Gong Li Hero House of Flying Daggers Takeshi Kaneshiro Zhang Yimou Zhang Ziyi กงลี่ จอมใจบ้านมีดบิน จางอี้โหมว หลิวเต๋อหัว

จาง อี้โหมว คนทำหนังที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกในสังคมที่ห้ามไม่ให้ผู้คนรู้สึก

Home / bioscope / จาง อี้โหมว คนทำหนังที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกในสังคมที่ห้ามไม่ให้ผู้คนรู้สึก

Red Sorghum (1987) หนังยาวเรื่องแรกของ จางอี้โหมว -ว่าด้วยสาวน้อยนางหนึ่งที่พ่อแม่ขายให้ไปแต่งงานกับชายโรคเรื้อนที่เป็นเจ้าของโรงบ่มเหล้า- ส่งเขาคว้ารางวัลหมีทองคำจากเทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน และแจ้งเกิดผู้กำกับหนุ่มวัย 37 ให้เป็นที่รู้จักในฐานะคนทำหนังจากแดนตะวันออกที่น่าจับตา

ออกจะเป็นเรื่องน่าสนใจอยู่ที่จางอี้โหมวเลือกจะเปิดตัวด้วยหนังที่พูดถึงการจำยอมและกัดฟันสู้ในสถานการณ์ที่แสนบังคับขู่เข็ญของเด็กสาว (กงลี่) หน้าตาสะสวยที่ชีวิตบีบให้เธอต้องอยู่กินกับชายซึ่งสังคมรังเกียจ จางเองเติบโตในบริบทของการผลัดเปลี่ยนทางสังคมอย่างรุนแรง พ่อของเขาทำงานเป็นแพทย์และเคยทำงานในกองทัพปฏิวัติแห่งชาติภายใต้การปกครองของ เจียงไคเช็ค อดีตผู้นำของจีน ส่วนแม่ของเขาเป็นแพทย์ ช่วงปี 1960-1970 จางให้สัมภาษณ์ว่าเขาต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานเป็นกรรมกรในไร่อยู่สามปี และอีกเจ็ดปีในโรงงานทอผ้าฝ้าย ระหว่างนั้นก็ศึกษาเรื่องงานวาดและการถ่ายภาพนิ่งไปด้วย (และถึงกับขายเลือดตัวเองเพื่อเอาเงินไปซื้อกล้อง)

“การปฏิวัติวัฒนธรรม (The Cultural Revolution) คือช่วงเวลาที่พิเศษมากๆ ในประวัติศาสตร์จีน อันที่จริง ในโลกเสียด้วยซ้ำ” จางเล่า “มันเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาวัยเยาว์ของผม กินเวลาตั้งแต่ผมอายุ 16 จนถึง 26 ปี ในระยะเวลาสิบปีนี้ผมกลายเป็นพยานรู้เห็นความสยดสยองและหายนะหลายอย่าง

“ที่ผ่านมา ผมอยากทำหนังที่เล่าถึงช่วงเวลานั้นเสมอ เพื่อถกเถียง เพื่อพูดถึงโชคชะตาและความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ไม่อาจควบคุมได้และความเกลียดชังที่เกิดขึ้น ผมไม่ได้อยากทำแค่เรื่องเดียวด้วยนะแต่อยากทำหลายๆ เรื่องเลย ทั้งหนังชีวประวัติหรือหนังที่ว่าด้วยเรื่องของคนอื่น ผมเพียงต้องรอเท่านั้นเอง”

Raise the Red Lantern (1991)

และราวกับหลังจากนั้น หนังของจางล้วนแต่มีธีมเรื่องที่เล่าผ่านตัวละครที่ต้องอดทน ต่อสู้กับกรอบกรงบางอย่างอยู่เสมอ Ju Dou (1990) ที่เข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม เล่าถึงสาวน้อย (กงลี่) ถูกบังคับให้ไปแต่งงานกับคนแก่เพื่อหาเงินมาใช้ แต่แล้วเธอกลับรู้สึกดีกับหลานชายหนุ่มของสามีเสียเอง หนังทั้งเรื่องเล่าผ่านบรรยากาศกดดันของการตกอยู่ภายในโลกที่ชายเป็นใหญ่และการจำต้องเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ เช่นเดียวกับ Raise the Red Lantern (1991) ที่นำแสดงโดยกงลี่ (อีกแล้ว) เล่าถึงหญิงสาวที่ถูกส่งไปเป็นนางสนมของชายผู้มั่งคั่ง หนังถูกส่งเข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกปี

เรื่องนี้เองที่รัฐบาลจีนแบนไม่ให้ฉายอยู่พักใหญ่อันเนื่องมาจากความสุ่มเสี่ยงของตัวเนื้อเรื่อง “จีนใช้ระบบเซ็นเซอร์มายาวนานหลายปี ผมเลยคิดว่าความเปลี่ยนแปลงคงเกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆ ในระยะเวลาอันใกล้นี้หรอก” จางให้สัมภาษณ์ “(การเซ็นเซอร์)ถูกใช้งานมานานมาก ผมทำงานและอาศัยอยู่ในระบบแบบนี้ ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก”

จากนั้น ทั้งอี้โหมวและกงลี่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน The Story of Qiu Ju (1992) หนัง Neo-realism ของอี้โหมวที่ตีแผ่ชีวิตคนชนชั้นล่างผู้ถูกรัฐและประเพณีกระทำจนชีวิตย่อยยับ กงลี่รับบทเป็นสาวชาวนาที่เรียกร้องความยุติธรรมให้สามีหลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของประธานาธิบดี เหมาเจ๋อตุง

The Story of Qiu Ju นี่เองที่เป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการทำหนังของจาง โดยเขาผลัดเปลี่ยนจากการทำหนังที่เล่าเรื่องคนข้นแค้นมาสู่เรื่องราวที่อลังการมากขึ้น และโดยเฉพาะเมื่อ Hero (2002) ออกฉาย ก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้กำกับหนังฟอร์มยักษ์ของจาง ทั้งยังเป็นบทพิสูจน์ถึงรสนิยมทางด้านวิช่วลอันหมดจดของเขา จนมันกลายเป็นหนึ่งในหนังที่เปี่ยมไปด้วยฉากจำและทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่งของยุค โดยหนังเล่าถึงการต่อสู้ของแคว้นทั้งเจ็ดในแผ่นดินจีนที่ตกอยู่ท่ามกลางกลียุค และแคว้นฉินคือแคว้นที่แข็งแกร่งที่สุดด้วยยอดนักรบและกองทัพจำนวนมาก ผู้นำแคว้นดึงตัว ‘ไร้นาม’ บุรุษปริศนาที่คอยดูแลความปลอดภัยไม่ให้มือสังหารจากแคว้นอื่นบุกมาถึงตัวเขาได้

ความโดดเด่นของ Hero คือการที่มันมีท่าทีแบบหนังกำลังภายในเต็มตัว ไม่ว่าจะเรื่องราว การต่อสู้และฉากต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่อง มันจึงเป็นหนึ่งในพลังอันรุนแรงที่สุดจากคนทำหนังโลกตะวันออกที่พัดไปยังโลกตะวันตก ค่ายหนังยักษ์ Miramax ของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ซื้อมันไปฉายและดองไว้อยู่สองปีด้วยความลังเลว่า บรรยากาศทางการเมืองที่คละคลุ้งในหนังนั้นจะผลักคนดูชาวอเมริกันออกไปหรือเปล่า “อี้โหมวเขาไม่กลัวอะไรเลยสักกะนิด ไม่กลัวรัฐบาลด้วย” ไวน์สตีนกล่าว อย่างไรก็ตาม หนังได้รับเสียงวิจารณ์อย่างอบอุ่นจากคนดู ตามมาด้วย House of Flying Daggers (2004) หนังกำลังภายในลำดับต่อมาของจางที่ส่งชื่อ จ้าวเสี่ยวติง ชิงออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยอดเยี่ยม หนังเล่าถึงความปั่นป่วนของบ้านเมืองจีนในยุคราชวงศ์ถัง ที่เกิดกลุ่มบกฏในนาม “บ้านมีดบิน” ขึ้นมาจนคนของรัฐต้องจับตามอง โดยเฉพาะหญิงงามตาบอดที่เข้ามาเป็นนักเต้น ถูกนายทหารหนุ่มสองนาย เหลียว (หลิวเต๋อหัว) และ จิน (ทาเคชิ คาเนชิโระ) จับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะนางอาจเป็นคนที่กลุ่มกบฏส่งตัวมา และนี่นับเป็นอีกเรื่องที่พิสูจน์ความสามารถของจาง ที่ถ่ายทอดความงดงามและศิลปะแบบโลกตะวันออกไปสู่โลกตะวันตก โดยยังไม่ทิ้งกลิ่นอายของการเมืองในแบบจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้, กลียุค และรักต้องห้ามของคนหนุ่มสาวในสังคมที่ทำให้รักของพวกเขากลายเป็นเรื่องต้องห้าม

Curse of the Golden Flower (2006) เข้าชิงออสการ์สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม (กับนักแสดงที่ต้องสวมชุดหนาหนักซ้อนกัน 4-5 ชั้น บางชุดหนักร่วมๆ 40 กิโลกรัม) ทั้งยังฉากสู้รบที่อี้โหมวเกณฑ์เอาทหารจริงๆ กว่าร้อยชีวิตมาเข้าฉาก และถ่ายทำนานเป็นสัปดาห์ และนับเป็นหนังอีกเรื่องที่เต็มไปด้วยลายเซ็นอันโดดเด่นของอี้โหมว ไม่ว่าจะเป็นความยิ่งใหญ่ด้านโปรดักชั่น หรือการเจาะการเมืองเรื่องความสัมพันธ์ของชนชั้นสูงในจีนอย่างดุเดือดและละเอียดถี่ถ้วน จนมันกลายเป็นงานชิ้นโบว์แดงของทั้วอี้โหมวและกงลี่ในเวลาต่อมา

และหลังจากทำหนังอลังการมาหลายต่อหลายเรื่อง Coming Home (2014) คือหนังที่จางหวนกลับมาเล่าหนังที่เรียบง่ายแต่หนักแน่น โดยเล่าเรื่องในยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนอีกครั้ง พร้อมกงลี่ในบทหญิงผู้ถูกชีวิตซัดเอาจนสะบักสะบอม หนังของจางนั้นไม่ใช่โดดเด่นแต่เพียงงานภาพ, การแสดงและเรื่องราวเท่านั้น หากแต่มันยังแฝงไปด้วยความอัดอั้นของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกระบอบของรัฐกดทับจนแทบหายใจไม่ออก

“นับพันปีมาแล้ว ที่เราถูกธรรมเนียมจีนสั่งสอนให้คิดเหมือนที่คนอื่นๆ คิด มันจึงอยากมากที่เราจะสร้างสรรค์อะไรออกมาจากความปรารถนาหรือห้วงอารมณ์อันเป็นส่วนตัว” จางว่า “และตอนนี้ คนรุ่นใหม่ -โดยเฉพาะคนที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก- เริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับตัวตนและคุณค่าของพวกเขาเองแล้ว”

ติดตามชม House of Flying Daggers ได้ ทาง Mono29
วันที่ 1 ธ.ค. เวลา 08.00 น.
//////////////////////////////////////
สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv