัพเป็นมินค็อฟฟ์- คิดว่ามันควรออกมาเป็นหนังมิวสิคัลสไตล์ถนัดของดิสนีย์มากกว่า หลังจากปรึกษากันอยู่หลายรอบ แน่นอนว่ามินค็อฟฟ์ถือเสียงฝั่งมากกว่า พร้อมกันนั้น พวกเขาก็กำหนดธีมหลักของหนังว่า มันจะต้องเป็นหนังที่ว่าด้วย “การหลีกหนีชีวิตวัยเด็กและการกลับมาเผชิญหน้าความจริงอีกครั้ง” ของตัวละคร และตอนนั้นเอง ที่พวกเขาสรุปว่าควรจะเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก King of the Jungle มาเป็น The Lion King แทน ทั้งยังกำหนดให้สการ์กับ มูฟาซา คือพี่น้องกันเพราะทีมเขียนบทรู้สึกว่า มันน่าสนใจกว่าเยอะที่ความขัดแย้งนั้นจะเกิดขึ้นในครอบครัวมากกว่ามาจากคนนอก บวกรวมกับที่ทีมงานได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Hamlet (1990) ซึ่งสร้างมาจากบทประพันธ์ชื่อเดียวกันของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ ว่าด้วยราชาถูกสังหารโดยน้องชายขี้อิจฉาของตัวเอง และทายาทที่แท้จริงของราชาจะถูกเนรเทศไปอยู่ที่ห่างไกลตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนจะกลับมาทวงบัลลังก์และทวงแค้นให้บิดาผู้ถูกสังหารเมื่อเติบใหญ่ขึ้น

“แล้วอีกอย่าง คือเราอยากให้มันเป็นเหมือนเรื่องของแบมบี (Bambi, 1942) ที่เกิดขึ้นในแอฟริกา” มินค็อฟฟ์กล่าว “แต่ว่าผจญภัยมากกว่า แน่นอนว่าเราพยายามจะทำให้เนื้อเรื่องสมดุลย์สำหรับเด็กๆ ด้วย โดยเฉพาะหลังจากการตายของมูฟาซา ก็เลยเพิ่มเรื่องราวของทีโมนและพุมบาเข้ามาเพื่อให้หนังมันมีชีวิตชีวาและน่าดูมากขึ้นน่ะ”

เพลงประกอบอันตราตรึง

เพลงประกอบของ The Lion King นั้นสมศักดิ์ศรีที่คว้าเอาออสการ์สาขาเพลงและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากออสการ์มาครอง พร้อมเพลงฮิตติดหูอย่าง Circle of Life (กับมุกคลาสสิกที่เรา -ในสมัยยังเด็ก- ต้องหาลูกหมาลูกแมวมาอุ้มอยู่ร่ำไป), I Just Can’t Wait to Be King, Hakuna matata และ Can You Feel the Love Tonight

หนังได้ ทิม ไรซ์ มือเขียนเพลงจาก Aladdin (1992) และ เอลตัน จอห์น มาเขียนเนื้อเพลงให้ โดยที่ตอนนั้นจอห์นคือนักร้องเพลงชื่อก้องโลกและสนอกสนใจจะลองเขียนเพลงแนว “อัลตร้า-ป๊อปที่เด็กๆ น่าจะชอบและเป็นเพลงที่ผู้ใหญ่ฟังแล้วอยากไปดูหนังด้วยเหมือนกัน”

Circle of Life คือเพลงหลักของเรื่องที่ทำให้การเปิดหนังนั้นทรงพลังและทำให้ฉากเปิดตัวซิมบาต่อหน้าสรรพสัตว์ในทุ่มสะวันนากลายเป็นภาพจำของคนดู จอห์นเป็นคนทำดนตรีให้เพลงขณะที่ไรซ์เป็นคนเขียนเนื้อร้อง “ผมให้เนื้อเพลงเขาไปดูตอนสักบ่ายสองได้” ไรซ์เล่า “พอบ่ายสามครึ่ง เขา(จอห์น)ก็กลับมาพร้อมเดโม่ที่โคตรจะเจ๋งแล้วอะ” ทั้งนี้ เพลงขับร้องโดย คาร์เมน ทไวลีย์ และ ลีโบ เอ็ม ก่อนที่มันจะทะยานขึ้นเป็นลำดับที่ 11 ในชาร์ตเพลงของสหราชอาณาจักรและลำดับที่ 18 ในชาร์ตเพลงสหรัฐฯ ขณะที่อีกเพลงซึ่งดังไม่แพ้กันอย่าง Can You Feel the Love Tonight จอห์นเป็นผู้ขับร้องเพลง (แต่ในหนังนั้นร้องโดยนักพากย์หลายราย) และส่งให้จอห์นและไรซ์คว้ารางวัลออสการ์ด้วย

ขณะที่สกอร์เพลงนั้นได้รับการเสกสรรปั้นขึ้นมาโดย ฮานส์ ซิมเมอร์ คอมโพเซอร์มือทองของฮอลลีวูด โดยเฉพาะแทร็ค King of Pride Rock (หรือฉากจำที่ซิมบาเดินกลับขึ้นผาทรนง) ที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์มาครอง แม้ว่าตอนแรกเขาจะปฏิเสธดิสนีย์อย่างเด็ดขาดก็ตาม “ผมบอกพวกเขาว่า มาหาผิดคนแลวพวก ผมไม่ชอบเพลงบรอดเวย์และไม่ชอบหนังเทพนิยายด้วย” แต่สุดท้าย เหตุผลที่เขารับงานนี้มาไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เพราะลูกสาวนั่นเอง (“มันเป็นเหตุผลที่ห่วยนิดหน่อย แต่ก็นะ…”) “ถึงอย่างนั้น ผมพบว่าจริงๆ แล้วเนื้อเรื่องของหนังมันซีเรียสมากๆ เพราะมันพูดถึงการสูญเสีย มันคือประสบการณ์ของเด็กที่เสียพ่อตัวเองไปน่ะ”

ผลตอบอันทรงพลัง

เฉพาะในอเมริกาเหนือ The Lion King กวาดเงินไปทั้งสิ้น 422 ล้านเหรียญฯ และจากทั่วโลกกว่า 968 ล้านเหรียญฯ และติดอันดับที่ 35 ของหนังที่ทำเงินมากที่สุดในโลก (และเป็นลำดับที่ 7 ของแอนิเมชั่นที่ทำเงินมากสุด)

และก็น่ายินดีที่บรรยากาศเหล่านี้จะกลับมาอีกครั้งสิ่งใน The Lion King ฉบับรีเมคโดย จอน ฟาฟวโร ผู้กำกับ Iron Man (2008), Iron Man 2 (2010) และ The Jungle Book (2016) เขียนบทโดย เจฟฟ์ เนธานสัน ซึ่งเคยเขียนบทให้หนังฟอร์มยักษ์ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก มาแล้วอย่าง Catch Me If You Can (2002) และ The Terminal (2004) โดยจะยังคงเพลงประกอบจากเวอร์ชั่นเดิมและเพิ่มเพลงใหม่เข้าไปด้วย และบวกความว้าวมากกว่าเก่าด้วยการแคสติ้งนักแสดงที่มาให้เสียงเป็นตัวละครที่เรารัก ทั้ง โดนัลด์ โกลเวอร์ -เจ้าของบทเพลง This Is America ที่เพิ่งจะสร้างกระแสไปเมื่อกลางปี- ให้เสียงเป็น ซิมบา, ชิวีเทล เอจิโอฟอร์ เป็น สการ์ และ เจมส์ เอิร์ล โจนส์ เจ้าของเสียง มูฟาซา ในเวอร์ชั่นเก่า ก็กลับมาให้เสียงตัวละครนี้อีกครั้งด้วย!