JAMES CAMERON kate winslet Leonardo DiCaprio Titanic

ชายหญิงชราบนเรือไททานิก: เรื่องจริงที่หนัง Titanic อุทิศให้แก่คู่รักสเตราส์

Home / bioscope / ชายหญิงชราบนเรือไททานิก: เรื่องจริงที่หนัง Titanic อุทิศให้แก่คู่รักสเตราส์

ภายหลังที่เรืออาร์เอ็มเอส ไททานิก ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์กลางมหาสมุทรแอตแลนติก น้ำทะเลเย็นจัดทะลักเข้าสู่ห้องเครื่องของเรือ ไหลบ่าท่วมท้นห้องพักผู้โดยสารชั้นล่าง ชายหนุ่มปรับนาฬิกาเป็นครั้งสุดท้ายท่ามกลางน้ำที่เอ่อสูงขึ้นเรื่อยๆ เด็กน้อยสองพี่น้องนอนเคียงกันบนเตียง ฟังแม่เล่านิทานขณะน้ำไล่ขึ้นมาถึงขาเตียง คู่รักชรากระชับกอดกันเป็นครั้งสุดท้าย

เหล่านั้นน่าจะนับเป็นหนึ่งในฉากสะเทือนอารมณ์ที่สุดของ Titanic (1997, เจมส์ แคเมอรอน) ที่สร้างขึ้นจากโศกนาฏกรรมในปี 1912 เมื่อเรือโดยสารไททานิกอับปางลงก้นมหาสมุทรแอตแลนติก และน่าสะเทือนใจมากกว่านั้น เมื่อแคเมอรอนอุทิศฉากชายหญิงชราบนเตียงเล็กแคบนั้นให้กับคู่รักในชีวิตจริงที่เสียชีวิตจากเหตุเรือไททานิกล่มในครั้งนั้น

พวกเขาคือ อีซีดอร์ และ อีดา สเตราส์

อีซีดอร์และอีดา คือสองสามีภรรยานักธุรกิจในสหรัฐฯ มีบันทึกว่าทั้งสองออกเดินทางด้วยกันอยู่เสมอภายหลังจากทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1871 อีซีดอร์หยิบจับธุรกิจหลายอย่าง แต่ผู้คนรู้จักเขามากที่สุดในฐานะที่เขาเป็นหุ้นส่วนของห้างสรรพสินค้ามาซีส์ ซึ่งเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยขนาดใหญ่ในอเมริกา (ปัจจุบันแตกแขนงออกเป็นแฟรนไชส์ขนาดย่อย)

ปี 1912 สองสามีภรรยาสเตราส์ -อีซีดอร์ในวัย 67 และอีดาวัย 63-ออกเดินทางไปเที่ยวยุโรปในช่วงฤดูหนาว และตัดสินใจเดินทางกลับด้วยการโดยสารมากับเรือไททานิก ปลายทางของทั้งคู่อยู่ที่นิวยอร์ค และอย่างที่เรารู้กัน เรือไททานิกไม่อาจทำภารกิจนี้ได้ลุล่วงเมื่อมันชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งในเวลาห้าทุ่มสี่สิบนาที ระหว่างที่น้ำท่วมไล่ขึ้นมาจากชั้นล่างอย่างรวดเร็วนั้น เหล่าลูกเรือนำเอาเรือชูชีพออกมาเพื่อลำเลียงสตรีและเด็กออกมาก่อน แน่นอน อีดาปฏิเสธที่จะแยกจากสามีของเธอไปขึ้นเรือลำเล็กนั้น

สามีภรรยาสเตราส์

อาร์ชีบัลด์ กราซี ที่สี่ ชายหนุ่มที่โดยสารไปกับเรือไททานิกและรอดชีวิตมาได้ เขียนหนังสือเล่าถึงโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น รวมถึงคู่สามีภรรยาสเตราส์ที่เขาเห็นขณะที่เรือกำลังอับปาง เมื่ออีดายืนกรานจะไม่ยอมจากสามีของเธอไปกับเรือลำอื่น กราซีเสนอให้อีซีดอร์ลงเรือไปกับอีดาเสีย แต่แล้วชายหนุ่มนักธุรกิจกลับปฏิเสธเขาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ผมไม่ไปไหนก่อนผู้ชายคนอื่นๆ หรอก” ขณะที่กราซีเล่าว่า อีดาหันไปบอกหญิงรัชใช้ชาวอังกฤษของเธอ -เอลเลน เบิร์ด- ให้ลงเรือชูชีพหมายเลข 8 ไปก่อนเธอ มอบเสื้อขนสัตว์ไปกับเบิร์ด และนั่นคือการเจอกันครั้งสุดท้ายระหว่างอีดาและสาวใช้คนสนิท

ภายหลัง กราซีระบุเรื่องราวของคู่รักสเตราส์ลงในหนังสือว่า อีดานั้นยืนกรานหนักแน่น “ฉันจะไม่ยอมแยกจากกับสามีค่ะ เราอยู่มาด้วยกัน และหากต้องตาย เราก็จะตายด้วยกันเช่นกัน”

ภาพวาดจำลองเหตุการณ์จากหนังสือของกราซี

และภาพสุดท้ายที่กราซีเห็นทั้งคู่คือ อีซีดอร์และอีดายืนกอดกันอยู่บนชั้นดาดฟ้าของเรือก่อนจะอับปาง “และนั่นคือความชัดเจนที่สุดของสิ่งที่เรียกกันว่าความรักและความภักดี” กราซีเขียนบันทึก

ภายหลัง ร่างของอีซีดอร์ได้รับการกู้ขึ้นมาและถูกนำไปไว้ที่รัฐโนวาสโกเชีย และถูกนำไปฝังไว้ที่สุสานเบ็ธ-เอลในบรูคลินและถูกย้ายไปยังสุสานตระกูลสเตราส์ในบร็องซ์เมื่อปี 1928 ขณะที่ไม่มีใครเคยพบร่างของอีดาอีกเลย ครอบครัวของทั้งสองจึงนำน้ำทะเลจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นมาบรรจุไว้ในสุสานซึ่งร่างของอีดาควรจะนอนพักอยู่ในนั้น หลุมศพของทั้งคู่สลักไว้ด้วยข้อความจากไบเบิลจาก เพลงซาโลมอน 8:7 “น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ หรือแม่น้ำทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้จมน้ำตายได้” (“Many waters cannot quench love—neither can the floods drown it.”)